แต่เมื่อครั้งแรกที่เขาออกมารับราชการ เขาคัดสรรของฝากอย่างพิถีพิถันเพื่อนำไปมอบให้ผู้ว่าการจาง ผลกลับกลายเป็นว่าผู้ว่าการจางไม่เพียงไม่รับของ ยังตำหนิเขาเสียยกใหญ่
ตอนนั้นเซี่ยนลิ่งโก่วรู้สึกหดหู่ใจเป็นอย่างยิ่ง
การมอบของฝากครั้งนี้ ที่จริงแล้วเซี่ยนลิ่งโก่วก็ไม่ได้มั่นใจนัก เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าผู้ว่าการจางอาจไม่รับของ
แต่ผลกลับกลายเป็นว่าผู้ว่าการจางไม่เพียงรับไว้ ยังส่งของตอบแทนกลับมาให้เขาอีก!
เพียงแต่ว่า... หลีชิงจื้ออยากฝากญาติของตนเข้าทำงานในที่ว่าการอำเภอ แต่ญาติคนนั้นกลับไปเมืองเอกเพียงครั้งเดียว ก็ได้ติดตามอยู่ข้างกายผู้ว่าการจางเสียแล้ว...
ไม่รู้ว่าหลีชิงจื้อจะดีใจหรือไม่
เซี่ยนลิ่งโก่วตรวจดูของตอบแทนจากผู้ว่าการจางด้วยความยินดี
เป็ดพะโล้ตากแห้งหนึ่งตัว ไส้กรอกตากแห้งจนแข็งหลายเส้น และภาพวาดหนึ่งภาพที่ผู้ว่าการจางวาดด้วยตนเอง!
ภาพวาดที่ผู้ว่าการจางวาด!
เหตุใดผู้ว่าการจางไม่ส่งมาให้เร็วกว่านี้? เช่นนั้นเขาก็คงเชิญเซี่ยนลิ่งเหยียนมาชื่นชมได้แล้ว อีกฝ่ายจะต้องอิจฉาเขาเป็นแน่
เมื่อคิดเช่นนั้น เซี่ยนลิ่งโก่วก็หยิบเป็ดพะโล้ส่งให้คนไปนึ่งให้สุก วันนี้ต่อให้กินข้าวช้าหน่อย เขาก็ต้องได้ลิ้มรสเป็ดตัวนี้!
ขณะที่กำลังยินดีอยู่นั้น หลีชิงจื้อก็มาถึง
เซี่ยนลิ่งโก่วกล่าวขึ้นทันทีว่า “จื่อเซียว ผู้ว่าการจางส่งของตอบแทนมาให้ข้า!”
“นั่นเป็นเรื่องน่ายินดียิ่งนักขอรับ ใต้เท้า ผู้ว่าการจางจะต้องเห็นความสำคัญของท่านเป็นอย่างมากแน่” หลีชิงจื้อกล่าว
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ!” เซี่ยนลิ่งโก่วหัวเราะอย่างมีความสุขอยู่พักหนึ่ง ก่อนพลันนึกบางอย่างขึ้นได้ “จริงสิ ญาติของเจ้าที่ชื่อ ‘เสี่ยวจาง’ ผู้ว่าการจางให้เขาอยู่ที่เมืองเอกแล้ว”
“ไม่คิดเลยว่าเขาจะมีวาสนาเช่นนี้ได้ ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยใต้เท้าเซี่ยนลิ่งที่มอบโอกาสให้เขาขอรับ!” หลีชิงจื้อกล่าวยกยอทันที
เมื่อเห็นหลีชิงจื้อดีใจ เซี่ยนลิ่งโก่วก็กล่าวว่า “เขาได้รับความโปรดปรานจากผู้ว่าการจาง เช่นนั้นภายหน้าจะต้องมีอนาคตสดใสแน่นอน!”
