หลีชิงจื้อกล่าวว่า “ขอบพระคุณเจ้าสำนักที่เมตตา แต่ข้ามีอาจารย์อยู่แล้วขอรับ”
“ถ้าเช่นนั้น เจ้าสนใจมาเรียนที่สำนักศึกษาของข้าหรือไม่? สำนักศึกษาของข้ามีหนังสือสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก” เจ้าสำนักโจวกล่าวต่อ
หลีชิงจื้อกล่าวว่า “แน่นอนว่าข้ายินดี เพียงแต่บ้านของข้าอยู่ที่อำเภอฉงเฉิง เกรงว่าจะพำนักอยู่ที่เมืองเอกของแคว้นได้ไม่นาน...”
“เช่นนั้นเจ้าจะย้ายมาอยู่ที่เมืองเอกของแคว้นก็ได้ หากไม่เช่นนั้น จะยืมหนังสือกลับไปอ่านก็ยังได้”
เจ้าสำนักโจวกล่าวพลางถือบทความเชิงนโยบายที่หลีชิงจื้อเพิ่งเขียนไว้ในมือ แล้วพินิจชมอย่างละเอียด
ส่วนเรื่องที่จะเปิดโปงธาตุแท้ของหลีชิงจื้อนั้น... อืม เขาไม่ได้เปิดโปงไปเรียบร้อยแล้วหรอกหรือ?
หลีชิงจื้อผู้นี้ ก็คือผู้มีความรู้แตกฉานอย่างแท้จริง!
ส่วนเรื่องที่หลีชิงจื้อเขียนหนังสือยกย่องเซี่ยนลิ่งโก่วนั้น... ด้วยความรู้ความสามารถของหลีชิงจื้อ จะต้องไปประจบเซี่ยนลิ่งผู้หนึ่งด้วยเหตุใด?
แล้วก็เรื่องที่หลีชิงจื้อจงใจปิดบังความสามารถก่อนสอบเซี่ยนซื่อ... เดี๋ยวก่อน ศิษย์ตัวน้อยของเขาเหมือนจะเคยบอกว่า หลีชิงจื้อเคยถูกน้องชายของหงฮุยตีจนแขนหักมิใช่หรือ?
เขาสงสัยว่าหงฮุยอิจฉาหลีชิงจื้อ จึงสั่งให้น้องชายทำเรื่องเช่นนั้น! หลีชิงจื้อช่างน่าสงสารนัก ก่อนหน้านี้ก็ล้มป่วยหนัก ต่อมายังถูกคนตีจนแขนหักอีก
ยิ่งเจ้าสำนักโจวมองหลีชิงจื้อก็ยิ่งชื่นชอบ อีกทั้งยังรู้สึกว่าหลีชิงจื้อเป็นคนจิตใจดี จึงไม่ถือสาแม้ว่าเขาจะตั้งใจทำให้อีกฝ่ายลำบาก เขาลืมไปเสียสนิทว่า เมื่อครู่ไม่นานมานี้ เขายังรู้สึกว่าหลีชิงจื้อเป็นคนเจ้าเล่ห์และช่างเข้าสังคมเกินไป
หลีชิงจื้อต้องอาศัยความช่างเข้าสังคมด้วยหรือ? ไม่จำเป็นเลย ผู้คนที่มาห้อมล้อมเขา ล้วนเป็นเพราะชื่นชมเขาล้วน ๆ มิใช่หรือ? มีความรู้ความสามารถถึงเพียงนี้ หลีชิงจื้อยังจำเป็นต้องดิ้นรนแสวงหาชื่อเสียงและผลประโยชน์อีกหรือ? เจ้าสำนักโจวแสดงความกระตือรือร้นต่อหลีชิงจื้ออย่างยิ่ง ถึงขั้นเมินเฉยต่อเผิงจิ่งเหลียงไปเลย
ผู้คนรอบข้าง “...”
