บางทีเซี่ยนลิ่งโก่วอาจช่วยเขากำจัดบรรดาเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยแห่งอำเภอหลินหูที่ไม่ยอมอยู่ในโอวาทได้ก็เป็นได้! ดังที่หลีชิงจื้อคาดไว้ เซี่ยนลิ่งโก่วไม่ได้สืบพบอะไรที่อำเภอหลินหู
แผ่นเหล็กที่จินเสี่ยวเยี่ยซ่อนไว้ในรองเท้าของเขา นอกจากทำให้รองเท้าหนักขึ้น และช่วยให้เขาได้ออกกำลังกายไปโดยปริยายแล้ว ก็ไม่ได้มีโอกาสนำมาใช้เลย
ลานสกัดหินตั้งอยู่ในสถานที่อันลับตา แม้แต่เซี่ยนลิ่งโก่วก็ยังคลำทางไปไม่ถึง แต่เซี่ยนลิ่งโก่วกลับจัดการกวาดล้างบรรดาเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยของอำเภอหลินหูอย่างหนักหน่วง เจ้าหน้าที่เหล่านี้ทำเกินไปจริง ๆ พวกเขาก่อเรื่องรังแกประชาชนไว้นับไม่ถ้วน!
หลีชิงจื้อติดตามอยู่ข้างกายเซี่ยนลิ่งโก่ว คอยช่วยพิจารณาคดีให้เซี่ยนลิ่งโก่วไปพร้อมกับเรียนรู้จากเขา ชีวิตแต่ละวันจึงเต็มเปี่ยมไปด้วยความหมาย นอกจากนั้น เขายังได้รู้เรื่องต่าง ๆ อีกไม่น้อย เช่น มารดาของจิ้นอ๋ององค์ปัจจุบันมีชาติกำเนิดจากอำเภอหลินหู ไม่น่าแปลกใจเลยที่จิ้นอ๋องจะมีลานสกัดหินอยู่ที่นี่!
หลีชิงจื้ออยากไปดูลานสกัดหินด้วยตนเอง แต่เมื่อคำนึงถึงความปลอดภัยของตน ก็ไม่กล้าผลีผลามลงมือ
แต่... ผู้ว่าการจางคงเริ่มลงมือแล้วกระมัง?
ผู้ว่าการจางได้เริ่มลงมือแล้วจริง ๆ เซี่ยนลิ่งโก่วช่วยงานได้มากจริง ๆ! ทั้งที่เขาไม่ได้เป็นเซี่ยนลิ่งแห่งอำเภอหลินหู แต่เมื่อมาถึงอำเภอหลินหู ก็ไม่ถือเนื้อถือตัวแม้แต่น้อย เริ่มทวงความเป็นธรรมให้ชาวบ้านของอำเภอหลินหูทันที จนทำให้สายตาของผู้คนจำนวนมากจับจ้องมาที่เขา
ด้วยเหตุนี้ ผู้ว่าการจางจึงสามารถสืบสถานการณ์ของอำเภอหลินหูได้อย่างกระจ่างแจ้ง
ดังเช่นที่จดหมายฉบับนั้นระบุไว้ จิ้นอ๋องได้ว่าจ้างผู้คนจำนวนมากให้ขุดหินปี้หู เพื่อนำไปแสวงหากำไรมหาศาล ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นก็คือ เพื่อให้ขุดหินได้มากขึ้น คนของจวนจิ้นอ๋องยังลักลอบซื้อขายมนุษย์อยู่ไม่น้อย!
รวมถึงเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับครอบครัวฝ่ายสกุลเดิมของมารดาจิ้นอ๋องด้วย ปัจจุบัน พระสนมในพระราชวังและพระชายาของบรรดาอ๋องจำนวนมาก ต่างได้รับการคัดเลือกจากการคัดเลือกหญิงงามทั่วแผ่นดิน ส่วนพระชายาเฒ่าแห่งจวนจิ้นอ๋องมีชาติกำเนิดจากครอบครัวชาวนาธรรมดาในอำเภอหลินหู หลังจากก้าวขึ้นสู่ฐานันดรสูงในคราวเดียว ญาติฝ่ายสกุลเดิมของนางก็อาศัยอำนาจบารมีของนาง กว้านซื้อที่นาชั้นดีในอำเภอหลินหูไว้เป็นจำนวนมาก
ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นก็คือ ที่นาเหล่านี้ทั้งหมดไม่ต้องเสียภาษี! เมื่อที่นาเหล่านี้ไม่ต้องเสียภาษี แต่ยอดภาษีธัญพืชของอำเภอหลินหูกลับลดไม่ได้ ภาระจึงตกไปอยู่กับชาวบ้านทั่วไปที่ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น
ชาวบ้านทั่วไปจำต้องแบกรับภาษีหนัก หากครอบครัวใดประสบปัญหาจนจ่ายภาษีไม่ไหว ก็ทำได้เพียงขายที่นา เมื่อขายที่นาแล้ว ที่ดินเหล่านั้นสุดท้ายก็ตกไปอยู่ในมือญาติฝ่ายสกุลเดิมของพระชายาเฒ่า
ยิ่งญาติฝ่ายสกุลเดิมของพระชายาเฒ่ามีที่ดินมากขึ้น ภาษีที่ชาวบ้านต้องแบกรับก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย...
