การสอนของเหยาเจิ้นฟู่เป็นแบบสอนเพียงครู่เดียวในวันนี้ แต่พอถึงวันรุ่งขึ้นก็อยากให้ลูกท่องบทความและบทกวีที่เด็กยังไม่เข้าใจเสียแล้ว...จะเป็นไปได้อย่างไร!
ทุกครั้งที่หลีชิงจื้อสอนหลีต้าเหมาและหลีเอ้อร์เหมาท่องบทกวี เขาจะอธิบายความหมายของบทกวีเหล่านั้นให้ลูกทั้งสองฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่าเสมอ
เรือลำน้อยแล่นไปตามลำน้ำ ไม่นานก็มาถึงหมู่บ้านเมี่ยวเฉียน
ในช่วงสองสามวันแรกที่หลีชิงจื้อไปเขียนหนังสือให้บ้านสกุลจู ทุกครั้งที่กลับมา จะมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งมารุมล้อมถามโน่นถามนี่เขา แต่ช่วงหลายวันนี้สถานการณ์ดีขึ้นมากแล้ว
ถึงอย่างนั้น หลีเหล่าเกินก็ยังเป็นคนแรกที่รีบเข้ามาหา “อาชิง วันนี้เจ้าหอบของกินกลับมาหรือไม่?”
หลายวันที่ผ่านมา หลีชิงจื้อมักหอบของกินกลับมาทุกวัน
แม้จะเป็นเพียงเนื้อไม่กี่ชิ้นหรือไข่เป็ดเค็มหนึ่งฟอง แต่สำหรับหลีเหล่าเกินแล้ว นั่นก็เป็นของโอชะที่หาได้ยาก จนทำให้เขาเฝ้ารอทั้งวัน
หลีชิงจื้อตอบว่า “เอากลับมาสิ วันนี้นายท่านจูให้เนื้อไก่ข้ามาบ้าง”
หลีเหล่าเกินรีบมองไปยังไหดินในตะกร้าของหลีชิงจื้อ ก่อนจะเปิดฝาไหอย่างรวดเร็ว
หลีชิงจื้อพูดไม่ออก...พอกลับถึงบ้าน ลูกวิ่งมาขอของกินจากพ่อเป็นเรื่องปกติ แต่ลูกชายกลับถึงบ้านแล้วคนเป็นพ่อรีบเข้ามาขอของกินจากลูก...เรื่องแบบนี้หาได้ยากจริง ๆ
“หลีเหล่าเกิน! กำลังทำอะไรอยู่! ปล่อยให้อาชิงขึ้นมาก่อน!” จินเสี่ยวเยี่ยร้องเรียก เพราะเวลานี้หลีชิงจื้อเพิ่งลงจากเรือ ยังยืนอยู่บนขั้นบันไดท่าน้ำ
หลีเหล่าเกินหัวเราะแห้ง ๆ ก่อนจะช่วยหิ้วตะกร้าให้หลีชิงจื้อ แล้วเดินขึ้นบันไดหินไปก่อน พร้อมยกตะกร้าให้ชาวบ้านดู “นายท่านจูใจกว้างจริง ๆ ไก่ตัวนี้กินไปนิดเดียวก็ยกให้อาชิงแล้ว!”
“วันนี้ข้าจะได้กินเนื้อไก่แล้ว”
“ข้านึกว่าต้องรอถึงปีใหม่ถึงจะได้กินเนื้อไก่ ไม่คิดเลยว่าจะได้กินตั้งแต่ตอนนี้!”
ทุกคนต่างคิดว่าไก่ตัวนี้เป็นของที่บ้านสกุลจูกินเหลือแล้ว จึงยกให้หลีชิงจื้อ แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น ชาวบ้านก็ยังอิจฉาอย่างยิ่ง ถึงแม้น่องไก่จะหายไปแล้ว เนื้อไก่ก็เหลือไม่มาก แต่ปีกไก่ยังอยู่ครบ!