ดูท่าว่าข่าวลือที่ว่าเผิงจิ่งเหลียงพ่ายแพ้ให้แก่หลีชิงจื้อคงเป็นเรื่องจริง ดูสิ แม้แต่อาจารย์ของเผิงจิ่งเหลียงยังชื่นชอบหลีชิงจื้อถึงเพียงนี้
มีเพียงเผิงจิ่งเหลียงที่รู้สึกอัดอั้นใจ อาจารย์ของเขาเป็นอะไรกันแน่ เหตุใดจึงพยายามทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหลีชิงจื้อห่างเหินอยู่เรื่อย? หากเขาเป็นคนใจแคบสักนิด เวลานี้คงเริ่มไม่พอใจหลีชิงจื้อแล้ว
โชคดีที่เขาเคยเห็นความสามารถของหลีชิงจื้อมาก่อน และรู้ดีว่าตนเองเทียบไม่ได้ จึงไม่ถึงกับเกิดความอิจฉา
ต้องขอบคุณเจ้าสำนักโจวที่ทำให้หลีชิงจื้อโดดเด่นอย่างมากในงานชุมนุมวรรณกรรมครั้งนี้
วันรุ่งขึ้น บรรดานักศึกษาทั่วเมืองเอกของแคว้นแทบทั้งหมดต่างพูดถึงหลีชิงจื้อ พร้อมกล่าวว่าการสอบฝู่ซื่อครั้งนี้ เขามีโอกาสสูงที่จะได้เป็นอั้นโส่ว
แน่นอนว่าข่าวนี้ย่อมลอยไปถึงหูของผู้ว่าการจางด้วย แท้จริงแล้วผู้ว่าการจางก็ตั้งใจจะให้หลีชิงจื้อเป็นอั้นโส่วอยู่แล้ว ผู้เข้าสอบฝู่ซื่อมีมากกว่าหนึ่งพันคน ผู้ว่าการจางย่อมไม่อาจอ่านกระดาษคำตอบทุกแผ่นอย่างละเอียดทีละแผ่นได้
เขาจึงตรวจดูคร่าว ๆ ก่อน กระดาษคำตอบที่จำนวนคำไม่ครบ ลายมือหวัดจนอ่านยาก มีรอยแก้ไขมากเกินไป หรือเพียงเปิดเรื่องก็เขียนไม่รู้เรื่อง เขาล้วนคัดแยกออกไว้ก่อน คนเหล่านี้ไม่มีทางสอบผ่านอย่างแน่นอน
หลังจากนั้นเขาจึงอ่านกระดาษคำตอบที่เหลือ และคัดแยกฉบับที่ตอบได้ดีไว้ต่างหาก ระหว่างการสอบรอบที่สองและรอบที่สาม ผู้ว่าการจางก็เริ่มตรวจข้อสอบที่ส่งมาก่อนแล้ว ดังนั้นเวลานี้เขาจึงอ่านกระดาษคำตอบที่ต้องตรวจครบทั้งหมด เหลือเพียงจัดลำดับผลสอบเท่านั้น
และในบรรดากระดาษคำตอบทั้งหมด ของหลีชิงจื้อนับว่าสบายตาที่สุด ทั้งยังตอบคำถามได้ยอดเยี่ยม
หากเขาไม่เลือกหลีชิงจื้อเป็นอั้นโส่ว นั่นย่อมไม่ยุติธรรม!
ผู้ว่าการจางเชื่อมาโดยตลอดว่า ผู้เป็นขุนนางต้องยึดมั่นในความยุติธรรม... ดังนั้นหลีชิงจื้อจึงเป็นอั้นโส่วของการสอบฝู่ซื่อครั้งนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
ผู้ว่าการจางกำลังเร่งจัดการเรื่องของอำเภอหลินหู จึงใช้เวลาตรวจข้อสอบอย่างรวดเร็วที่สุด สามวันหลังการสอบฝู่ซื่อสิ้นสุด ก็ถึงวันประกาศผลสอบ! เช่นเดียวกับการสอบเซี่ยนซื่อ การสอบฝู่ซื่อจัดขึ้นทุกปี โดยปกติจะรับผู้สอบผ่านราวห้าสิบถึงหกสิบคน
ผู้ที่สอบผ่านการสอบฝู่ซื่อจะมีสถานะเป็นถงเซิง และสามารถเดินทางไปสอบหย่วนซื่อที่เมืองเอกของมณฑลได้ เมื่อสอบผ่านหย่วนซื่อ ก็จะได้เป็นซิ่วไฉ และเริ่มได้รับสิทธิพิเศษบางประการ เช่น ได้รับการยกเว้นแรงงานเกณฑ์
หนึ่งวันก่อนประกาศผล เจ้าหน้าที่ประจำห้องพิธีการของที่ว่าการได้แจ้งไว้แล้วว่าวันรุ่งขึ้นจะประกาศผลสอบ ดังนั้นเช้าตรู่ของวันนี้ จูสวินเหมี่ยวและคนอื่น ๆ จึงตื่นกันแต่เช้า รีบไปดูประกาศผลที่หน้าที่ว่าการ
หลีชิงจื้อก็ตื่นแต่เช้าเช่นกัน เมื่อเห็นทุกคนร้อนใจ จึงกล่าวว่า
“ถ้าเช่นนั้นพวกเรารีบไปกันเถิด ระหว่างทางค่อยซื้ออะไรกินรองท้องสักหน่อย...”