ยังมีเรื่องที่จิ้นอ๋องสั่งให้ผู้คนขุดหินไท่หูอีก ชายฉกรรจ์ที่ต้องตายเพราะเรื่องนี้มีจำนวนมากจนไม่อาจนับได้
เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยบางคนถึงกับกุเรื่องใส่ร้ายชายฉกรรจ์ให้ติดคุก แล้วนำตัวไปขายให้ผู้ดูแลของจวนจิ้นอ๋อง! และผู้ที่ถูกซื้อขายนั้น จะมีเพียงชายฉกรรจ์เท่านั้นเสียที่ไหน? ชาวบ้านในอำเภอหลินหูถูกบีบคั้นจนต้องขายลูกขายสาว หญิงสาวที่มีรูปโฉมงดงาม ล้วนถูกคนของจวนจิ้นอ๋องซื้อไปทั้งสิ้น!
เมื่อผู้ว่าการจางสืบทราบเรื่องทั้งหมดนี้ ก็รู้สึกหวาดหวั่นอยู่ลึก ๆ อำเภอหลินหูเป็นเช่นนี้ แล้วพื้นที่อื่นจะเป็นเช่นเดียวกันหรือไม่?
ช่วงปลายราชวงศ์ก่อน ราษฎรตกอยู่ในความทุกข์ยาก ก็เพราะที่ดินทั้งหมดตกไปอยู่ในมือชนชั้นผู้มีอำนาจ หากแคว้นต้าฉีไม่ระวัง สักวันหนึ่งก็จะเดินซ้ำรอยราชวงศ์ก่อนอย่างแน่นอน
ผู้ว่าการจางเคยถูกเนรเทศเพราะจิ้นอ๋องมาก่อน แต่หลังจากตรึกตรองอย่างถี่ถ้วน เขาก็ตัดสินใจว่าจะถวาย ฎีกากล่าวโทษจิ้นอ๋องอีกครั้ง
รอให้การสอบฝู่ซื่อ (การสอบระดับเมือง) สิ้นสุดลงก่อน... เขาจะได้รวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมอีกสักหน่อย
.....................................................................................
ที่อำเภอหลินหู กระแสคลื่นใต้น้ำกำลังปั่นป่วน แต่ชาวอำเภอฉงเฉิงกลับยังคงใช้ชีวิตเช่นเดิม
เรื่องที่เซี่ยนลิ่งเหยียนเดินทางมาสอบสวนคดีที่อำเภอฉงเฉิง ไม่ได้ดึงดูดความสนใจจากผู้คนมากนัก
ส่วนจินเสี่ยวเยี่ย... หลายวันนี้นางยุ่งเสียจนแทบไม่มีเวลาแตะพื้น
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเร่งทำสินค้าที่อู๋ไป๋ชวนสั่งไว้ให้เสร็จโดยเร็ว และเพื่อไม่ให้ตนเองมัวแต่คิดถึงหลีชิงจื้อ
ตอนที่หลีชิงจื้ออยู่ด้วย บางครั้งนางยังรู้สึกว่าเขาติดนางมากเกินไป จนรบกวนการทำงานของนาง แต่พอเขาไม่อยู่จริง ๆ นางกลับคิดถึงเขาอยู่ไม่น้อย
ขณะที่กำลังนึกถึงหลีชิงจื้อ เด็กหญิงคนหนึ่งจากหมู่บ้านเมี่ยวเฉียนก็รีบมาหาจินเสี่ยวเยี่ย “เถ้าแก่ จินเม่าเอ๋อร์ท้องเสียไม่หยุดเลย จะพานางไปหาหมอดีหรือไม่?”
