เรื่องที่เกิดขึ้นในอำเภอฉงเฉิง จะให้ใต้เท้าโก่วเซี่ยนลิ่งตรวจสอบเองไม่ได้ จำเป็นต้องให้ผู้อื่นเป็นผู้ตรวจสอบ ตามธรรมเนียมที่ผ่านมา เมื่ออำเภอใดเกิดปัญหา ผู้ว่าการเมืองก็มักจะมอบหมายให้เซี่ยนลิ่งของอีกอำเภอหนึ่งไปดำเนินการตรวจสอบ
ส่วนเหตุใดครั้งนี้จึงให้เซี่ยนลิ่งอำเภอหลินหูเป็นผู้ไปตรวจสอบ... นั่นเพราะเขาต้องการหาโอกาสตรวจสอบอำเภอหลินหูเช่นกัน
เมื่อคิดได้ดังนั้น ผู้ว่าการจางก็เริ่มเขียนหนังสือราชการอีกฉบับ มอบหมายให้ใต้เท้าโก่วเซี่ยนลิ่งเดินทางไปตรวจสอบเหตุแมลงศัตรูพืชระบาดในสวนชาของอำเภอหลินหู
เมื่อใต้เท้าโก่วเซี่ยนลิ่งเดินทางไปถึงอำเภอหลินหู ความสนใจของผู้คนที่นั่นย่อมต้องจับจ้องอยู่ที่เขา ถึงเวลานั้น คนของผู้ว่าการจางก็จะสามารถปฏิบัติการอย่างลับ ๆ ได้
หลังจากตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว ผู้ว่าการจางก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก เขารู้สึกเหนื่อยล้าเล็กน้อย จึงอยากพักผ่อนเสียหน่อย แต่ก่อนเวลาเช่นนี้ เขามักจะเล่นหมากล้อมกับหวังปั๋วหาน ทว่าตอนนี้...
ผู้ว่าการจางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจไปฟังงิ้วที่โรงงิ้ว
งิ้วของเจียงหนานแตกต่างจากงิ้วทางเหนือโดยสิ้นเชิง ฟังแล้วก็น่าสนใจไม่น้อย แต่ทันทีที่ผู้ว่าการจางก้าวเข้าไปนั่งในโรงงิ้ว และได้ยินผู้ประกาศเอ่ยชื่อการแสดงเรื่องนั้น เขาก็รู้สึกเสียใจขึ้นมาทันที
เกิดเรื่องอะไรกันแน่? ละครที่คณะงิ้วแสดงอยู่บนเวที กลับเป็นเรื่องที่เขาเดินทางไปตรวจสอบท่าเรือแห่งใหม่ที่อำเภอฉงเฉิง และสุดท้ายลงโทษบัณฑิตซุนเสียได้!
ผู้ว่าการจางไม่ชอบดูงิ้วประเภทเรื่องรักใคร่ แต่ชื่นชอบงิ้วที่ยกย่องขุนนางน้ำดีเป็นพิเศษ
เขาเชื่อมาโดยตลอดว่าหนทางของการเป็นขุนนาง ก็คือการสร้างความผาสุกให้แก่ราษฎร
แต่ตอนนี้ คนบนเวทีกลับกำลังแสดงเป็นตัวเขาเอง... ผู้ว่าการจางกระอักกระอ่วนจนแทบอยากลุกเดินออกไปเดี๋ยวนั้น ทว่าเวลานี้โรงงิ้วแน่นขนัดไปด้วยผู้คน หากเขาลุกออกไปเพียงลำพัง ย่อมสะดุดตาผู้คนอย่างแน่นอน... ยิ่งในเมืองเอกก็มีผู้คนไม่น้อยที่รู้จักเขา!
ผู้ว่าการจางจึงทำได้เพียงนั่งอย่างกระสับกระส่าย ฟังการแสดงต่อไป
ผู้ว่าการจางนั่งฟังงิ้วด้วยความอึดอัดใจ แต่ผู้ชมคนอื่นในโรงงิ้วกลับแตกต่างออกไป
งิ้วในยุคนี้มีอยู่เพียงไม่กี่เรื่อง วนเวียนแสดงซ้ำไปซ้ำมา ตอนนี้มีงิ้วเรื่องใหม่ แถมเนื้อเรื่องยังน่าสนใจถึงเพียงนี้...ช่วงแรกเมื่อเห็นบัณฑิตซุนคิดวางแผนร้าย ทุกคนต่างกัดฟันด้วยความเคียดแค้น
ครั้นเห็นคนของบัณฑิตซุนจำตัวคนผิด ต่างก็อดหัวเราะไม่ได้ เมื่อความจริงทุกอย่างกระจ่างแจ้ง ผู้ชมยิ่งพร้อมใจกันโห่ร้องชื่นชม
“งิ้วเรื่องนี้ยอดเยี่ยม!”
