ทุกคืนหลีชิงจื้อจะเล่านิทานและเรื่องขบขันให้หลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมาฟังอยู่เสมอ จินเสี่ยวเยี่ยจึงจดจำเรื่องเหล่านั้นไว้ในใจ แล้วนำไปเล่าให้ผู้โดยสารฟังระหว่างนั่งเรือ
เมื่อเล่าอยู่หลายครั้ง จินเสี่ยวซู่ก็เล่าตามได้เช่นกัน และเมื่อทั้งสองเริ่มชวนผู้โดยสารพูดคุยได้แล้ว ต่อให้พายเรือช้าลงเล็กน้อย หรือท่าทางยังไม่คล่องแคล่วนัก ผู้โดยสารส่วนใหญ่ก็ไม่ถือสา
แต่พอผ่านไปครึ่งเดือน จินเสี่ยวเยี่ยก็พายเรือได้ทั้งรวดเร็วและคล่องแคล่ว เวลานี้นางจึงพายเรืออย่างชำนาญ พลางฟังเด็กทั้งสองท่องบทกวีไปด้วย
“ท่านลุงเหยา!” จินเสี่ยวเยี่ยยิ้มพลางเอ่ยทักทาย
นายท้ายเรือเหยาก็ยิ้มตอบเช่นกัน แต่พอยิ้มได้เพียงครู่เดียวก็ขมวดคิ้ว ราวกับกำลังมีเรื่องกลุ้มใจ สีหน้าดูไม่มีความสุขเอาเสียเลย จินเสี่ยวเยี่ยสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงไม่พูดอะไรต่อ
หลีชิงจื้อยิ่งไม่คิดจะพูด แม้เขาจะไม่ได้รังเกียจเหยาเจิ้นฟู่เพราะอีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็ไม่คิดเอาหน้าร้อนไปปะหน้าหนาวของผู้อื่น... ตลอดกว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ทั้งสองแทบไม่ได้พูดจากันเลย
ก่อนหน้านี้เหยาเจิ้นฟู่เคยให้เขายืมหนังสือ ด้วยเหตุนี้จินเสี่ยวเยี่ยจึงตั้งใจนำไข่ไปให้หลายฟองเพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจ
“หญ้ารกชัฏปกคลุมทุ่งกว้างสุดสายตา...” หลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมามองทิวทัศน์ริมฝั่ง พลางท่องบทกวีเสียงดัง ตอนอยู่ที่บ้านสกุลจู เด็กทั้งสองสำรวมตัวมาก ไม่เคยพูดเสียงดัง แต่ตอนนี้ผ่อนคลายลงแล้ว
ผู้คนที่เดินผ่านไปมาพอเห็นก็อดเอ่ยทักไม่ได้ “เด็กสองคนนี้น่ารักจริง ๆ!”
นายท้ายเรือเหยาเห็นแล้วก็อดรู้สึกอิจฉาอยู่บ้างไม่ได้ เขาเองก็มีหลาน แต่หลานของเขาท่องบทกวีไม่ได้
“ท่านพ่อ เหตุใดพายเรือช้าถึงเพียงนี้ เร็วกว่านี้ไม่ได้หรือ?” เหยาเจิ้นฟู่กล่าว
รองเท้ากับกางเกงของเขาเปียกไปหมด จึงอยากรีบกลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
นายท้ายเรือเหยามีอายุกว่าสี่สิบปีแล้ว ในแคว้นต้าฉี ชาวบ้านฐานะยากจนที่มีอายุเท่านี้ ล้วนดูชรามาก