“เกิดอะไรขึ้น?” จินเสี่ยวเยี่ยรีบถาม
เด็กหญิงคนนั้นจึงเล่าสถานการณ์ทั้งหมดให้นางฟัง
ในบรรดาเด็กหญิงเหล่านี้ คนที่อายุน้อยที่สุดคือจินเม่าเอ๋อร์ และตั้งแต่มาถึงตัวอำเภอ นางก็ท้องเสียมาตลอด ความจริงคนที่ท้องเสียไม่ได้มีเพียงนาง ยังมีเด็กหญิงอีกสองคนที่ฐานะยากจนมากเช่นกัน เพราะก่อนหน้านี้แทบไม่เคยได้กินของคาว พอมากินกะทันหัน กระเพาะและลำไส้จึงรับไม่ไหว
ตอนนี้ผ่านมาหลายวันแล้ว คนอื่นหายท้องเสียกันหมดแล้ว แต่จินเม่าเอ๋อร์...
ไข่ต้มที่จินเสี่ยวเยี่ยให้แก่นางในวันแรกที่มาถึงตัวอำเภอ นางเสียดายจนไม่ยอมกิน เก็บไว้หลายวัน พอกลัวว่าจะเสียจึงหยิบออกมากิน แล้วก็... มันเสียจริง ๆ
จินเม่าเอ๋อร์เก็บไข่ต้มไว้แนบตัว ความอุ่นจากร่างกายยิ่งทำให้ไข่เสียเร็วขึ้น แม้ไข่จะส่งกลิ่นเหม็นแล้ว แต่จินเม่าเอ๋อร์ก็ยังเสียดาย ไม่ยอมทิ้ง และฝืนกินมันลงไป ตอนนี้นางท้องเสียหนักจนลุกขึ้นยืนไม่ไหวแล้ว
เรื่องท้องเสียนั้น จะเล็กหรือใหญ่ก็ได้ทั้งนั้น
ตอนจินเสี่ยวเยี่ยยังเด็ก ขอเพียงได้ไปร่วมงานเลี้ยง นางก็มักจะท้องเสียทุกครั้ง ตอนนั้นสะใภ้ใหญ่ของลุงใหญ่ยังเคยบอกว่านางไม่มีวาสนาแห่งความมั่งคั่ง กินเนื้อไม่ได้
แต่ความจริงแล้วเป็นเพียงเพราะกระเพาะและลำไส้ยังไม่คุ้นเคย เดี๋ยวก็หายเอง แต่หากท้องเสียรุนแรงเกินไป... ในหมู่บ้านของพวกนางก็เคยมีคนเสียชีวิตเพราะเรื่องนี้มาแล้ว
จินเสี่ยวเยี่ยกล่าวว่า “ข้าจะพานางไปโรงหมอ พวกเจ้าทำงานกันต่อเถิด”
เมื่อจินเสี่ยวเยี่ยไปหาจินเม่าเอ๋อร์ จึงพบว่าอาการของนางย่ำแย่กว่าที่คิด ใบหน้าซีดเผือดผิดปกติ นางไม่กล้าชักช้า รีบแบกอีกฝ่ายมุ่งหน้าไปยังโรงหมอทันที การเชิญหมอไปตรวจรักษาที่บ้านต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ดังนั้นเมื่อชาวตัวอำเภอเจ็บป่วย โดยมากจึงเดินทางไปโรงหมอเอง
จินเม่าเอ๋อร์ตัวเบามาก จินเสี่ยวเยี่ยแบกนางแทบไม่รู้สึกหนัก จึงก้าวเดินได้อย่างรวดเร็ว
“เถ้าแก่ ข้าขอโทษ...” จินเม่าเอ๋อร์ซบอยู่บนหลังจินเสี่ยวเยี่ย พลางร้องไห้ไม่หยุด
“ไม่เป็นไร เจ้าไม่ต้องกลัว กินยาเดี๋ยวก็หายแล้ว” จินเสี่ยวเยี่ยปลอบ
จินเม่าเอ๋อร์ไม่พูดอะไร ผ่านไปครู่หนึ่ง จู่ ๆ ก็ละเมอเรียกหาแม่อย่างเลื่อนลอย
จินเสี่ยวเยี่ยฟังแล้วรู้สึกสะเทือนใจ นางอายุมากกว่าจินเม่าเอ๋อร์สิบสองปี เรื่องที่จินเม่าเอ๋อร์ถูกส่งไปเป็นเจ้าสาวเด็กตั้งแต่ยังเล็ก นางก็รู้ดี
ในชนบทแห่งนี้ บางครอบครัวก็เป็นคนดี รับเจ้าสาวเด็กมาเลี้ยงเหมือนลูกสาวแท้ ๆ เด็กหญิงกลับมีชีวิตความเป็นอยู่ดีกว่าอยู่กับบิดามารดาเสียอีก แต่บางครอบครัวรับเจ้าสาวเด็กมา ก็เพียงเพื่อใช้เป็นสาวใช้ที่ไม่ต้องจ่ายค่าแรง นอกจากจะเอาเปรียบทุกอย่างแล้ว ยังลงไม้ลงมือทุบตีอีกด้วย
ครอบครัวที่จินเม่าเอ๋อร์เคยอยู่ก็ไม่ใช่คนดีอะไร ต่อมาแม้นางจะได้กลับมาอยู่บ้านของตนเอง แต่ครอบครัวก็ยากจนเกินไป...