“งิ้วเรื่องนี้ดีจริง!”
“เซี่ยนลิ่งโก่วแห่งอำเภอฉงเฉิงกับใต้เท้าผู้ว่าการ ล้วนเป็นขุนนางที่ดี!”
..........................................................................
ผู้คนยังพากันสนทนาต่อ
“พวกท่านรู้หรือไม่? เรื่องของเซี่ยนลิ่งโก่วยังไม่ได้มีแค่งิ้วเรื่องนี้ ได้ยินว่ากำลังซ้อมเรื่องใหม่กันอยู่”
“ยังมีเรื่องใหม่อีกหรือ? ถึงเวลานั้นข้าจะต้องมาดูแน่นอน!”
“ข้าก็มาดูเหมือนกัน”
............................................................................
ผู้คนในโรงงิ้วต่างอารมณ์ดี แต่ผู้ว่าการจางกลับไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร เขาอยากยกมือปิดหน้าแล้วเดินออกไป แต่รอบตัวเต็มไปด้วยผู้คน หากเดินออกไปอย่างมีพิรุธ ทุกคนคงต้องหันมามองเขาเป็นแน่...
ผู้ว่าการจางจึงทำได้เพียงนั่งอยู่กับที่อย่างกระอักกระอ่วน เตรียมรอให้คนอื่นกลับกันหมดก่อนแล้วจึงค่อยออกไป
“ท่านลุง เป็นอะไรหรือ?” ผู้หนึ่งมองผู้ว่าการจางด้วยความเป็นห่วง
ผู้ว่าการจางมีผมขาวโพลน มองปราดเดียวก็รู้ว่าอายุมากแล้ว อีกทั้งยังนั่งนิ่งไม่ขยับ... คนผู้นั้นจึงนึกว่าเขาไม่สบาย
“ข้าไม่เป็นไร” ผู้ว่าการจางหวังให้คนเหล่านี้รีบจากไป แต่คนเหล่านั้นกลับไม่มีทีท่าว่าจะรีบไปเลย
คนผู้นั้นยังพูดกับเขาต่อว่า “ท่านลุง ท่านรู้หรือไม่? ข้าเคยพบผู้ว่าการจางด้วย”
ผู้ว่าการจางพลันรู้สึกประหนึ่งกำลังเผชิญศัตรูตัวฉกาจ
คนผู้นั้นกล่าวต่อว่า “ก่อนหน้านี้ข้าเคยเห็นผู้ว่าการจางจากที่ไกล ๆ ผู้ว่าการจางรูปร่างสูงใหญ่จริง ๆ ท่านเป็นขุนนางที่ดีแท้...”
ผู้ว่าการจาง “...”
ผู้ว่าการจางกำลังโล่งใจที่อีกฝ่ายจำตนไม่ได้ จู่ ๆ ก็ได้ยินคนผู้หนึ่งร้องเรียกเขา “ใต้เท้าผู้ว่าการ?”