“หากไม่ได้ใต้เท้าเซี่ยนลิ่งให้การสนับสนุน เขาก็คงไม่มีโอกาสเช่นนี้ขอรับ”
ทั้งสองสนทนากันอย่างออกรส เซี่ยนลิ่งโก่วยังนำภาพวาดของผู้ว่าการจางออกมา ชื่นชมร่วมกับหลีชิงจื้อ
ที่จริงแล้วเซี่ยนลิ่งโก่วไม่เชี่ยวชาญการวาดภาพ และวิจารณ์ภาพไม่ค่อยเป็น แต่หลีชิงจื้อยิ่งแย่กว่า เขารู้เพียงผิวเผินเท่านั้น
เขาจึงยอมรับทันทีว่าตนไม่สันทัดด้านภาพวาด ก่อนกล่าวชื่นชมเซี่ยนลิ่งโก่วเสียยกใหญ่ จนทำให้เซี่ยนลิ่งโก่วยิ่งอารมณ์ดี อีกทั้งยังเชิญเขาอยู่รับประทานอาหารกลางวันด้วยกัน เพื่อชิมเป็ดพะโล้ที่ผู้ว่าการจางส่งมา
แม้จะรับประทานอาหารมาแล้ว แต่หลีชิงจื้อก็ยังตอบรับด้วยความยินดี รสชาติของเป็ดพะโล้ที่ผู้ว่าการจางส่งมานั้นธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง แถบเมืองเหอซิงมีชาวบ้านเลี้ยงเป็ดกันเป็นจำนวนมาก เป็ดพะโล้จึงเป็นอาหารที่พบเห็นได้ทั่วไป บ้านผู้ดีเวลาทำเป็ดพะโล้มักใส่เครื่องเทศหลากชนิด จึงทำให้รสชาติอร่อยมาก แต่เป็ดพะโล้ที่ผู้ว่าการจางส่งมานั้นเห็นได้ชัดว่านอกจากซีอิ๊วแล้วก็ไม่ได้ใส่สิ่งใดเลย
แต่ของสิ่งนี้เป็นของที่ผู้ว่าการจางส่งมา!
เซี่ยนลิ่งโก่วชมว่าเป็ดพะโล้ตัวนี้คงรสชาติดั้งเดิมไว้ได้อย่างเต็มที่ และยังชื่นชมว่าผู้ว่าการจางเป็นขุนนางผู้ซื่อสัตย์สุจริต เขารู้สึกว่าผู้ว่าการจางคงไม่มีเงิน จึงต้องกินเป็ดพะโล้เช่นนี้ คราวหน้าเขาสามารถส่งเป็ดพะโล้รสเลิศไปให้ผู้ว่าการจางสักหลายตัวได้
ระหว่างรับประทานอาหาร เซี่ยนลิ่งโก่วก็กล่าวถึงการสอบระดับเมืองเอกที่กำลังจะมาถึง พร้อมกำชับให้หลีชิงจื้อตั้งใจสอบให้ดี การสอบระดับอำเภอจัดขึ้นในเดือนสอง เนื่องจากใช้เวลาสอบหลายวัน กว่าจะประกาศผลก็เข้าสู่เดือนสามแล้ว ส่วนการสอบระดับเมืองเอกจะจัดขึ้นในเดือนสี่
อีกไม่กี่วัน หลีชิงจื้อและคนอื่น ๆ ก็จะต้องเดินทางไปเข้าสอบระดับเมืองเอกแล้ว หลีชิงจื้อยิ้มพลางกล่าวว่าตนจะพยายามอย่างเต็มที่ และจะไม่ทำให้ความคาดหวังของเซี่ยนลิ่งโก่วต้องสูญเปล่า
หลายวันต่อจากนั้น หลีชิงจื้อก็เริ่มทุ่มเทให้กับการศึกษาอย่างเต็มที่อีกครั้ง
แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการอ่านหนังสือเหมือนก่อนสอบเซี่ยนซื่อ เขายังคงทำเรื่องอื่นควบคู่กันไปด้วย เช่น การทำอาหาร
การได้ทำอาหารให้อร่อย แท้จริงแล้วก็เป็นเรื่องที่น่าสนุกไม่น้อย
หลายวันต่อมา หลีชิงจื้อก็ทราบผลการตัดสินคดีที่หงฮุยใส่ร้ายเซี่ยนลิ่งโก่ว
เซี่ยนลิ่งเหยียนแสดงออกต่อผู้คนภายนอกว่าเป็นผู้เที่ยงธรรมและเด็ดขาด อีกทั้งในฐานะผู้ที่ทำงานให้อ๋องจิ้น ก็ไม่ใช่คนระดับหงฮุยจะติดสินบนได้ เขาสืบสวนเรื่องทั้งหมดอย่างละเอียดจนกระจ่าง
