บทที่ 14: ผู้ชายหมาๆ
สวี่หนานเกอเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความสนใจ ก่อนจะเอ่ยถาม
“เขาชื่ออะไรเหรอคะ”
เธอยังคงสงสัยใคร่รู้อยู่ไม่น้อยว่าบุคคลปริศนาที่เธอเมมชื่อไว้ในโทรศัพท์ว่า ‘หลานชาย’ แท้จริงแล้วคือใครกันแน่ ด้วยขอบข่ายงานที่เธทำอยู่นั้นกว้างขวางครอบคลุมไปทั่วทุกวงการ ไม่แน่ว่าบางทีพวกเขาอาจจะเคยเดินสวนกันหรือเคยร่วมงานกันมาก่อนแล้วก็เป็นได้
หญิงชรากวักมือเรียกเธอหยอยๆ สวี่หนานเกอจึงให้ความร่วมมือด้วยการโน้มตัวลงและยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้ๆ เพื่อรอฟังความลับ
“ย่าบอกหนูแค่คนเดียวนะ ห้ามเอาไปบอกใครเชียวนะรู้ไหม”
“รับปากค่ะ”
หญิงชรากระแอมไอปรับลำคอให้โล่ง ก่อนจะป้องปากกระซิบเสียงเบา
“ชื่อเล่นของเจ้าเด็กนั่นคือ... เจ้าตูบน้อย”
สวี่หนานเกอทำหน้าว่างเปล่าไปชั่วขณะ
หญิงชราเห็นสีหน้านั้นจึงรีบอธิบายขยายความอย่างตั้งใจ “หลานชายของย่าเกิดปีจอ ตอนที่คลอดออกมาตัวเล็กนิดเดียวหนักแค่สามชั่งสองตำลึงเอง หมอบอกว่าจะเลี้ยงไม่โต ย่าเลยตั้งชื่อแก้เคล็ดให้เขา ชื่อน่าเกลียดแบบนี้จะได้เลี้ยงง่ายๆ โตไวๆ ไงล่ะ”
“...”
สวี่หนานเกอพยายามกลั้นขำจนมุมปากกระตุก
ฟังจากคำพูดของหญิงชราก็พอจะเดาได้ว่าหลานชายของท่านน่าจะมีตำแหน่งเป็นถึงประธานบริษัทใหญ่โต อยากรู้จริงเชียวว่าบรรดาลูกน้องใต้บังคับบัญชาจะรู้ไหมว่าท่านประธานมาดขรึมของพวกเขามีชื่อเล่นสุดแสนจะน่ารักน่าชังว่า ‘เจ้าตูบน้อย’
ขณะที่เธอกำลังคิดจะลองหลอกถามชื่อจริงของเขาดูบ้าง หญิงชราก็ชิงเอ่ยขึ้นมาก่อน
“หลานสะใภ้ เสื้อผ้าที่นี่ไม่สวยถูกใจย่าเลย คืนนี้หนูพาย่ากลับไปเอาเสื้อผ้าที่บ้านสักสองสามชุดได้ไหม”
สวี่หนานเกอเพิ่งได้ยินเสียงข้อความเสียงที่หญิงชราส่งหา ‘หลานชาย’ เมื่อครู่ เธอจึงรู้ว่าคืนนี้หลานชายของอีกฝ่ายก็จะกลับไปที่บ้านนั้นด้วยเช่นกัน
ในเมื่อพวกเธอนัดเจอกันเพื่อคุยเรื่องหย่าอยู่แล้ว การไปที่นั่นย่อมเป็นโอกาสอันดี เธอจึงตอบรับโดยไม่ลังเล
“ได้ค่ะ”
ทั้งสองคนหาร้านอาหารสะอาดตาแถวนั้นเพื่อทานมื้อเที่ยง เดิมทีสวี่หนานเกอตั้งใจจะไปส่งหญิงชรากลับบ้านเพื่อพักผ่อน แล้วตัวเองจะแยกตัวไปดักรอพบฮั่วเป่ยเยี่ยนตามแผน
ทว่าหญิงชรากลับยืนกรานเสียงแข็ง “ย่าไม่เหนื่อยเลยสักนิด ย่าจะไปทำงานเป็นเพื่อนหนู รอหนูเลิกงานแล้วจะได้กลับบ้านพร้อมกัน”
