เขารู้ดีว่าอย่าว่าแต่สอบเป็นซิ่วไฉเลย แม้แต่การสอบระดับอำเภอก็ยังผ่านได้ยาก
แต่เขาไม่อยากหาเลี้ยงชีพด้วยการพายเรือเหมือนบิดา และยิ่งไม่อยากไปทำนา เพราะมันช่างเสียหน้าสิ้นดี!
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาคิดจะหางานดี ๆ ในอำเภอมาโดยตลอด ถึงขั้นฝากนายหน้าช่วยสืบหางานให้
นายหน้าก็แนะนำงานให้เขาหลายอย่างจริง ๆ แต่ไม่มีงานไหนที่เขาพึงพอใจ
ยกตัวอย่างเช่นให้ไปเป็นเถ้าแก่...หากเขาเป็นเถ้าแก่จริง แล้วบรรดาสหายร่วมสำนักศึกษามาซื้อของ เขาจะต้องยิ้มแย้มต้อนรับพวกนั้นหรือ?
เขาไม่อยากทำงานเช่นนั้นเลย แต่ก็หางานที่ดีกว่าไม่ได้
สุดท้ายจึงได้แต่อ้างว่ายังต้องเตรียมตัวสอบรับราชการ แล้วเรียนหนังสือต่อไป
ตอนนี้หลีชิงจื้อไปช่วยคัดลอกหนังสือที่บ้านสกุลจู หากบังเอิญพบคุณชายจู แล้วอีกฝ่ายรู้เรื่องของเขาเข้า...
ไม่สิ คงไม่เป็นเช่นนั้น
คุณชายจูอาศัยฐานะร่ำรวยของครอบครัว วางท่าเชิดหน้าชูตา ไม่ค่อยสนใจผู้ใดอยู่แล้ว ส่วนนายท่านจูที่ให้หลีชิงจื้อมาช่วยคัดลอกหนังสือ ก็เพียงเพราะเห็นใจความยากจนของอีกฝ่าย คงไม่ปล่อยให้ทั้งสองมีโอกาสคลุกคลีใกล้ชิดกัน...คุณชายจูกับหลีชิงจื้อไม่น่าจะได้พูดคุยกัน
ต่อให้หลีชิงจื้อได้ยินเรื่องอะไรแล้วนำไปบอกบิดามารดาของเขา คนทั้งสองก็คงไม่เชื่ออยู่ดี
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เหยาเจิ้นฟู่ก็ผ่อนคลายลง
หลีชิงจื้อนั่งอยู่บนเรือ มองเรือลำน้อยแล่นไปตามลำน้ำ พลันรู้สึกว่าทิวทัศน์โดยรอบงดงามจับตาเสียเหลือเกิน
วันรุ่งขึ้นเขายังต้องไปบ้านสกุลจู หลีชิงจื้อจึงบอกกล่าวกับนายท้ายเรือเหยา พร้อมนัดหมายว่าจะเดินทางเข้าอำเภอด้วยกันในวันพรุ่งนี้
ชาวบ้านในหมู่บ้านที่โดยสารเรือของนายท้ายเรือเหยาเข้าอำเภอ โดยปกติไปกลับหนึ่งเที่ยวคิดค่าจ้างคนละหนึ่งเหวิน หลีชิงจื้อจะพาหลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมาไปด้วย แต่เพราะเด็กทั้งสองยังเล็ก นายท้ายเรือเหยาจึงบอกว่าจะเก็บเพียงหนึ่งเหวินก็พอ
หลีชิงจื้อลังเลอยู่บ้าง แต่นายท้ายเรือเหยากล่าวต่อว่า “บางคนเข้าอำเภอ แบกของหนักกว่าต้าเหมากับเอ้อร์เหมาเสียอีก พวกเจ้าสามคนรวมกันยังหนักไม่เท่าคนคนเดียวของพวกนั้นเลย เก็บหนึ่งเหวินก็พอแล้ว”
“เช่นนั้นก็ต้องขอบคุณท่านมาก” หลีชิงจื้อกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
ปกติเหยาเจิ้นฟู่เป็นคนชอบพูดคุยกับหลีชิงจื้อ แต่วันนี้กลับไม่อยากคุยด้วย ส่วนนายท้ายเรือเหยาก็ยังไม่คุ้นเคยกับหลีชิงจื้อ เมื่อเทียบกันแล้ว เขากลับเต็มใจพูดคุยกับจินเสี่ยวเยี่ยมากกว่า หลีชิงจื้อจึงว่างอยู่คนเดียว
ในเมื่อไม่มีอะไรทำ เขาจึงสอนเด็กทั้งสองท่องบทกวี และให้ทบทวน สามอักษรคลาสสิก อีกครั้ง
วันนี้พวกเขาเข้าอำเภอ ได้พบเห็นสิ่งต่าง ๆ มากมาย ทั้งยังกินซาลาเปาและเกี๊ยว แม้จะเหน็ดเหนื่อยมาก แต่หลังจากได้นอนพักก็หายเป็นปลิดทิ้งแล้ว...หลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมาอารมณ์ดีเป็นอย่างยิ่ง ยิ้มแย้มพลางท่องหนังสือตามหลีชิงจื้อ น้ำเสียงแจ่มใส ทั้งยังท่องได้อย่างคล่องแคล่ว
เหยาเจิ้นฟู่อดมองเด็กทั้งสองอยู่หลายครั้งไม่ได้
เมื่อเรือเทียบท่าที่ท่าน้ำของหมู่บ้าน หลีเหล่าเกินก็เป็นคนแรกที่กระโดดลงจากเรือ จากนั้นรีบคว้าซาลาเปาที่ตนยังไม่ได้กินออกมาจากตะกร้าสะพาย แล้วร้องบอกผู้คนว่า “วันนี้อาชิงของบ้านข้าไปอำเภอแล้วได้พบผู้มีพระคุณ ผู้มีพระคุณไม่เพียงจ่ายค่าแรงให้วันละหนึ่งเฉียนเงินเพื่อให้เขาคัดลอกหนังสือ ยังเลี้ยงข้าวเขาอีก แถมยังซื้อซาลาเปาเพิ่มให้พวกเราหิ้วกลับบ้านด้วย!”
“พวกเจ้าดูซิ ซาลาเปาลูกนี้ขาวเพียงใด! แป้งที่เขาใช้ไม่เหมือนแป้งที่พวกเจ้าเคยกิน ซาลาเปาไส้หมูลูกใหญ่เช่นนี้ ลูกหนึ่งตั้งห้าเหวิน!”
“ตอนกลางวันข้าไม่เพียงได้กินซาลาเปาไส้หมู ยังได้กินซาลาเปาเข่งเล็ก ได้กินเกี๊ยวด้วย ในเกี๊ยวยังใส่เห็ดหอม พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าเห็ดหอมคืออะไร?”
หลีเหล่าเกินถือซาลาเปาไว้ในมือ ไม่ยอมกลับบ้าน แต่ยืนอวดผู้คนอยู่ตรงท่าน้ำเสียอย่างนั้น
จินเสี่ยวเยี่ยรู้ดีว่านิสัยของเขาเป็นอย่างไร จึงไม่ได้คิดจะเข้าไปห้าม