บทที่ 134: ตัวจริงคือใครกันแน่
สิ้นเสียงของเจียงหมิงบรรยากาศรอบโต๊ะอาหารที่กำลังครึกครื้นก็พลันเงียบลงชั่วขณะ เพื่อนร่วมรุ่นหลายคนต่างชะงักค้างหันขวับมามองหน้าเขาเป็นตาเดียวด้วยความงุนงงสงสัย
“นายหมายความว่าไง ดร.หนานจะมางานนี้ด้วยงั้นเหรอ”
เจียงหมิงลอบยิ้มมุมปากด้วยความรู้สึกสะใจลึกๆ ที่แล่นพล่านไปทั่วอก
มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย คล้ายกับว่ามียอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่เร้นกายอยู่ข้างๆ แต่คนตาถั่วพวกนี้กลับมองไม่เห็นคุณค่า
เขากำลังจะอ้าปากพูดต่อเพื่อขยายความความยิ่งใหญ่ของเจ้านายตนเอง
สวี่หนานเกอตวัดสายตาเรียบนิ่งมองเขาปราดหนึ่ง
เพียงแค่สายตาเดียวโดยไม่ต้องเอ่ยคำใดออกมาเจียงหมิงก็หุบปากฉับพร้อมกับเข้าใจความหมายนั้นได้ในทันที
ดร.หนานอุตส่าห์ปิดบังข้อมูลส่วนตัวไว้อย่างแน่นหนาขนาดนี้ย่อมแปลว่าไม่อยากให้ใครรู้ตัวตนที่แท้จริง
เมื่อลองไตร่ตรองดูเขาก็พอจะเข้าใจเหตุผลได้
เพื่อนร่วมรุ่นที่มารวมตัวกันในวันนี้ล้วนทำงานอยู่ในแวดวงพลังงานใหม่กันทั้งนั้น หากพวกเขาล่วงรู้ว่าสวี่หนานเกอก็คือดร.หนานผู้โด่งดัง เกรงว่าชีวิตอันสงบสุขของหญิงสาวคงจะพังทลายไม่มีเหลือ
เขากระแอมไอแก้เก้อแล้วแสร้งทำเป็นขมวดคิ้วเข้มพลางเอ่ยเสียงดังฟังชัด
“เรื่องส่วนตัวของดร.หนานใช่เรื่องที่พวกนายจะมาซอกแซกถามได้เหรอ บอกตามตรงนะ ฉันเองก็เพิ่งจะมีบุญได้เห็นตัวจริงของดร.หนานวันนี้เป็นครั้งแรกเหมือนกัน”
กลุ่มผู้ชายเวลารวมตัวกันมักจะพูดจาทีเล่นทีจริงแบบนี้เสมอ คำพูดของเขาจึงเรียกเสียงหัวเราะครื้นเครงจากเพื่อนๆ ได้ในทันที
“ครับๆ ท่านเจียง พวกเรามันคนละชั้น ไม่มีสิทธิ์ไปสืบเสาะเรื่องของท่านเทพหรอก”
“จะว่าไป ตอนนี้ดร.หนานถือว่าเป็นเบอร์หนึ่งของวงการเลยนะ บริษัทฉันอยากจะร่วมโปรเจกต์กับเขาใจจะขาด แต่เสียดายที่ประธานจี้บริษัทพวกนายน่ะเขี้ยวลากดินเหลือเกิน เจ้านายฉันส่งของกำนัลไปบรรณาการตั้งกี่รอบก็ถูกตีกลับหมด”
“ประธานจี้ของพวกนายลื่นเป็นปลาไหล จับไม่ได้ไล่ไม่ทันจริงๆ”
เมื่อหัวข้อสนทนาเริ่มไหลไปเรื่องอื่นทุกคนก็เริ่มระบายความอัดอั้นตันใจเกี่ยวกับเจ้านายและชีวิตพนักงานกินเงินเดือน
“พวกนายยังดี ของฉันนี่สิ เด็กฝึกงานแทบไม่มีสิทธิมนุษยชน ต้องวิ่งซื้อกาแฟให้พนักงานรุ่นเก่าทุกเช้า ถ่ายเอกสารเป็นปึกๆ ทำงานแบกหามสารพัด นึกแล้วมันน่าน้อยใจ”
“บริษัทฉันก็ไม่ต่างกันหรอก แต่ฉันไม่ยอมให้ใครมาโขกสับง่ายๆ หรอกนะ อุตส่าห์เรียนจบจากมหาวิทยาลัยไห่เฉิงมาทั้งที ทำไมต้องไปทำงานจับกังให้พวกนั้นด้วย เงินเดือนก็ไม่ได้จ่ายเพิ่มสักบาท”