ผู้ว่าการจางเงยหน้าขึ้น ก็เห็นเสมียนผู้หนึ่งจากจวนผู้ว่าการยืนอยู่ไม่ไกล กำลังมองมาทางเขาด้วยความสงสัย
ผู้ว่าการจางไม่คิดแม้แต่น้อย รีบก้าวยาว ๆ ออกไปด้านนอกทันที โชคดีที่อาการบาดเจ็บบริเวณเอวจากการพลิกเมื่อก่อนหายดีแล้ว มิฉะนั้นเกรงว่าคงหนีไม่พ้น
เพียงแต่... เมื่อนึกถึงก่อนหน้านี้ที่ชาวบ้านต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเขาเป็นขุนนางที่ดี ผู้ว่าการจางก็ขมวดคิ้วมองไปทางอำเภอหลินหู
ขณะที่ผู้ว่าการจางกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ทางด้านอำเภอฉงเฉิง เซี่ยนลิ่งโก่วกลับกำลังจัดงานเลี้ยงรับรองแขก
นอกจากบรรดาบัณฑิตที่สอบผ่านเซี่ยนซื่อในครั้งนี้แล้ว เขายังเชิญเผิงจิ่งเหลียงและคนอื่น ๆ มาด้วย
สถานที่จัดงานเลี้ยงคือสวนที่จูเฉียนเพิ่งสร้างเสร็จใกล้ท่าเรือแห่งใหม่ ส่วนสุราและอาหารทั้งหมดก็เป็นจูเฉียนผู้จัดเตรียม
บัดนี้เซี่ยนลิ่งโก่วเปลี่ยนทัศนคติไปแล้ว เขาไม่ได้ให้จูเฉียนเตรียมของมากเกินไป ทั้งยังไม่อนุญาตให้ใช้วัตถุดิบราคาแพงหลายอย่างอีกด้วย ถึงอย่างนั้นอาหารก็ยังมีอย่างเหลือเฟือ ทุกครั้งที่หลีชิงจื้อรับประทานขนมตรงหน้าหมด ก็จะมีคนนำชุดใหม่มาให้ทันที แน่นอนว่าเขาไม่ได้รับประทานมากนัก เพราะในโอกาสเช่นนี้ การเข้าสังคมต่างหากที่สำคัญกว่า
หลีชิงจื้อสังเกตเห็นว่าอารมณ์ของเซี่ยนลิ่งโก่วกลับมาดีอย่างสมบูรณ์แล้ว ส่วนบรรดาบัณฑิตที่ได้รับเชิญและสอบผ่านเซี่ยนซื่อต่างก็ให้ความเคารพเซี่ยนลิ่งโก่วเป็นอย่างยิ่ง ทั้งสองฝ่ายจึงสนทนากันอย่างถูกคอ
“หลานรัก ได้ยินว่าเจ้ายังไม่ได้ตั้งชื่อรองหรือ?” เซี่ยนลิ่งโก่วยิ้มพลางมองหลีชิงจื้อ
“ขอรับ ใต้เท้า” หลีชิงจื้อรีบตอบ
เซี่ยนลิ่งโก่วกล่าวว่า “ให้ข้าตั้งชื่อรองให้เจ้าดีหรือไม่?”
“ขอบพระคุณใต้เท้า!” หลีชิงจื้อประสานมือคารวะ
เมื่อคืนเซี่ยนลิ่งโก่วครุ่นคิดอยู่นาน จนตั้งชื่อรองให้หลีชิงจื้อไว้เรียบร้อยแล้ว แต่เวลานี้เขากลับแสร้งทำเป็นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยราวกับเพิ่งคิดขึ้นได้ “ทะยานสู่ฟากฟ้าอันสูงส่งจนถึงเก้าชั้นสวรรค์" เช่นนั้นใช้คำว่า จื่อเซียว เป็นชื่อรองจะเป็นอย่างไร?”
หลีชิงจื้อ ชื่อรอง จื่อเซียว... หลีชิงจื้อรีบกล่าวขอบคุณเซี่ยนลิ่งโก่วในทันที คำว่า เซียว (霄) เป็นคำที่มีความหมายดีจริง ๆ ในแคว้นต้าฉี คำว่า เซียว มักถูกใช้เป็นคำเปรียบแทนราชสำนักอยู่เสมอ
ที่สำคัญที่สุดคือ... 青霄直上 ยังสอดคล้องกับชื่อเดิมของเจ้าของร่างเดิมที่ชื่อ หลี่จื๋อ (李直) อีกด้วย
งานเลี้ยงที่เซี่ยนลิ่งโก่วจัดขึ้นเรียกได้ว่าเจ้าภาพและแขกต่างก็มีความสุขกันถ้วนหน้า ยกเว้นคนผู้หนึ่งที่ไม่ได้รับเชิญจากเซี่ยนลิ่งโก่ว ซึ่งหาได้มีความสุขไม่
คนผู้นั้นเป็นศิษย์ของบัณฑิตซุน หลังจากบัณฑิตซุนประสบเคราะห์ เขาก็ถูกผู้คนซุบซิบนินทาไม่น้อย
เดิมที หากการสอบเซี่ยนซื่อครั้งนี้เขาไม่ทำอะไรเลย ภายหน้าก็ยังสามารถไปสอบระดับเมืองและสอบระดับมณฑลได้ตามปกติ ด้วยความรู้ของเขา แม้อาจสอบเป็นจวี่เหรินไม่ได้ แต่หากจะสอบเป็นซิ่วไฉก็ยังไม่มีปัญหา แต่เขากลับเอาแต่รู้สึกว่าบัณฑิตซุนไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังการสอบเซี่ยนซื่อยังถูกหงฮุยผลักให้ออกหน้า กล่าวตำหนิเซี่ยนลิ่งโก่วต่อหน้าผู้คน...เกรงว่าเส้นทางการสอบเคอจวี่ของเขาคงสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้
แต่หลีชิงจื้อกลับเห็นว่าคนผู้นี้สมควรได้รับผลเช่นนี้แล้ว ก่อนหน้านี้ จางอวิ๋นเฉวียนในอำเภอฉงเฉิงเป็นเป้าหมายที่ควรถูกกวาดล้างอย่างแท้จริง ส่วนบัณฑิตซุนก็หาใช่คนดีไม่
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น... รวมถึงบัณฑิตซุนด้วย บรรดาคหบดีและผู้มีอิทธิพลในอำเภอฉงเฉิงต่างครอบครองที่นาชั้นดีผืนใหญ่ แต่กลับไม่เคยเสียภาษีธัญพืชเลย!
