หลีเหล่าเกินรีบกินปาท่องโก๋ของตนจนหมดเป็นคนแรก แต่จ้าวเสี่ยวโต้วกลับแตกต่างออกไป เขายังไม่แตะปาท่องโก๋เลย ตามที่หลีชิงจื้อรู้จักเขา เด็กคนนี้คงตั้งใจจะดื่มโจ๊กให้หมดก่อน แล้วค่อย ๆ ลิ้มรสปาท่องโก๋ชิ้นนั้น
หลังรับประทานอาหารเช้าเสร็จ เวลายังเช้าอยู่ หลีชิงจื้อจึงพาเด็กทั้งสามออกกำลังกายบริหารร่างกาย
พลังพิเศษของเขาทำให้รับรู้สภาพของทุกส่วนในร่างกายมนุษย์ได้ จึงรู้โดยธรรมชาติว่าควรออกกำลังกายอย่างไรจึงจะได้ผลดีที่สุด
ท่าที่เขาคิดขึ้นสามารถบริหารร่างกายได้ครบทุกส่วน
หลังออกกำลังกายเสร็จ เขาก็ล้างหน้าให้หลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมา พร้อมใช้พลังพิเศษช่วยกระตุ้นสมองของเด็กทั้งสองเล็กน้อย
ในเมื่อเขาบอกไปแล้วว่าเด็กทั้งสองฉลาดเหมือนเขา ย่อมต้องลงมือทำเสียหน่อย
แต่เขาตั้งใจจะค่อย ๆ ทำไป ไม่รีบร้อน
เมื่อได้เวลาแล้ว หลีชิงจื้อจึงพาเด็กทั้งสามไปยังสำนักศึกษา
ตอนที่เขาไปถึง นักเรียนในสำนักศึกษาก็มากันเกือบครบแล้ว ฟางจื่อเจี้ยนกำลังยืนท่องบทความอยู่ในลาน
บทความนี้เป็นบทความดีเด่นที่ซิ่วไฉหลี่รวบรวมมา หลีชิงจื้อเคยยืมจากบ้านสกุลจูมาอ่าน และท่องจำได้ทั้งหมดแล้ว
เขาเหลือบมองเพียงครั้งเดียวก็ไม่มองอีก ก่อนหันไปกำชับเด็กทั้งสามว่า “เวลาเรียนต้องเป็นเด็กดี ต้องเชื่อฟังเซียนเซิง เข้าใจหรือไม่? พอเรียนภาคเช้าเสร็จ ตอนบ่ายพวกเจ้าก็ไปเล่นได้แล้ว...”
เมื่อฟางจื่อเจี้ยนได้ยินคำพูดของหลีชิงจื้อ ก็อดขมวดคิ้วไม่ได้
เรื่องการเรียนหนังสือ หากไม่ก้าวหน้าก็ย่อมถดถอย เรียนตอนเช้าแล้วไปเล่นตอนบ่าย เช่นนี้จะเรียนได้ดีหรือ?
หลีชิงจื้อตามใจเด็กเกินไปจริง ๆ!
แต่เมื่อนึกว่าหลีชิงจื้อเองก็ไม่ได้มีความรู้มากนัก ก็ไม่น่าแปลกใจแล้ว
ฟางจื่อเจี้ยนนึกถึงลายมืออันน่าเกลียดเหลือทนของหลีชิงจื้อ แล้วนึกถึงคำถามง่ายดายอย่างยิ่งที่หลีชิงจื้อถามซิ่วไฉหลี่เมื่อวาน ยิ่งดูแคลนหลีชิงจื้อมากขึ้น
คนที่ดูแคลนหลีชิงจื้อเช่นเดียวกันยังมีหงฮุย
เขาไปสืบเรื่องของหลีชิงจื้อมาแล้ว แม้กระทั่งไปพูดคุยกับเหยาเจิ้นฟู่ จึงรู้เรื่องที่เมื่อห้าปีก่อนมีซิ่วไฉผู้หนึ่งมาหาหลีชิงจื้อเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ แต่หลีชิงจื้อกลับไม่รู้อะไรเลย
เขายังรู้ด้วยว่าหลีชิงจื้อถูกจับตัวไปใช้แรงงานอยู่ถึงห้าปีเต็ม ไม่ได้แตะหนังสือเลยแม้แต่น้อย และเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว หลีชิงจื้อยังต้องยืม คัมภีร์สามอักษร จากเหยาเจิ้นฟู่มาอ่าน
คนผู้นี้เรียกได้ว่าไร้ความรู้โดยแท้ ไม่แปลกเลยที่บทความที่เขาเขียนจะตื้นเขินถึงเพียงนั้น!