“ฮ่าๆๆ นี่แหละเด็กรุ่นใหม่ไฟแรง เตรียมตัวจัดระเบียบองค์กรกันแล้ว”
ในระหว่างที่วงสนทนากำลังออกรสออกชาติ เพื่อนคนอื่นๆ ก็ทยอยเดินทางมาสมทบ
ทุกคนล้วนเป็นเพื่อนเก่าที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไปจับกลุ่มพูดคุยอย่างสนุกสนาน
สวี่หนานเกอผู้รักความสงบวางตัวเรียบง่ายไม่ค่อยสุงสิงกับใครจึงถูกกลืนหายไปกับฝูงชนอย่างรวดเร็ว ซึ่งสำหรับเธอแล้วนับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง
เวลาผ่านไปอีกพักใหญ่เมื่อเพื่อนร่วมรุ่นมากันเกือบครบองค์ประชุม ตัวเอกของงานอย่างฮั่วจื่อเฉินและสวี่อินก็ปรากฏตัวขึ้นในที่สุด
ทันทีที่ทั้งสองคนก้าวเข้ามาในห้องอาหาร เพื่อนๆ ต่างก็พากันลุกขึ้นยืนต้อนรับด้วยความกระตือรือร้น
“คุณชายฮั่วมาแล้ว!”
“โอ้โห วันนี้พวกเรามีบุญปากเพราะบารมีของคุณชายฮั่วแท้ๆ ถึงได้มีโอกาสมาทานข้าวในโรงแรมหรูระดับห้าดาวแบบนี้”
“ตอนเดินเข้ามาฉันยังเกร็งไม่หายเลย การตกแต่งหรูหราอลังการขนาดนี้ มื้อหนึ่งคงหมดเงินหลายตังค์”
“นายนี่ไม่รู้อะไรซะแล้ว โรงแรมนี้เป็นธุรกิจในเครือของตระกูลฮั่ว คุณชายฮั่วเป็นคนเลี้ยงข้าวพวกเราเองคงไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายหรอก”
ทุกคนต่างพูดจาเยินยอพลางห้อมล้อมฮั่วจื่อเฉินและสวี่อินเดินไปนั่งยังตำแหน่งประธานของโต๊ะอาหาร
ฮั่วจื่อเฉินกวาดสายตามองเพื่อนเก่าเหล่านี้ด้วยความรู้สึกหลากหลาย เมื่อหวนนึกถึงช่วงเวลาอันไร้เดียงสาในรั้วมหาวิทยาลัย ความหม่นหมองที่เคยฉายชัดในแววตาก็ดูจะเจือจางลงไปบ้าง
สวี่อินในชุดเดรสสวยสง่าทำหน้าที่เป็นไม้ประดับข้างกายที่สมบูรณ์แบบ เธอคล้องแขนเขาไว้แน่นแล้วนั่งลงเคียงข้างอย่างภาคภูมิใจ
หลังจากทั้งคู่นั่งลงเรียบร้อยแล้วฮั่วจื่อเฉินก็เอ่ยทักทาย
“ทุกคนกำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่เหรอ ดูท่าทางสนุกเชียว”
“ก็หนีไม่พ้นเรื่องงานนั่นแหละ เรียนจบมาสองเดือนแล้ว เพื่อนๆ ส่วนใหญ่ก็ได้งานทำกันหมด คนที่สอบต่อปริญญาโทก็สมหวังกันถ้วนหน้า”
ฮั่วจื่อเฉินถือโอกาสนี้แสดงความมีน้ำใจ
“ถ้าใครมีปัญหาเรื่องงานหรือต้องการความช่วยเหลืออะไร บอกผมได้เลยนะ ถ้าช่วยได้ผมยินดีเต็มที่”
เพื่อนคนหนึ่งหัวเราะร่าพลางโบกมือปฏิเสธ
“พอเถอะๆ ใครๆ ก็รู้ว่าคนที่จะเข้าฮั่วซื่อกรุ๊ปได้ต้องระดับหัวกะทิ จบปริญญาโทหรือเอกทั้งนั้น พวกเราแค่ปริญญาตรีต๊อกต๋อย ต่อให้ใช้เส้นนายเข้าไปได้จริง แต่ถ้าทำงานไม่ได้เรื่องก็มีแต่จะทำให้นายขายหน้าเปล่าๆ”