ทุกวันนายท้ายเรือเหยาต้องตากแดดตากลมอยู่ข้างนอก หน้าตาจึงไม่เหลือเค้าความหนุ่มแน่น อีกทั้งกำลังกายก็สู้คนหนุ่มไม่ได้
พายเรือมาทั้งวันแล้วยังต้องช่วยขนสินค้า เขาเหนื่อยล้าเต็มที แถมยังปวดเอวอย่างหนัก แต่ในเมื่อบุตรชายพูดเช่นนั้น... นายท้ายเรือเหยาจึงทำได้เพียงเร่งฝีพายให้เร็วขึ้น
จินเสี่ยวเยี่ยเหลือบมองนายท้ายเรือเหยาครู่หนึ่ง ก่อนจะลดความเร็วของเรือลง
เวลานี้จินเสี่ยวซู่พายเรือเป็นแล้ว ระหว่างวันทั้งสองจะผลัดกันพายเป็นระยะ อีกทั้งพวกเขาไม่รับงานขนสินค้า จึงไม่เหน็ดเหนื่อยเหมือนนายท้ายเรือเหยา
เมื่อหลีชิงจื้อและคนอื่น ๆ มาถึงท่าน้ำ นายท้ายเรือเหยากับเหยาเจิ้นฟู่กลับบ้านไปก่อนแล้ว ส่วนหลีเหล่าเกินกำลังยืนชะเง้อคอมองพวกเขาอยู่บนขั้นบันได
“เสี่ยวเยี่ย อาชิง พวกเจ้ากลับมาเสียที! อาชิง วันนี้เจ้ามีของอร่อยกลับมาหรือไม่?” หลีเหล่าเกินถาม
“มี” หลีชิงจื้อตอบอย่างจนใจ
หลีเหล่าเกินกลับดีใจเสียยิ่งกว่าอะไร “มีก็ดี มีก็ดี! ข้าต้มโจ๊กไว้เรียบร้อยแล้ว!”
ชาวบ้านที่เห็นต่างก็พากันแซว
“หลีเหล่าเกิน เจ้านี่คิดถึงแต่เรื่องกินจริง ๆ!”
“หลีเหล่าเกิน อายุปูนนี้แล้วนะ!”
“หลีเหล่าเกิน ตอนนี้เจ้ามีความสุขจริง ๆ!”
................................................................
ระยะนี้เป็นช่วงว่างเว้นจากงานไร่นา บริเวณท่าน้ำจึงมีผู้คนมากมาย ตอนแรกทุกคนยังยิ้มแย้มพูดคุยกับหลีเหล่าเกิน แต่พอเรือของจินเสี่ยวเยี่ยเทียบท่า ความสนใจของทุกคนก็หันไปอยู่ที่นาง
“เสี่ยวเยี่ย ของที่อยู่บนศีรษะของเจ้าคืออะไรหรือ?”
“เสี่ยวเยี่ย ดอกไม้บนศีรษะของเจ้างดงามจริง ๆ!”
“เสี่ยวเยี่ย ข้าอยากแลกเข็มกับเจ้า”
หลังจากจินเสี่ยวเยี่ยเช่าเรือแล้ว นางก็ซื้อของใช้จุกจิกหลายอย่างมาเก็บไว้บนเรือ
แม้หมู่บ้านเมี่ยวเฉียนจะอยู่ห่างจากอำเภอฉงเฉิงไม่มากนัก แต่ชาวบ้านกลับไม่ค่อยเข้าอำเภอ เวลาขาดของใช้ ส่วนใหญ่มักซื้อจากพ่อค้าเร่ที่หาบสินค้าเดินขายตามหมู่บ้าน
แต่ตอนนี้จินเสี่ยวเยี่ยก็มีของเหล่านั้นอยู่ในมือแล้ว
พ่อค้าเร่ไม่ได้แวะมาที่หมู่บ้านทุกวัน แต่จินเสี่ยวเยี่ยกลับพายเรือกลับมาทุกวัน ทุกวันนี้คนในหมู่บ้านเมี่ยวเฉียนจึงนิยมซื้อของจากนางมากกว่า