มีเพียงเหยาเจิ้นฟู่ที่กล่าวว่า “แม้แต่น้ำแกงเหลือของบ้านคนอื่นก็ยังเอา ไม่มีศักดิ์ศรีเอาเสียเลย”
หลีชิงจื้อมองเขาอย่างจนปัญญา ก่อนจะหันไปพูดกับหลีเหล่าเกินว่า “ท่านพ่อ พวกเรากลับกันเถอะ”
เขาไม่ได้บอกว่าที่นายท่านจูให้มาคือไก่ทั้งตัว เพราะหากชาวบ้านคิดว่าเขาร่ำรวยขึ้น ก็ไม่ใช่เรื่องดีนัก
หลีเหล่าเกินอยากหิ้วตะกร้าไปโอ้อวดที่ท่าน้ำ แต่ก็อยากกินเนื้อไก่มากกว่า จึงเดินตามหลีชิงจื้อไป “อาชิง เดี๋ยวให้เสี่ยวเยี่ยแบ่งเนื้อไก่ให้พ่อมากหน่อยนะ...”
เมื่อกลับถึงบ้าน จินเสี่ยวเยี่ยก็ยกเนื้ออกไก่ที่เหลืออยู่ให้หลีเหล่าเกิน หลีเหล่าเกินรีบวิ่งออกไปทันที
เนื้อก้อนใหญ่ขนาดนี้ เขาจะต้องเอาไปกินให้ชาวบ้านที่ท่าน้ำเห็นอย่างแน่นอน
เมื่อหลีเหล่าเกินออกไปแล้ว หลีชิงจื้อจึงพูดกับจินเสี่ยวเยี่ยว่า “เสี่ยวเยี่ย ที่นายท่านจูให้ข้ามาเป็นไก่ทั้งตัว ข้ากินไปบางส่วนที่บ้านสกุลจูแล้ว...ไก่ตัวนี้อร่อยมาก เจ้าลองชิมเร็ว”
“นายท่านจูให้เจ้ามาทั้งตัวเลยหรือ?” จินเสี่ยวเยี่ยตกใจเล็กน้อย
“ใช่ เขาให้ข้าบำรุงร่างกาย”
“นายท่านจูเป็นคนดีจริง ๆ” จินเสี่ยวเยี่ยกล่าวด้วยความซาบซึ้ง
“เสี่ยวเยี่ย รีบชิมเถอะ” หลีชิงจื้อเร่ง
แต่จินเสี่ยวเยี่ยกลับไม่กิน นางเอ่ยขึ้นกะทันหันว่า “อาชิง ข้าคิดว่าจะไปเช่าเรือตั้งแต่พรุ่งนี้เลย”
นับตั้งแต่วันนั้นที่นางบอกหลีชิงจื้อว่าอยากเช่าเรือไปทำมาค้าขาย นางก็หาเวลาว่างออกไปสอบถามข่าวอยู่เรื่อย ๆ ตอนนี้ลูกทั้งสองมีหลีชิงจื้อคอยดูแล นางจึงมีเวลามากขึ้น ไม่นานก็รู้ราคาค่าเช่าเรือ โดยทั่วไปราคาวันละห้าสิบเหวิน นอกจากนี้ยังได้ข่าวว่าหมู่บ้านใกล้เคียงมีนายท้ายเรือชราคนหนึ่งแก่จนทำงานไม่ไหว อีกทั้งบุตรชายก็เสียชีวิตไปแล้ว จึงอยากปล่อยเรือให้เช่า ค่าเช่าถูกกว่าที่อำเภอ เก็บเพียงวันละสี่สิบเหวิน
เดิมทีนางตั้งใจว่าจะเก็บเงินทุนให้มากกว่านี้แล้วค่อยเช่าเรือ แต่ตอนนี้โอกาสดีมาวางอยู่ตรงหน้า...นางอยากรีบเช่าเรือลำนั้นให้เร็วที่สุด
หลีชิงจื้อกล่าวว่า “ได้สิ!”
“เช่นนั้นเงินทั้งหมดที่บ้านมี ข้าคงต้องนำออกมาใช้ แล้วหลังจากนี้อาจไม่มีเวลาดูแลงานในบ้านมากนัก” จินเสี่ยวเยี่ยมองหลีชิงจื้ออย่างจริงจัง
“ไม่เป็นไร” หลีชิงจื้อชอบสีหน้าที่เต็มไปด้วยพลังและความมุ่งมั่นหาเงินของจินเสี่ยวเยี่ยมาก “เสี่ยวเยี่ย เจ้าคิดไว้หรือยังว่าจะทำการค้าอะไร?”