“เรื่องซื้อของกินไม่ต้องให้พวกเราทำหรอก ให้เด็กรับใช้ไปซื้อก็พอ” จูสวินเหมี่ยวกล่าวจบก็ลากหลีชิงจื้อออกไปทันที
ตอนที่พวกเขามาถึงหน้าที่ว่าการ ฟ้าเพิ่งเริ่มสาง แต่ที่นั่นกลับมีผู้คนมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก จนพวกเขาแย่งตำแหน่งด้านหน้าไม่ได้
จูสวินเหมี่ยวรู้สึกไม่ยอมแพ้ คิดจะเบียดเข้าไป แต่หลีชิงจื้อดึงตัวเขาไว้ “รอให้เจ้าหน้าที่ประจำห้องพิธีการติดประกาศผลสอบเสร็จก่อน แล้วค่อยเบียดเข้าไปก็ยังไม่สาย”
“จริงด้วย ตอนนี้แค่ยืนรักษาตำแหน่งนี้ไว้ก็พอ เดี๋ยวพอติดประกาศเสร็จ พวกเราจะได้รีบเบียดเข้าไปเป็นกลุ่มแรก!” จูสวินเหมี่ยวกล่าว
ตอนสอบเซี่ยนซื่อ จูสวินเหมี่ยวไม่ได้กระวนกระวายหรือร้อนใจแม้แต่น้อย เพราะเซี่ยนลิ่งโก่วได้บอกบิดาของเขาล่วงหน้าหนึ่งวันแล้วว่าเขามีรายชื่อสอบผ่าน
แต่การสอบฝู่ซื่อ... จูสวินเหมี่ยวไม่ค่อยมั่นใจนัก
“ใช่ รออีกสักครู่ค่อยเบียดเข้าไปก็พอ” หลีชิงจื้อกล่าวพลางเปิดปิ่นโตที่เด็กรับใช้เพิ่งนำมาส่ง หยิบซาลาเปาร้อน ๆ ลูกหนึ่งออกมากิน ซาลาเปาไส้หมูช่างอร่อยเป็นพิเศษเลยทีเดียว
“พวกเจ้าก็มากินซาลาเปาสักหน่อยสิ” หลีชิงจื้อเอ่ยชวนจูสวินเหมี่ยวและคนอื่น ๆ
จูสวินเหมี่ยวกล่าวว่า “ข้ากินไม่ลง”
สวีฉี่เฟยก็ไม่มีความอยากอาหารเช่นกัน เมื่อหลีชิงจื้อเห็นเช่นนั้น ก็แทบอยากกินซาลาเปาที่เหลือให้หมดเสียเดี๋ยวนั้น!