ก่อนการสอบเซี่ยนซื่อ หงฮุยคอยกล่าวร้ายเซี่ยนลิ่งโก่วต่อผู้คนอยู่ตลอด ทั้งยังแพร่ข่าวลือว่าหลีชิงจื้อไม่มีความรู้ และแต่งบทกวีหลายบทเพื่อโจมตีเซี่ยนลิ่งโก่ว หลังการสอบเซี่ยนซื่อ เขายังติดสินบนผู้คนบางส่วนให้ตั้งข้อสงสัยต่อหน้าสาธารณชนว่าการสอบเซี่ยนซื่อยุติธรรมหรือไม่
แต่เพราะหงฮุยยังไม่บรรลุเป้าหมาย อีกทั้งเขาเชื่อจากใจจริงว่าความรู้ของหลีชิงจื้อไม่ดี จึงไม่ได้มีความผิดร้ายแรงนัก ตำแหน่งซิ่วไฉของหงฮุยถูกเพิกถอน และยังต้องรับโทษจำคุก
ทุกวันนี้สามารถใช้เงินไถ่โทษได้ แม้บ้านสกุลหงจะตกอับแล้ว แต่ก็ยังพอมีทรัพย์สินเหลืออยู่ หลังขายร้านค้าแห่งหนึ่งก็สามารถจ่ายเงินไถ่ตัวหงฮุยออกมาได้ ทำให้เขาไม่ต้องเข้าเรือนจำ
นอกจากหงฮุยแล้ว ผู้ที่ถูกพัวพันในคดีนี้ยังมีศิษย์ของจวี่เหรินซุนที่สอบติดในการสอบเซี่ยนซื่อ และฟางจื่อเจี้ยน ผลสอบเซี่ยนซื่อของทั้งสองคนถูกเพิกถอนเช่นกัน และต่างก็ต้องรับโทษตามสมควร
แน่นอนว่าครอบครัวของทั้งสองคนต่างก็จ่ายเงินเพื่อไถ่โทษให้พวกเขาเช่นเดียวกัน
แม้ในวันประกาศผลสอบ หลีชิงจื้อจะซักถามหงฮุยต่อหน้าผู้คน แต่เขาก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะจัดการหงฮุยได้จริง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในเวลานี้ นับเป็นเรื่องน่ายินดีเกินความคาดหมายสำหรับเขา
หงฮุยในเวลานี้ ไม่มีความสามารถจะมาทำร้ายเขาได้อีกแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงนี้เขามัวแต่วุ่นวายกับเรื่องของอำเภอหลินหูและการสอบฝู่ซื่อ จนแทบลืมคนผู้นี้ไปแล้ว หลังคดีนี้ได้ข้อสรุป การสอบฝู่ซื่อก็ใกล้จะเริ่มขึ้น หลีชิงจื้อจึงต้องเดินทางไปยังเมืองเอกเพื่อเข้าสอบฝู่ซื่อ
ขั้นตอนการสอบฝู่ซื่อคล้ายกับการสอบเซี่ยนซื่อ
ปีนี้การสอบฝู่ซื่อจะเริ่มขึ้นในช่วงปลายเดือนสี่ หลีชิงจื้อกับจูสวินเหมี่ยวและคนอื่น ๆ นัดกันว่าจะเดินทางไปเมืองเอกก่อนสิ้นเดือนสาม จากนั้นจะไปลงทะเบียนที่ที่ว่าการเมืองก่อน แล้วพักอยู่ในเมืองเอกเพื่อทบทวนบทเรียนและรอวันสอบฝู่ซื่อ
หนึ่งวันก่อนออกเดินทาง จินเสี่ยวเยี่ยหาเวลามาจัดกระเป๋าเดินทางให้หลีชิงจื้อ ช่วงนี้นางให้ฟางจิ่นเหนียงทยอยตัดเสื้อผ้าชุดใหม่ให้หลีชิงจื้อหลายชุด ทำให้เขาไม่ได้มีเสื้อผ้าดี ๆ ให้สวมเพียงชุดเดียวเหมือนในช่วงแรกอีกแล้ว
“อาชิง จะให้เสี่ยวซู่ไปกับท่านหรือไม่” จินเสี่ยวเยี่ยถาม
แท้จริงแล้วนางอยากไปเห็นเมืองเอกด้วยตาตนเองมาโดยตลอด แต่เวลานี้นางปลีกตัวไม่ได้จริง ๆ สินค้าที่อู๋ไป๋ชวนกับฮูหยินจูสั่งไว้ยังรอนางทำอยู่
หลีชิงจื้อกล่าวว่า “ไม่ต้องหรอก ครั้งนี้ข้าจะนั่งเรือของบ้านสกุลจูไป ถึงเมืองเอกก็พักที่จวนของบ้านสกุลจู ข้าไปคนเดียวก็พอแล้ว สวีฉี่เฟยเองก็ไปคนเดียวมิใช่หรือ”