ไม่นานจินเสี่ยวเยี่ยก็มาถึงโรงหมอ อาการของจินเม่าเอ๋อร์ไม่ได้ร้ายแรงนัก หมอจ่ายยาหยุดท้องเสีย พร้อมกำชับให้ดื่มน้ำมาก ๆ และกินอาหารอ่อน ๆ จากนั้นก็ให้จินเสี่ยวเยี่ยพานางกลับไป
จินเสี่ยวเยี่ยจึงวางใจ แบกจินเม่าเอ๋อร์กลับบ้าน ให้คนต้มยาให้นาง แล้วไปหาเด็กหญิงจากหมู่บ้านเมี่ยวเฉียนเหล่านั้น ถามว่ามีใครเก็บอาหารไว้เพราะเสียดายเหมือนจินเม่าเอ๋อร์หรือไม่ ผลปรากฏว่ามีจริง เด็กหญิงอีกสองคนก็ยังเก็บไข่ไว้เช่นกัน
จินเสี่ยวเยี่ยทั้งโมโหทั้งขำ จึงให้พวกนางตอกไข่ตรงนั้นทันที เมื่อแน่ใจว่าไข่ยังไม่เสีย จึงให้กินเสีย พร้อมทั้งขู่ว่า “ต่อไปของกินห้ามเก็บไว้ ถ้าควรกินก็กินเสีย เข้าใจหรือไม่? หากข้ารู้ว่ายังมีใครเก็บไว้ไม่ยอมกิน คราวหน้าจะไม่ได้อีก”
เด็ก ๆ ต่างพากันพยักหน้ารัว ๆ พร้อมรับปากว่าต่อไปจะไม่เก็บไว้อีกแล้ว
จินเสี่ยวเยี่ยจึงให้พวกนางกลับไปทำงานต่อ เมื่อเห็นว่าเส้นด้ายในบ้านหมดแล้ว นางก็ออกไปซื้อเส้นด้าย
ระหว่างซื้อเส้นด้าย แน่นอนว่าย่อมต้องซื้อของอย่างอื่นติดมือด้วย กว่าจะรู้ตัว จินเสี่ยวเยี่ยก็ซื้อของมาเต็มหนึ่งตะกร้าแล้ว
พอดีเดินผ่านท่าเรือ นางจึงเดินเข้าไปทางนั้น ตั้งใจจะซื้อซาลาเปากลับบ้านสักสองลูก
ตอนนี้บ้านของพวกนางต้องทำอาหารให้บรรดาคนงานหญิงทุกวัน ค่อนข้างยุ่งยาก นางจึงคร้านจะทำอาหารอย่างอื่นเพิ่ม ช่วงนี้ทั้งครอบครัวจึงกินอาหารเหมือนกับที่คนงานหญิงกิน
หลีต้าเหมาและหลีเอ้อร์เหมาไม่ได้มีความเห็นอะไร แต่เมื่อนึกถึงตอนที่หลีชิงจื้อยังอยู่ เขามักทำกับข้าวหลายอย่างให้กิน แถมยังซื้อขนมให้เด็ก ๆ อยู่เป็นระยะ...
เมื่อมาถึงบริเวณท่าเรือ จินเสี่ยวเยี่ยก็เห็นจินโม่ลี่กับจินหลิ่วซู่ในทันที จินโม่ลี่กับจินหลิ่วซู่ออกมาค้าขายที่ท่าเรือได้หลายวันแล้ว จินเสี่ยวเยี่ยไม่ได้ตั้งใจไปสืบเรื่องของพวกเขา แต่จินเสี่ยวซู่เล่าให้นางฟังอยู่บ้าง
ของที่ทั้งสองนำมาค้าขาย ล้วนใช้ข้าวสารและผักจากบ้านของตนเอง