“ใช่ๆ ฮ่าๆๆ พวกเราไม่อยากเอาตัวไปเสี่ยงในสนามรบของฮั่วซื่อกรุ๊ปหรอก สู้พวกระดับเทพไม่ไหว”
ท่ามกลางเสียงหัวเราะเฮฮา เย่ชิงก็กลอกตาไปมาอย่างมีแผนการ จู่ๆ เธอก็โพล่งขึ้นมากลางปล่อง
“จะว่าไปในรุ่นเราก็ยังมีคนที่ตกงานอยู่จริงๆ นะ คุณชายฮั่ว คุณยังจำสวี่หนานเกอได้ไหมคะ ไม่ลองยื่นมือเข้าช่วยเธอหน่อยเหรอ”
ความจริงเย่ชิงกับสวี่อินก็พอจะมีการติดต่อกันบ้างแต่ไม่ได้สนิทสนมอะไรมากนัก
การที่เธอจงใจเปิดประเด็นนี้ขึ้นมากลางโต๊ะอาหารก็เพื่อต้องการจะฉีกหน้าสวี่หนานเกอให้ได้อับอายต่อหน้าธารกำนัล
ใครบ้างจะไม่รู้ว่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ฮั่วจื่อเฉินตามเทียวไล้เทียวขื่อสวี่หนานเกอมาตลอดสี่ปีเต็ม ตั้งแต่ปีหนึ่งยันปีสี่ เรื่องนี้รู้กันทั่วทั้งคณะ
แต่น่าเสียดายที่ฉากจบกลับพลิกล็อก ในวันรับปริญญาฮั่วจื่อเฉินถือช่อดอกไม้ไปขอสวี่อินแต่งงานหน้าตาเฉย
เย่ชิงคิดว่าการขุดเรื่องนี้ขึ้นมาพูดจะเป็นการตอกย้ำความพ่ายแพ้ของสวี่หนานเกอได้อย่างเจ็บแสบ
ทว่าพอเธอพูดจบเธอกลับไม่ทันสังเกตเห็นว่าสีหน้าของทั้งฮั่วจื่อเฉินและสวี่อินต่างก็แข็งทื่อไปในทันที
จะให้แนะนำงานในฮั่วซื่อกรุ๊ปให้สวี่หนานเกออย่างนั้นเหรอ
อย่าว่าแต่ระดับดร.หนานไม่จำเป็นต้องง้องานจากใครเลย เอาแค่สถานการณ์ตอนนี้สวี่อินแทบจะอยากถีบส่งอีกฝ่ายให้ออกไปพ้นจากตระกูลฮั่วใจจะขาด แล้วจะมีทางยอมให้สวี่หนานเกอเข้ามาพัวพันในบริษัทได้ยังไง
สวี่อินก้มหน้าลงซ่อนแววตาไม่พอใจและเลือกที่จะเงียบ
ส่วนฮั่วจื่อเฉินกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว สายตาคมเข้มทอดมองไปยังสวี่หนานเกอด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก
เจียงหมิงที่นั่งฟังอยู่นานทนไม่ไหวอีกต่อไป
“เย่ชิงเธอเป็นบ้าอะไร จะคอยจับผิดคุณสวี่ไปถึงไหน เธอก็รู้อยู่เต็มอกเรื่องระหว่างคุณสวี่กับคุณชายฮั่ว แล้วจะจงใจขุดคุ้ยขึ้นมาพูดให้มันได้อะไรขึ้นมา”
คำพูดที่พุ่งตรงเข้าเป้าของเจียงหมิงทำให้คนทั้งโต๊ะหันมามองเย่ชิงด้วยสายตาตำหนิ
ถ้าเมื่อกี้เธอยังพอจะอ้างได้ว่าทำไปเพราะหวังดีกับเพื่อน แต่ตอนนี้ทุกคนดูออกอย่างชัดเจนแล้วว่าเธอกำลังจงใจหาเรื่องสวี่หนานเกอ
เย่ชิงถูกเจียงหมิงตอกหน้าหงายก็รู้สึกอับอายจนหน้าแดงก่ำ เธอกัดริมฝีปากแน่นด้วยความโกรธจัด จ้องเขม็งไปที่เจียงหมิงก่อนจะตวาดกลับเสียงแหลม
“ฉันก็แค่เห็นว่าสวี่หนานเกอเป็นคนที่ล้มเหลวที่สุดในรุ่นเรา ก็เลยอยากให้คุณชายฮั่วเห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าๆ ช่วยสงเคราะห์เธอหน่อย ตัวเธอเองอาจจะยางอายหนาจนไม่กล้าเอ่ยปากขอความช่วยเหลือก็ได้ ฉันหวังดีแท้ๆ ฉันทำผิดตรงไหนมิทราบ”