ส่วนลายมือของหลีชิงจื้อ...
หงฮุยไม่ได้นึกถึงเรื่องที่หลีชิงจื้อใช้มือซ้ายเขียนแม้แต่น้อย เขากลับคิดเพียงว่าเรื่องที่หลีชิงจื้อแขนหักในตอนนั้น อาจเป็นเรื่องโกหก
เห็นได้ชัดว่าแขนไม่ได้หัก แต่กลับแกล้งทำเป็นหัก ช่างน่าชิงชังเสียจริง!
แม้หงฮุยจะดูแคลนหลีชิงจื้อ แต่กลับหวังให้หลีชิงจื้อสอบระดับอำเภอได้คะแนนดี เพราะถึงตอนนั้น ไม่เพียงหลีชิงจื้อจะซวย แม้แต่เซี่ยนลิ่งโก่วก็จะซวยตามไปด้วย!
หลีชิงจื้อไม่รู้ว่าคนอื่นคิดอย่างไร เขาชงน้ำเมล็ดลูกสำรองหม้อใหญ่ให้ซิ่วไฉหลี่ แล้วเริ่มถามคำถามต่าง ๆ ต่อไป
ซิ่วไฉหลี่ “...”
ตลอดทั้งเช้า ซิ่วไฉหลี่ไปที่ใด หลีชิงจื้อก็ตามไปที่นั่น
เวลาซิ่วไฉหลี่สอนหนังสือผู้อื่น เขาก็ตั้งใจฟังอย่างจริงจัง พอซิ่วไฉหลี่สอนเสร็จ เขาก็ถามคำถามต่อทันที
กระทั่งถึงเที่ยง หลีชิงจื้อจึงออกจากซิ่วไฉหลี่ พาเด็กทั้งสามกลับบ้าน
ช่วงบ่ายเขายังต้องเรียนหนังสือต่อ แต่สำหรับเด็กทั้งสามนั้น เรียนครึ่งวันก็เพียงพอแล้ว
หลีชิงจื้อรับประทานอาหารที่บ้าน แล้วอาศัยจังหวะไม่มีผู้คน แอบจับมือจินเสี่ยวเยี่ยอยู่สองสามครั้ง จากนั้นจึงกลับไปเรียนที่สำนักศึกษาด้วยสีหน้าสดชื่นเต็มเปี่ยม
หลายวันต่อจากนั้น เขาใช้ชีวิตเช่นนี้มาตลอด
ในระยะแรก ซิ่วไฉหลี่รู้สึกว่าหลีชิงจื้อเป็นนักเรียนที่ยอดเยี่ยม จึงดีใจเป็นอย่างมาก แต่เมื่อผ่านไปหลายวัน เขากลับเริ่มรับมือไม่ไหวแล้ว
หลีชิงจื้อเรียนรู้ได้เร็วเกินไป!
ตอนแรกคำถามที่หลีชิงจื้อถามล้วนเป็นเรื่องง่าย แต่บัดนี้คำถามกลับซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ
เพียงเท่านั้นก็ว่าไปอย่าง ยังไม่รวมถึงการที่หลีชิงจื้ออ่านหนังสือมามากมาย และยังจำได้ทั้งหมด... เวลาเขาตอบ หากเผลอพูดผิดไปเพียงนิดเดียว หลีชิงจื้อก็จะชี้ให้เห็นทันที
เรื่องเช่นนี้ย่อมไม่น่ารื่นรมย์นัก... ซิ่วไฉหลี่ยกน้ำเมล็ดลูกสำรองขึ้นดื่มอึกใหญ่ รู้สึกว่าน้ำช่างขม ขณะที่ใจของเขาก็ขมไม่ต่างกัน
แต่สิ่งที่ทำให้เขาลำบากใจยิ่งกว่านั้น คือวันที่สิบห้าของเดือนหนึ่ง
วันนั้นสำนักศึกษาหยุดเรียน แต่หลีชิงจื้อกลับไปหาเขาถึงบ้าน... หลีชิงจื้อที่ไม่เคยรับประทานอาหารที่บ้านเขามาก่อน วันนั้นกลับรับประทานอาหารที่บ้านเขา และอยู่ยาวตลอดทั้งวัน!