“ช่วงแรกข้าจะไปรับจ้างพายเรือในอำเภอก่อน พอคุ้นเคยแล้วค่อยคิดเรื่องอื่น” จินเสี่ยวเยี่ยตอบ
เวลาคนในอำเภอจะเดินทางไกลหรือขนส่งสิ่งของ ก็มักจ้างเรือลำหนึ่ง คล้ายกับการเรียกรถรับจ้างในปัจจุบัน
อันที่จริง งานหลักของนายท้ายเรือเหยาก็คืองานประเภทนี้ แม้รายได้อาจไม่มากนัก แต่โดยทั่วไปก็มีงานทำอยู่เสมอ และในช่วงเทศกาลต่าง ๆ การค้าขายก็ยิ่งคึกคักเป็นพิเศษ
“ดี” หลีชิงจื้อยิ้มออกมา จินเสี่ยวเยี่ยเป็นหญิงสาวประเภทที่แม้ต้องเผชิญวันสิ้นโลก ก็คงหาทางเอาชีวิตรอดได้ทุกวิถีทาง นั่นเป็นเรื่องที่ดีจริง ๆ
“เช่นนั้นข้าจะไปเรียกเสี่ยวซู่มาคุยด้วย” จินเสี่ยวเยี่ยกล่าว “เนื้อไก่นี่ก็แบ่งให้เขากินด้วย”
บ้านสกุลจินของจินเสี่ยวเยี่ยก็อยู่ในหมู่บ้านเมี่ยวเฉียนเช่นกัน เพียงแต่ทั้งสองบ้านอยู่ห่างกันพอสมควร อีกทั้งต่างคนต่างก็มีงานของตนต้องทำ ช่วงนี้หลีชิงจื้อจึงยังไม่เคยพบจินเสี่ยวซู่
ตอนนี้จินเสี่ยวซู่กำลังจะมา...หลีชิงจื้อจึงใช้มีดหั่นเนื้อไก่ แล้วเทน้ำแกงไก่ออกมา เตรียมไว้ให้จินเสี่ยวซู่กินในภายหลัง
ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง จินเสี่ยวเยี่ยก็พาจินเสี่ยวซู่กลับมา บ้านของพวกเขาไม่มีโต๊ะ ทั้งสองจึงนั่งอยู่บนธรณีประตู พลางรับลมพลางพูดคุยกัน จินเสี่ยวซู่อายุเพียงสิบหกปี หากเทียบกับยุคปัจจุบันก็ยังเป็นเพียงนักเรียนมัธยมปลาย คนในยุคนี้กินอาหารได้ไม่ดีเท่ายุคปัจจุบัน จินเสี่ยวซู่จึงผอมและตัวไม่สูงนัก เสียงพูดของเขาแหบแตกคล้ายเสียงเป็ด เพราะยังอยู่ในวัยเสียงแตก
“พี่สาว พวกเราจะไปรับจ้างพายเรือจริง ๆ หรือ?” จินเสี่ยวซู่ทั้งตื่นเต้นทั้งหวาดหวั่น
“ไปแน่นอน!” จินเสี่ยวเยี่ยตัดสินใจเด็ดขาด
จินเสี่ยวซู่รีบกล่าวว่า “ข้าเชื่อฟังพี่สาว”
“เช่นนั้นพรุ่งนี้เช้ามาหาข้า” จินเสี่ยวเยี่ยกล่าว
จินเสี่ยวซู่รับคำ แล้วดื่มน้ำแกงไก่และกินเนื้อไก่อย่างมีความสุข แม้เนื้ออกไก่และน่องไก่จะหมดแล้ว แต่ยังมีปีกไก่และเนื้อส่วนอื่นอยู่! จินเสี่ยวซู่กินจนปากเป็นมันแผลบ ทั้งยังป้อนเนื้อไก่ให้หลีต้าเหมาและหลีเอ้อร์เหมากินด้วย
หลีต้าเหมาและหลีเอ้อร์เหมาสนิทกับจินเสี่ยวซู่มาก หลังจากกินเนื้อที่จินเสี่ยวซู่ป้อนให้แล้ว หลีเอ้อร์เหมาก็กล่าวว่า “ท่านน้า เอ้อร์เหมาเขียนชื่อของตัวเองได้แล้ว!”