ท่าทางกระตือรือร้นนั้นดูเหมือนกลัวว่าสวี่หนานเกอจะเปลี่ยนใจทิ้งท่านไว้กลางทาง ไม่ยอมกลับไปเอาเสื้อผ้าเป็นเพื่อน
ช่างเป็นคนแก่ที่เอาแต่ใจเหมือนเด็กจริงๆ
สวี่หนานเกอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมตามใจ
หลังจากทานอาหารเสร็จ พวกเธอก็เดินทางมาถึงสถานที่จัดงานการกุศลของหน่วยงานภาครัฐ
สวี่หนานเกอจัดแจงพาหญิงชราไปพักผ่อนที่ห้องรับรองแขก จากนั้นจึงหยิบบัตรประจำตัวนักข่าวของตนออกมาคล้องคอ แล้วเดินเข้าสู่ภายในงานเพื่อหาที่นั่งประจำที่
วันนี้ตามกำหนดการ ฮั่วเป่ยเยี่ยนจะเป็นตัวแทนของฮั่วกรุ๊ปขึ้นเวทีเพื่อมอบเงินบริจาค
เธเลือกที่นั่งตรงกึ่งกลางของแถวหน้าสุด ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เขาสามารถมองเห็นเธอได้อย่างชัดเจนที่สุด
นอกจากนี้เธอยังได้เตี๊ยมกับทางทีมงานผู้จัดไว้เรียบร้อยแล้วว่า ในช่วงถามตอบสื่อมวลชน ขอให้เลือกเธอเป็นคนลุกขึ้นตั้งคำถาม
ต่อหน้าสาธารณชนและสื่อมวลชนมากมาย เธอจะยิงคำถามเพื่อบอกใบ้ให้ฮั่วเป่ยเยี่ยนรู้ตัวว่า เขาควรจะสละเวลาอันมีค่าไปตรวจสอบสถานะการสมรสที่สำนักงานเขตเสียที
จินตนาการถึงสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของฮั่วเป่ยเยี่ยนในตอนนั้นแล้ว สวี่หนานเกอก็รู้สึกรื่นรมย์ขึ้นมาทันที
แผนการของเธอช่างสมบูรณ์แบบ
เมื่อกิจกรรมบนเวทีเริ่มต้นขึ้น พิธีกรก็ประกาศชื่อฮั่วกรุ๊ปอย่างรวดเร็ว
สวี่หนานเกอยืดตัวตรงด้วยความตื่นเต้น สายตาจับจ้องไปที่ทางขึ้นเวที แต่แล้วภาพที่ปรากฏกลับไม่ใช่คนที่เธอรอคอย... เป็นเยี่ยเย่ที่เดินขึ้นมาบนเวทีด้วยท่วงท่ามั่นใจ
เยี่ยเย่ปรายตามองมาทางสวี่หนานเกอแวบหนึ่ง แววตาคู่นั้นแฝงความหมายบางอย่าง ก่อนจะกล่าวผ่านไมโครโฟน
“ต้องขออภัยแขกผู้มีเกียรติทุกท่านครับ วันนี้ท่านประธานฮั่วมีภารกิจด่วนเข้ามาแทรกกะทันหัน แต่ยอดเงินบริจาคในนามฮั่วกรุ๊ปของเราจะยังคงมอบให้ตามจำนวนเดิมทุกประการครับ”
รอยยิ้มมุมปากของสวี่หนานเกอแข็งค้างไปในบัดดล
เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูข้อความ และเห็นข้อความจากจี้หมิงที่ส่งมาเมื่อห้านาทีก่อนหน้านี้
[ลูกพี่ แย่แล้วครับ ตารางงานของฮั่วเป่ยเยี่ยนในช่วงนี้ถูกสั่งเปลี่ยนใหม่หมดยกแผงแบบกะทันหันเลยครับ!]
ผู้ชายคนนี้... นิสัยหมาๆ สมฉายาจริงๆ!