อันที่จริง ภาษีธัญพืชที่ราชสำนักกำหนดให้ราษฎรทั่วไปเสียก็มีไม่มากนัก แต่เมื่อคหบดีและผู้มีอิทธิพลเหล่านี้หาทางหลีกเลี่ยงภาษี เพื่อให้อำเภอฉงเฉิงส่งภาษีได้ครบตามจำนวน จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะผลักภาระให้ราษฎรต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้น ส่วนราษฎรก็ไม่มีทางขัดขืนได้ เพราะคหบดีและผู้มีอิทธิพลเหล่านี้สมคบคิดกับบรรดาเสมียนที่ว่าการอำเภอ และผู้ที่ออกมาเก็บภาษีก็คือคนของพวกเขา
พูดให้ตรงก็คือ คนพวกนี้ล้วนเป็นปลิงที่คอยสูบเลือดสูบเนื้อราษฎร แต่คนผู้นี้กลับถึงขั้นแต่งบทกวีและประพันธ์คำร้องเพื่อแก้ต่างให้บัณฑิตซุนกับจางอวิ๋นเฉวียนเสียอีก! หากคนเช่นนี้ได้เป็นขุนนาง วันหน้าก็คงไม่ต่างจากบัณฑิตซุนอีกคนหนึ่ง
ทางอำเภอฉงเฉิงนิยมดื่มเหลืองจิ่วและสุราข้าว หลีชิงจื้อดื่มไปบ้าง แต่ดื่มไม่มาก เขาไม่ได้สนใจสุราสักเท่าใดนัก เซี่ยนลิ่งโก่วจัดงานเลี้ยงในช่วงบ่าย ทุกคนยังรับประทานอาหารเย็นร่วมกันอีกมื้อ และหลังรับประทานอาหารเสร็จ จูเฉียนก็จัดคนไปส่งหลีชิงจื้อและคนอื่น ๆ กลับ
เมื่อหลีชิงจื้อกลับถึงบ้าน ฟ้าก็มืดแล้ว แต่จินเสี่ยวเยี่ยยังไม่เข้านอน นางจุดตะเกียงกำลังตรวจนับผ้าอยู่
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลีชิงจื้อก็เข้าไปช่วย พร้อมกับเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในตอนกลางวันให้จินเสี่ยวเยี่ยฟัง แน่นอนว่าเขาเล่าเรื่องที่เซี่ยนลิ่งโก่วตั้งชื่อรองให้เขาด้วย “เสี่ยวเยี่ย ใต้เท้าเซี่ยนลิ่งตั้งชื่อรองให้ข้า ชื่อว่า จื่อเซียว...”
“ชื่อรองนี้ไพเราะจริง!” จินเสี่ยวเยี่ยเอ่ยทวนคำว่า “จื่อเซียว” อยู่หลายครั้ง
หลังจากหลีชิงจื้อเล่าจบ จินเสี่ยวเยี่ยก็เริ่มเล่าเรื่องที่นางทำมาตลอดทั้งวัน วันนี้นางยุ่งมาก ไม่เพียงไปรับผ้ามาเพิ่มเท่านั้น แต่ยังกลับไปหมู่บ้านเมี่ยวเฉียนเพื่อรับสมัครคนมาทำงานด้วย
พอพูดถึงเรื่องนี้ จินเสี่ยวเยี่ยก็กล่าวขึ้นกะทันหันว่า “อาชิง ท่านรู้หรือไม่? จินหลิ่วซู่กับจินโม่ลี่ก็ตั้งใจจะเข้ามาค้าขายในตัวอำเภอเหมือนกัน!”