แต่ทำเช่นนั้นคงไม่เหมาะ อย่างไรก็ต้องเหลือไว้ให้จูสวินเหมี่ยวและคนอื่น ๆ บ้าง... หลีชิงจื้อจึงหยิบเหรียญทองแดงกำหนึ่งส่งให้เด็กรับใช้ แล้วให้ไปซื้อบ๊ะจ่างมาเพิ่มอีกสองลูก
บ๊ะจ่างของเมืองเหอซิงมีอยู่สองชนิด ชนิดแรกเป็นบ๊ะจ่างข้าวเหนียวล้วน ไม่ใส่ไส้อะไรเลย หรือใส่เพียงพุทราแดงหนึ่งผล ส่วนอีกชนิดเป็นบ๊ะจ่างไส้หมูเค็ม ซึ่งบ๊ะจ่างที่ขายตามท้องถนนส่วนใหญ่ล้วนเป็นชนิดหลัง นำข้าวเหนียวที่ซาวสะอาดแล้วคลุกกับซีอิ๊ว จากนั้นห่อกับเนื้อหมูสามชั้นที่มีทั้งส่วนมันและส่วนเนื้อ... บ๊ะจ่างไส้หมูที่ทำออกมาเช่นนี้จึงมีกลิ่นหอมเป็นอย่างมาก
เด็กรับใช้รีบไปซื้อบ๊ะจ่างมาให้หลีชิงจื้อสองลูกอย่างรวดเร็ว แล้ววางลงบนจานในปิ่นโตที่พวกเขานำติดตัวมา
หลีชิงจื้อยกจานขึ้นมา หยิบตะเกียบอีกคู่หนึ่ง แล้วกินบ๊ะจ่างไปหนึ่งลูกหมดภายในไม่กี่คำ ผู้คนที่อยู่รอบด้าน... คนที่ไม่รู้จักหลีชิงจื้อก็ยังดี ต่างคิดว่าเขาเป็นเพียงคนที่ตามมาดูความคึกคัก แต่คนที่รู้จักหลีชิงจื้อ...
เหตุใดหลีชิงจื้อจึงไม่ร้อนใจแม้แต่น้อย?
เอาเถิด หากพวกเขามีความสามารถเช่นหลีชิงจื้อ ก็คงไม่ร้อนใจเหมือนกัน
พูดไปแล้ว... หลังตื่นนอนในเช้าวันนี้ ทุกคนต่างรีบออกจากที่พักมาที่นี่ หลายคนยังไม่ได้กินอาหารเช้า พอเห็นหลีชิงจื้อกินอย่างเอร็ดอร่อย ก็พลันรู้สึกหิวขึ้นมา จูสวินเหมี่ยวหันกลับมา เห็นหลีชิงจื้อกินอย่างเอร็ดอร่อยก็รู้สึกหิวขึ้นเช่นกัน จึงหยิบซาลาเปาลูกหนึ่งจากปิ่นโตมากิน
เมื่อเห็นว่าผู้คนรอบข้างต่างมองพวกเขาอยู่ เขาก็รู้สึกเขินอยู่บ้าง แต่พอเห็นหลีชิงจื้อเริ่มกินบ๊ะจ่างลูกที่สอง... กินอะไรสักหน่อยก็คงไม่เป็นไรใช่หรือไม่?
ขณะที่กำลังคิดเช่นนั้น จูสวินเหมี่ยวก็เห็นเจ้าหน้าที่ประจำห้องพิธีการเดินมาแล้ว
เขารีบยัดซาลาเปาที่เหลือเข้าปากจนแก้มป่อง ก่อนเบียดตัวมุ่งไปด้านหน้า...
หลีชิงจื้อเองก็หยุดกินเช่นกัน เกรงว่าอาหารในมือจะถูกฝูงชนที่กำลังเบียดเสียดกันทำหล่น
อาหารมีค่าถึงเพียงนี้ จะทำหล่นไม่ได้เด็ดขาด! หลีชิงจื้ออุ้มปิ่นโตไว้ในอ้อมแขน พลางมองไปยังทิศทางที่กำลังติดประกาศผลสอบ
เขามีรูปร่างสูง อีกทั้งประกาศผลสอบก็ติดไว้ค่อนข้างสูง... หากเขาอยู่ในลำดับต้น ๆ เพียงยืนอยู่ตรงนี้ก็น่าจะมองเห็นได้ สายตาของเขาผ่านการเสริมประสิทธิภาพมาแล้ว มองเห็นได้ชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง!
ขณะที่กำลังคิดเช่นนั้น หลีชิงจื้อก็มองเห็นชื่อของตนอยู่ในลำดับแรก
เขาได้เป็นอั้นโส่วอีกครั้งหนึ่งแล้ว