ซิ่วไฉหลี่เริ่มหวาดกลัวหลีชิงจื้ออยู่บ้างแล้ว! แต่ในความหวาดกลัวนั้น เขาก็รู้สึกตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย
หลีชิงจื้อเรียนรู้ได้รวดเร็วถึงเพียงนี้... ซิ่วไฉหลี่ตระหนักว่า หากไม่มีเหตุไม่คาดฝัน เส้นทางการสอบเคอจวี่ของหลีชิงจื้อจะต้องราบรื่นอย่างยิ่ง!
ภายหน้า หลีชิงจื้ออาจไม่ได้สอบได้จ้วงหยวน เพราะเรื่องนั้นยังขึ้นอยู่กับความชอบของผู้ตรวจข้อสอบและองค์ฮ่องเต้ แต่ด้วยความสามารถของหลีชิงจื้อ การสอบได้เป็นจิ้นซื่อย่อมไม่ใช่ปัญหา
หากผู้ที่เคยเรียนกับเขาสอบได้เป็นจิ้นซื่อ เช่นนั้นสำนักศึกษาของเขา... ซิ่วไฉหลี่สูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนอธิบายบทเรียนให้หลีชิงจื้อต่อ
ที่จริงต่อให้ไม่ใช่เพราะเรื่องนี้ เพียงเห็นแก่เงินห้าตำลึงที่หลีชิงจื้อนำมาให้ในวันเทศกาลโคมไฟ เขาก็จะทุ่มเทอย่างเต็มที่อยู่แล้ว เขามีลูกชายหลายคน หลานชายก็หลายคน ทุกครั้งที่นึกว่าหลานเหล่านี้ต้องเรียนหนังสือและต้องแต่งภรรยาในอนาคต เขาก็ปวดศีรษะ
วันเทศกาลโคมไฟ หลีชิงจื้อเรียนกับซิ่วไฉหลี่ตลอดทั้งวัน ส่วนวันที่สิบหกเดือนหนึ่ง ทางที่ว่าการอำเภอก็ติดประกาศว่า เดือนหน้าจะจัดการสอบระดับเซี่ยนซื่อ โดยปกติการสอบระดับเซี่ยนซื่อจะจัดขึ้นในเดือนสอง ทุกคนต่างรู้เรื่องนี้กันอยู่แล้ว แต่เมื่อประกาศถูกติดออกมา คนในสำนักศึกษาของซิ่วไฉหลี่ก็ยังตื่นเต้นกันไม่น้อย
วันนั้นตอนเที่ยง หลีชิงจื้อกลับบ้านไปรับประทานอาหารตามปกติ
ที่จริงเด็กทั้งสามไม่จำเป็นต้องให้เขาไปส่ง แต่เขาชอบกลับบ้าน เพียงได้พูดคุยกับคนในบ้านสักสองสามคำ ได้มองดูจินเสี่ยวเยี่ยตั้งใจทำงาน เขาก็มีเรี่ยวแรงกลับมาทุ่มเทกับการเรียนอย่างหนักได้อีกครั้ง!
ประกาศติดไว้ตั้งแต่ช่วงเช้า จูสวินเหมี่ยวและคนอื่น ๆ มารู้ข่าวตอนเที่ยง ส่วนเมื่อหลีชิงจื้อรับประทานอาหารเสร็จแล้วเดินทอดน่องกลับมาที่สำนักศึกษา จูสวินเหมี่ยวก็รีบเดินเข้ามาหาทันที
“หลีเซียนเซิง เวลาสอบระดับเซี่ยนซื่อกำหนดแล้ว เป็นวันที่สิบหกของเดือนหน้า!”