บางครั้งก็ไม่ใช่การซื้อขาย แต่เป็นการแลกเปลี่ยน ผักที่ปลูกในแปลง ไข่ที่แม่ไก่ออก หรือแม้แต่หอยที่งมหาได้จากลำน้ำ ล้วนสามารถนำมาแลกของกับจินเสี่ยวเยี่ยได้
ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่มีเงินติดตัวมากนัก แต่สิ่งของเหล่านี้ขอเพียงออกแรงสักหน่อยก็หาได้
ทุกคนเต็มใจนำของเหล่านั้นมาแลกของกับจินเสี่ยวเยี่ย และจินเสี่ยวเยี่ยก็ยินดีรับ เพราะเมื่อนำของเหล่านี้เข้าไปขายในอำเภอฉงเฉิง ก็สามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้
นางหยิบหีบไม้ใบหนึ่งออกมาจากบนเรือ หยิบเข็มเล่มหนึ่งส่งให้หญิงที่ต้องการเข็ม แล้วรับไข่ไก่กลับมาสองฟอง
หลีชิงจื้อมองภาพนั้นอยู่เงียบ ๆ แล้วทอดถอนใจเบา ๆ เมื่อเทียบกับยุคที่เขาจากมา เข็มในยุคนี้มีราคาไม่น้อย แต่ก็เป็นเรื่องปกติ เพราะในยุคนี้ยังไม่มีเครื่องจักร การทำเข็มแต่ละเล่มจึงยุ่งยากมาก
ในราชวงศ์ก่อน เข็มมีราคาแพงยิ่งกว่านี้เสียอีก กระทั่งแคว้นต้าฉีมีโรงงานช่างบางแห่งผลิตเข็มเย็บผ้าได้ครั้งละมาก ๆ ราคาของเข็มจึงลดลงมาบ้าง
หลังจากแลกเข็มเสร็จ จินเสี่ยวเยี่ยก็หยิบดอกไม้ผ้าอีกหลายดอกที่เหมือนกับดอกที่ปักอยู่บนศีรษะของนางออกมาให้ชาวบ้านดู
“ดอกไม้ที่ปักอยู่บนศีรษะของข้าทำโดยสตรีปักผ้าในอำเภอฉงเฉิง ราคาเท่ากับเข็ม ใช้ไข่ไก่สองฟองแลกได้หนึ่งดอก หากใช้ของอย่างอื่นแลกก็ได้เช่นกัน แต่ถ้าใช้ผักมาแลก พรุ่งนี้เช้าต้องเป็นผักที่เพิ่งเก็บสด ๆ”
ดอกไม้ผ้าบนศีรษะของจินเสี่ยวเยี่ยนั้น เป็นฝีมือของพี่หวังที่นางรู้จัก
สามีของพี่หวังเป็นพ่อค้าเร่ที่เดินทางค้าขายไปทั่ว แต่รายได้ไม่มาก อีกทั้งบุตรชายทั้งสองของนางยังเรียนหนังสืออยู่ ปกติพี่หวังจึงรับจ้างช่วยตัดเย็บเสื้อผ้า สถานที่รับจ้างตัดเย็บเสื้อผ้าย่อมมีเศษผ้าเหลืออยู่เสมอ ที่บ้านของพี่หวังก็สะสมเศษผ้าไว้ไม่น้อย นางมีฝีมือด้านงานเย็บปัก บางครั้งจึงนำเศษผ้ามาทำเป็นของชิ้นเล็ก ๆ
เมื่อไม่นานมานี้ จินเสี่ยวเยี่ยเห็นพี่หวังปักดอกไม้ผ้าดอกหนึ่งไว้บนศีรษะ รู้สึกว่างดงามมาก จึงขอให้นางช่วยทำเพิ่มอีกหลายดอก โดยบอกว่าจะช่วยนำมาขาย