คำแก้ตัวน้ำขุ่นๆ นี้แม้จะไม่มีใครเชื่อถือ แต่ก็ยังมีคนพยายามไกล่เกลี่ยสถานการณ์
“เอาเถอะๆ ทุกคนใจเย็นๆ กันหน่อย เจียงหมิงนายก็เหมือนกัน นานๆ เพื่อนฝูงจะมารวมตัวกัน นายจะของขึ้นอะไรขนาดนั้น”
คำพูดเข้าข้างกลายๆ นี้ทำให้เย่ชิงแสร้งบีบน้ำตาคลอเบ้าด้วยความน้อยใจทันที เธอหันไปมองสวี่หนานเกอที่นั่งนิ่งไม่สะทกสะท้านราวกับทองไม่รู้ร้อนแล้วแสยะยิ้มเย็น
“นั่นสิ เจียงหมิงนายจะออกมาดิ้นพราดๆ แทนเขาทำไม หรือว่านายแอบกิ๊กกับสวี่หนานเกออยู่ เลยทนไม่ได้ที่ใครจะมาว่าหวานใจนาย”
เจียงหมิงสะดุ้งโหยงรีบปฏิเสธเสียงหลง
“ฉันเนี่ยนะจะไปคู่ควร! เธออย่ามาพูดจาเลอะเทอะนะ!”
คำปฏิเสธของเจียงหมิงยิ่งเปรียบเสมือนน้ำมันราดลงบนกองไฟในใจของเย่ชิง
เธอแอบชอบเจียงหมิงมานานแต่เขากลับบอกว่าตัวเองไม่คู่ควรกับสวี่หนานเกอ นั่นหมายความว่าในสายตาเขา เธอเทียบสวี่หนานเกอไม่ติดฝุ่นเลยใช่ไหม
เย่ชิงหัวเราะเสียงหยัน
“ทำไมจะไม่คู่ควร ฉันได้ข่าววงในมาว่าสวี่หนานเกอถูกตัดสิทธิ์โควตาเรียนต่อปริญญาโท ตอนนี้ปริญญาโทก็ไม่ได้เรียน งานการก็ยังลอยชายไม่ได้ทำ สมัยเรียนเธอก็ต้องปากกัดตีนถีบทำงานพาร์ตไทม์ส่งตัวเองเรียนไม่ใช่เหรอ ตอนนี้ก็ยังไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่ง ดีแต่ใช้หน้าตาสวยๆ หากินไปวันๆ จะมีประโยชน์อะไร มิน่าล่ะสุดท้ายคุณชายฮั่วถึงได้ตาสว่างไม่เลือกเธอ ดูอย่างสวี่อินสิ เธอได้รับคัดเลือกเป็นนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาของดร.หนานผู้ยิ่งใหญ่เชียวนะ เจียงหมิงนายอย่าคิดว่าตัวเองได้ทำงานรับใช้ดร.หนานแล้วจะวิเศษวิโสกว่าคนอื่น สวี่อินเขาเป็นถึงลูกศิษย์ก้นกุฏิของดร.หนานเขายังไม่เห็นจะมาคุยโม้โอ้อวดเหมือนนายเลย!”
สวี่อินกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อแทบอยากจะพุ่งไปปิดปากเย่ชิงให้รู้แล้วรู้รอด
หลังจากความลับแตกเรื่องที่สวี่หนานเกอคือดร.หนาน เธอก็ต้องจำใจตอบรับคำเชิญเป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยไห่เฉิงจริงๆ แต่เรื่องเรียนต่อปริญญาโทของเธอมันจบเห่ไปตั้งนานแล้ว
การที่เย่ชิงเอาเรื่องนี้มาพูดเยินยอตอนนี้มันไม่ต่างอะไรกับการตบหน้าเธอฉาดใหญ่
เธอขยับตัวทำท่าจะเอ่ยปากเปลี่ยนเรื่องเพื่อกลบเกลื่อนความอับอาย แต่เจียงหมิงกลับเบิกตากว้างหันขวับไปมองสวี่หนานเกอด้วยความตกตะลึงสุดขีดแล้วถามโพล่งขึ้นมาเสียงดัง
“ดร.หนาน! คุณรับสวี่อินเป็นนักศึกษาปริญญาโทของคุณแล้วงั้นเหรอครับ?!”
[จบบท]