สวีฉี่เฟยก็กล่าวว่า “เวลาผ่านไปเร็วจริง ๆ เหลืออีกเพียงเดือนเดียว!”
“หนึ่งเดือนถือว่าไม่น้อยแล้ว พื้นฐานของพวกเจ้าสองคนแน่นหนา การสอบผ่านระดับเซี่ยนซื่อย่อมไม่มีปัญหาแน่นอน” หลีชิงจื้อกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
การสอบระดับเซี่ยนซื่อถือว่าสอบผ่านได้ไม่ยาก ทุกปีอำเภอฉงเฉิงมีผู้สอบผ่านราวยี่สิบถึงสามสิบคน ที่สำคัญนี่เป็นจำนวนของทุกปี!
ในชนบท การสอบผ่านการสอบระดับเซี่ยนซื่อถือเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ แต่ในตัวอำเภอ ผู้ที่สอบผ่านการสอบระดับเซี่ยนซื่อมีรวมกันหลายร้อยคน ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ แม้แต่เถ้าแก่ร้านหลายแห่งในตัวอำเภอก็ล้วนสอบผ่านการสอบระดับเซี่ยนซื่อมาแล้ว
โดยทั่วไปผู้ที่ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างจริงจังมักสอบผ่านการสอบระดับเซี่ยนซื่อได้ จูสวินเหมี่ยวกับสวีฉี่เฟยก็มีพื้นฐานความรู้ไม่เลว ส่วนผู้ที่อายุมากกว่าพวกเขาก็สอบผ่านกันไปแทบหมดแล้ว... ในบรรดาผู้สอบผ่านราวสามสิบคนของปีนี้ ย่อมต้องมีชื่อของพวกเขาอย่างแน่นอน
จูสวินเหมี่ยวเองก็รู้สึกว่าตนไม่มีปัญหาในการสอบผ่านการสอบระดับเซี่ยนซื่อ อารมณ์จึงดีไม่น้อย ทั้งยังกล่าวว่า “หลีเซียนเซิง ครั้งนี้ท่านต้องได้เป็นอั้นโส่วแน่นอน”
หลีชิงจื้อมีความสามารถอ่านเพียงครั้งเดียวก็จำได้ไม่ลืม ไม่เพียงท่องจำคัมภีร์สี่เล่มห้าคัมภีร์ได้ขึ้นใจ แม้แต่หนังสือรวบรวมข้อมูลที่บิดาของเขาอุตส่าห์รวบรวมมาให้ ก็ยังท่องจำได้ทั้งหมด
อีกอย่างหนึ่งก็คือลายมือของหลีชิงจื้อ อัตชีวประวัติที่บิดาของเขาเขียนนั้น หลังเซี่ยนลิ่งโก่วอ่านจบก็คืนให้บิดาของเขา ส่วนตัวเขาเมื่อได้อ่าน ก็รู้สึกตื่นตะลึงอย่างที่สุด
ลายมือของหลีชิงจื้อในตอนนี้งดงามเกินไปจริง ๆ ความก้าวหน้าเช่นนั้นทำให้เขาได้แต่ตามมองอยู่ห่าง ๆ
บางครั้งเขาถึงกับรู้สึกว่าหลีชิงจื้อไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นดาวเหวินชวี่ที่ลงมาจากสวรรค์!
หลีชิงจื้อที่เป็นเช่นนี้ หากยังคว้าอันดับหนึ่งไม่ได้ ก็ไม่ยุติธรรมเกินไปแล้ว!
หลีชิงจื้อยิ้มพลางกล่าวว่า “นั่นก็ไม่แน่เสมอไป” ที่จริงเขามั่นใจในตัวเองไม่น้อย และคิดว่าตนไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน
ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็เป็นคนที่มีตัวช่วยพิเศษ อีกทั้งยังสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเซี่ยนลิ่งโก่วไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่รอบข้างยังมีผู้อื่นอยู่ อย่างไรก็ต้องถ่อมตัวไว้ก่อน