แต่ถ้าจะบอกว่าเขาเปลี่ยนตารางงานเพราะต้องการหลบหน้าเธอ ก็ดูจะหลงตัวเองไปหน่อย ในสายตาของฮั่วเป่ยเยี่ยน เธอเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่ไร้ตัวตน ไม่ได้มีความสำคัญอะไรให้ต้องใส่ใจขนาดนั้น
คาดว่าเขาคงตรวจสอบพบว่าตารางงานส่วนตัวรั่วไหล เพื่อความปลอดภัยจึงต้องสั่งเปลี่ยนแผนกะทันหัน
ให้ตายเถอะ นี่เขากำลังระแวงใครอยู่กันแน่ ถึงได้ระวังตัวแจขนาดนี้
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจทำข่าว สวี่หนานเกอส่งมอบอุปกรณ์และไฟล์สัมภาษณ์ให้กับเพื่อนร่วมงาน นัดแนะให้พวกเขากลับสำนักพิมพ์ไปก่อน
เธอเดินกลับไปรับหญิงชราที่ห้องรับรอง ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังจุดหมายถัดไป นั่นคือโรงงานผลิตรถยนต์แห่งหนึ่ง
ที่นี่เป็นโรงงานสาขาภายใต้การดูแลของฮั่วกรุ๊ป
ฮั่วเป่ยเยี่ยนอาจจะยกเลิกกำหนดการอื่นได้ตามใจชอบ แต่การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงงานระดับปฏิบัติการที่มีพนักงานเป็นพันคนรออยู่แบบนี้ ทางโรงงานได้เตรียมการต้อนรับไว้พร้อมสรรพ เขาไม่มีทางเปลี่ยนแปลงกะทันหันได้แน่นอน เพราะนั่นเท่ากับเป็นการไม่ให้เกียรติคนทำงาน
และก็เป็นไปตามคาด เธอและหญิงชรานั่งจิบกาแฟรออยู่ในร้านหน้าโรงงานได้เพียงครู่เดียว ก็เห็นขบวนรถหรูนำโดยเบนท์ลีย์สีดำเงาวับแล่นผ่านป้อมยามเข้าไป
สวี่หนานเกอฝากพนักงานร้านช่วยดูแลหญิงชราครู่หนึ่ง แล้วเธอก็เดินตรงดิ่งไปยังประตูโรงงาน
เธอหยิบบัตรพนักงานชั่วคราวของโรงงานแห่งนี้ยื่นให้ยามหน้าประตู ยามเพียงปรายตามองแล้วก็ส่ายหน้า
“ขอโทษครับ วันนี้คุณผู้ช่วยเยี่ยกำชับมาเป็นพิเศษว่า ระหว่างที่ท่านประธานเดินตรวจงาน ห้ามพนักงานส่งอาหาร ช่างซ่อมบำรุง รวมถึงเด็กฝึกงานและพนักงานชั่วคราวเข้าออกพื้นที่เด็ดขาด”
“...”
สวี่หนานเกอกลอกตาขึ้นฟ้า เธอรู้อยู่แล้วเชียวว่าจะต้องมาไม้นี้!