“เอ้อร์เหมาสุดยอดขนาดนั้นเลยหรือ?” จินเสี่ยวซู่ถามด้วยความประหลาดใจ
หลีต้าเหมากล่าวตามว่า “ข้ายังเขียนชื่อแม่ได้ด้วย!”
“ข้าก็เขียนได้!” หลีเอ้อร์เหมากล่าวตามมาติด ๆ
เมื่อพูดจบ เด็กทั้งสองก็หยิบกิ่งไม้มาวาดตัวอักษรบนพื้น จะเรียกว่าเขียนก็ไม่เชิง เพราะพวกเขาไม่ได้เขียนทีละขีดทีละเส้น แต่ลอกวาดตามตัวอักษรที่หลีชิงจื้อเขียนเอาไว้ ทว่าตัวอักษรที่วาดออกมาก็ยังพอทำให้ผู้อื่นอ่านออกได้
หลีชิงจื้อรู้มานานแล้วว่าลูกทั้งสองวาดตัวอักษรได้ เขาเคยชมพวกเขาหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่รีบให้เริ่มหัดเขียน ลูกทั้งสองยังอายุไม่ถึงห้าขวบ จึงไม่จำเป็นต้องเร่งรีบเกินไป
จินเสี่ยวซู่อ่านหนังสือไม่ออกเลยสักตัว แต่เมื่อเห็นหลีต้าเหมาและหลีเอ้อร์เหมากำลังเขียนตัวอักษรอยู่ ก็เอ่ยปากชมไม่ขาด หลีต้าเหมาและหลีเอ้อร์เหมายืดอกน้อย ๆ ขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ สีหน้าดูโอ้อวดเต็มที่
บรรยากาศที่บ้านสกุลหลี่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความอบอุ่น
.............................................................................
ขณะที่ทางบ้านสกุลจู จูสวินเหมี่ยวซึ่งกลับถึงบ้านแล้ว ก็นำต้นฉบับสามพันอักษรที่หลีชิงจื้อเขียนในวันนี้ออกมาอ่านซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ
“ท่านพ่อ สิ่งที่ท่านหลีเขียนนั้นยอดเยี่ยมจริง ๆ”
“แน่นอนอยู่แล้ว ตอนที่พ่อพบเขาครั้งแรก ก็รู้ทันทีว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดา” จูเฉียนกล่าวอย่างภาคภูมิใจ
“ท่านพ่อ พรุ่งนี้เป็นวันหยุดของสำนักศึกษา ข้าอยากพูดคุยกับท่านหลีให้เต็มที่สักครั้ง”
จูสวินเหมี่ยวกล่าว สำนักศึกษาของพวกเขาหยุดทุกวันขึ้นหนึ่งค่ำและสิบห้าค่ำ ในที่สุดเขาก็ได้พักเสียที
“สมควรไปพูดคุยกับเขา จะได้เปิดหูเปิดตาเสียบ้าง” จูเฉียนกล่าว
จูสวินเหมี่ยวพยักหน้า ก่อนจะหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา คัดลอกถ้อยคำที่หลีชิงจื้อเขียนและสร้างความประทับใจแก่เขาอย่างยิ่งไว้ เพื่อใช้เตือนใจและกระตุ้นตนเอง
จินเสี่ยวเยี่ยกับจินเสี่ยวซู่คุยกันเรื่อยไปจนฟ้ามืด จินเสี่ยวซู่จึงถือไม้ท่อนหนึ่ง เดินกลับบ้านท่ามกลางความมืด ที่เขาตั้งใจถือไม้ไปด้วย ไม่ใช่เพราะกลัวจะเจออันตรายจากคน แต่เพื่อใช้ไล่งู เพราะในฤดูร้อน งูมักซ่อนตัวอยู่ตามพุ่มหญ้าเสมอ