ดอกไม้ผ้าชนิดนี้ทำได้ไม่ยาก ไม่ใช่การประดิษฐ์กลีบดอกทีละกลีบอย่างประณีต เพียงนำเศษผ้ามาเย็บประกอบกันอย่างง่าย ๆ จุดเด่นอยู่ที่เนื้อผ้าดีและสีสันสดใส พี่หวังทำดอกไม้ผ้าพวกนี้ได้รวดเร็ว อีกทั้งเศษผ้าก็มีต้นทุนไม่สูง ราคาที่ขายให้จินเสี่ยวเยี่ย เมื่อนำมาคิดแล้ว ตกประมาณไข่ไก่สามฟองต่อดอกไม้ผ้าสองดอก
ส่วนจินเสี่ยวเยี่ยนำมาขายต่อในราคาไข่ไก่สองฟองต่อหนึ่งดอก หากขายได้สองดอกก็จะได้กำไรเท่ากับไข่ไก่หนึ่งฟอง กำไรไม่มากนัก แต่นางเชื่อว่าการค้าขายเล็ก ๆ จึงจะยั่งยืน หากใช้ของสิ่งนี้ทำกำไรมหาศาล ไม่เพียงชาวบ้านจะพากันบ่นว่าเอาเปรียบ แม้แต่คนที่คิดแย่งอาชีพก็ย่อมมี
“ดอกไม้ผ้านี้ใช้ผ้าชนิดเดียวกับที่ตระกูลใหญ่ในอำเภอฉงเฉิงใช้ตัดชุดแต่งงาน ราคาผ้าไม่ถูกเลย ข้าก็ต้องออกแรงไม่น้อยกว่าจะได้มาจากสาวปักผ้า” จินเสี่ยวเยี่ยกล่าวพลางยื่นดอกไม้ให้ทุกคนดู “พวกท่านเพียงเย็บติดกับปิ่นปักผม ก็สวมได้แล้ว”
สตรีในหมู่บ้านส่วนใหญ่ไม่มีเครื่องประดับ หลายคนแม้จะเจาะหูแล้ว แต่ก็ทำได้เพียงเสียบก้านชาไว้ในรูหู เวลานี้ดอกไม้ผ้าในมือของจินเสี่ยวเยี่ยใช้ไข่ไก่เพียงสองฟองก็แลกได้หนึ่งดอก หากผู้ใดเสียดายไข่ไก่ จะนำผักจากบ้าน หรือไปงมหอยกับหอยกาบจากลำน้ำมาแลกก็ได้...
ทันใดนั้นก็มีหญิงผู้หนึ่งซึ่งฐานะทางบ้านพอใช้ได้เอ่ยขึ้นว่า “ข้าขอแลกหนึ่งดอก”
“ข้าก็เอาหนึ่งดอก ข้าจะกลับไปเอาไข่เดี๋ยวนี้”
“ข้าก็จะกลับไปเอาไข่เหมือนกัน”
.................................................................
“เสี่ยวเยี่ย ถึงเวลากลับบ้านกินข้าวแล้ว!” หลีเหล่าเกินร้อนใจ หากจินเสี่ยวเยี่ยยังมัวขายดอกไม้ผ้าอยู่ที่นี่ไม่ยอมกลับบ้าน แล้วเขาจะได้กินเนื้อที่หลีชิงจื้อนำกลับมาเมื่อใด?
จินเสี่ยวเยี่ยยิ้มอย่างจนใจ เมื่อเห็นทุกคนต่างจะกลับไปเอาไข่ จึงกล่าวว่า “ข้าขอกลับบ้านก่อน หากผู้ใดจะแลกดอกไม้ผ้า ก็มาที่บ้านข้าได้”
ทุกคนต่างพากันตอบรับ เมื่อคนทั้งกลุ่มกลับถึงบ้าน หลีเหล่าเกินก็รีบเดินไปเปิดฝาหม้อทันที
ตอนกลางวันพวกเขากินข้าวสวยไปแล้วสองมื้อ หลังจากจินเสี่ยวเยี่ยคำนวณปริมาณเสบียงแล้ว มื้อเย็นจึงให้หลีเหล่าเกินต้มโจ๊กแทน เวลานี้ในหม้อมีโจ๊กหม้อหนึ่ง สีไม่ขาวนัก และเมล็ดข้าวก็ยังไม่เปื่อยนุ่ม
อย่างแรกเป็นเพราะข้าวสีไม่สะอาด ส่วนอย่างหลังเป็นเพราะมีฟืนไม่พอ แต่ถึงอย่างนั้น โจ๊กหม้อนี้ก็ทำจากข้าวล้วน ๆ โดยไม่ได้ใส่ผักลงไปแม้แต่น้อย