“ก็ดี เพียงแต่ต้องรบกวนนายท่านจูอีกแล้ว” จินเสี่ยวเยี่ยกล่าว
หลีชิงจื้อยิ้มพลางกล่าวว่า “นายท่านจูยินดีเสียยิ่งกว่าอะไร”
คำพูดนี้ของเขาออกมาจากใจจริง ในฐานะพ่อค้า จูเฉียนชื่นชอบการสนับสนุนบรรดาบัณฑิต และยินดีผูกมิตรกับผู้มีการศึกษาเป็นอย่างมาก คนอย่างเขาและสวีฉี่เฟย จูเฉียนย่อมอยากรู้จักให้มากเข้าไว้
จินเสี่ยวเยี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า “ผู้อื่นมองการณ์ไกลกว่าข้ามาก” นางเพียงคิดจะทำการค้าตรงหน้าให้ดีเท่านั้น ส่วนจูเฉียนกลับวางแผนเพื่ออนาคต จึงพยายามผูกมิตรกับบรรดาบัณฑิต
“เจ้ากี่ปีแล้ว เขากี่ปีแล้ว เจ้าไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองไปเปรียบกับเขา” หลีชิงจื้ออาศัยจังหวะที่จินเสี่ยวเยี่ยไม่ทันระวัง ก้มลงจุมพิตแก้มนางเบา ๆ
จินเสี่ยวเยี่ยค้อนเขา ก่อนกระแอมเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “ตอนนี้ชุ่ยชุ่ยไม่ร้องไห้ตอนกลางคืนแล้ว คืนนี้ให้นางไปนอนห้องเดียวกับต้าเหมาและเอ้อร์เหมาได้หรือไม่”
ช่วงก่อนหน้านี้ ฉางชุ่ยกับหลีต้าเหมาและหลีเอ้อร์เหมาต่างพักอยู่ในห้องของพวกเขามาโดยตลอด
ในช่วงสองสามวันแรก เด็กน้อยร้องไห้ทุกคืน
เวลากลางวัน เด็กน้อยอยู่กับจินเม่าเอ๋อร์ในช่วงเช้า และเล่นกับหลีต้าเหมาและหลีเอ้อร์เหมาในช่วงบ่าย จึงแทบไม่ร้องไห้อีก แต่พอถึงเวลานอน นางกลับสะอื้นเพราะคิดถึงมารดา คิดถึงย่า และคิดถึงท่านอา
แต่หลายวันที่ผ่านมา นางไม่ร้องไห้อีกแล้ว ทุกคืนตั้งใจฟังหลีชิงจื้อเล่านิทาน... แน่นอนว่าหากมีผู้ใดเอ่ยถึงคนในครอบครัวของนาง นางก็ยังอดร้องไห้ออกมาไม่ได้
จินเสี่ยวเยี่ยสงสารเด็กคนนี้มาก ส่วนหลีต้าเหมาและหลีเอ้อร์เหมาก็เป็นบุตรชายของนาง นางจึงไม่รังเกียจที่เด็กทั้งสามจะนอนอยู่ในห้องเดียวกับนาง แต่เพราะเด็กทั้งสามคนนี้ ทำให้ช่วงนี้นางกับหลีชิงจื้อไม่มีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิดกันเลย
หลีชิงจื้อกุมมือนางไว้ พลางกล่าวเสียงเบาว่า “คืนนี้พอเด็ก ๆ หลับแล้ว ค่อยอุ้มพวกเขาไปห้องของต้าเหมากับเอ้อร์เหมาเถิด”
ตอนนี้ฉางชุ่ยยังอยู่ในภาวะหวาดกลัวทั้งใจ อีกทั้งยังพึ่งพาจินเสี่ยวเยี่ยมาก... ชั่วคราวอย่าเพิ่งให้นางย้ายออกไปจะดีกว่า แต่สามารถอุ้มออกไปตอนดึกได้
เด็กเล็กพอหลับแล้วก็หลับลึกเหมือนลูกหมูน้อย ต่อให้อุ้มย้ายไปอีกเตียง พวกเขาก็ไม่มีทางรู้ตัว
เขาเองก็อยากอยู่ใกล้ชิดจินเสี่ยวเยี่ยเช่นกัน หลายวันมานี้ แม้ทุกวันจะได้แตะเนื้อต้องตัวจินเสี่ยวเยี่ย แต่เขาเคยได้ลิ้มรสเนื้อมาแล้ว ย่อมไม่พอใจเพียงน้ำแกงเล็กน้อย
ดังนั้นคืนนั้น เด็กทั้งสามจึงถูกอุ้มย้ายไปอีกห้องอย่างเงียบเชียบไร้สุ้มเสียง