เยี่ยเย่นี่ก็ขยันหาวิธีสารพัดมาขัดขวางไม่ให้เธอเข้าถึงตัวฮั่วเป่ยเยี่ยนจริงๆ ช่างเป็นผู้ช่วยที่จงรักภักดีจนน่าหมั่นไส้
สวี่หนานเกอยกยิ้มมุมปากอย่างท้าทาย เธอล้วงกระเป๋าหยิบบัตรประจำตัวอีกใบออกมาแสดง ทันทีที่ยามเห็นบัตรใบนั้น เขาก็รีบชิดเท้าทำความเคารพ ยืดตัวตรงเป๊ะ สายตาเปลี่ยนจากเฉยชาเป็นเลื่อมใสในทันที
“เชิญด้านในครับท่าน”
สวี่หนานเกอเก็บ 'บัตรผ่าน' ใบสำคัญลงกระเป๋า แล้วเดินผ่านประตูเข้าไปอย่างสง่าผ่าเผย
เธอใช้เวลาไม่นานก็หาตัวเป้าหมายเจอ
ร่างสูงของฮั่วเป่ยเยี่ยนกำลังเดินตรวจตราภายในห้องปฏิบัติการโดยมีผู้จัดการโรงงานคอยประกบซ้ายขวา บรรดาคนงานทั้งหมดถูกกันให้รออยู่ด้านนอก ทางเข้าออกมีบอดี้การ์ดชุดดำยืนเฝ้าแน่นหนา หมดสิทธิ์ที่จะฝ่าวงล้อมเข้าไปได้
สวี่หนานเกอทำได้เพียงยืนมองเขาผ่านกระจกใสบานใหญ่จากระยะไกล
ชายหนุ่มในชุดสูทตัดเย็บประณีต ใบหน้าหล่อเหลาคมคายและบุคลิกที่ดูสูงส่งภูมิฐาน ตัดกับบรรยากาศดิบเถื่อนของเครื่องจักรโลหะและแสงไฟสลัวในโรงงาน กลายเป็นภาพองค์ประกอบศิลป์ที่งดงามราวกับฉากในภาพยนตร์
เขาตั้งใจฟังรายงานจากผู้จัดการโรงงานด้วยสีหน้าจริงจัง นานๆ ครั้งจึงจะเอ่ยถามหรือแสดงความคิดเห็น ซึ่งทุกครั้งที่เขาพูด ผู้จัดการโรงงานจะมีสีหน้าทึ่งและพยักหน้าหงึกหงัก ผ่านไปเพียงไม่กี่นาที ดูเหมือนผู้จัดการโรงงานคนเก่าแก่จะยอมสยบต่อบารมีของผู้กุมอำนาจคนใหม่คนนี้อย่างราบคาบ
ทันใดนั้น ราวกับมีกระแสจิตสื่อถึงกัน ชายหนุ่มค่อยๆ หันหน้ามาทางกระจกใส และสบตาเข้ากับสวี่หนานเกอพอดี
สวี่หนานเกอยิ้มกว้างพร้อมกับยกมือขึ้นโบกทักทาย
ฮั่วเป่ยเยี่ยนขมวดคิ้วมุ่นทันที ก่อนจะละสายตากลับไปอย่างเย็นชา
วินาทีต่อมา เยี่ยเย่ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ก็เดินปรี่เข้ามาที่หน้าต่าง แล้วกระชากสายดึงมู่ลี่ลงมาจนสุด ปิดกั้นการมองเห็นจากโลกภายนอกโดยสมบูรณ์
สวี่หนานเกอยืนนิ่งค้าง พูดไม่ออกบอกไม่ถูก
สุดท้ายเธอก็ถูกบอดี้การ์ด 'เชิญ' ตัวออกมาที่หน้าโรงงานอีกครั้ง เยี่ยเย่ยืนเท้าสะเอวรออยู่หน้าป้อมยาม กำลังดุด่าพนักงานรักษาความปลอดภัยเสียงดัง
“ผมสั่งแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าเด็กฝึกงานและพนักงานชั่วคราวห้ามเข้ามาในนี้!”
ยามก้มหน้าตอบเสียงสั่น “แต่เธอไม่ใช่พนักงานชั่วคราวธรรมดานะครับคุณเยี่ย เธอคือ...”
เยี่ยเย่แค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ขัดจังหวะอย่างไม่ไยดี “เธอก็ต้องไม่ธรรมดาอยู่แล้ว...”
คนธรรมดาที่ไหนจะวิ่งรอกทำงานร้อยแปดพันเก้าอย่างพร้อมกันขนาดนี้ได้ ถ้าไม่ใช่พวกมิจฉาชีพก็คงเป็นสายลับ!
เยี่ยเย่รู้สึกรำคาญผู้หญิงคนนี้จนถึงขีดสุด เขาหันขวับมาจ้องหน้าสวี่หนานเกอแล้วตะคอกใส่
“คุณสวี่ ก่อนหน้านี้เจ้านายของผมไม่อยากจะถือสาหาความคุณ แต่คุณกลับไม่รู้จักเจียมตัว ยังตามมาตอแยเจ้านายไม่เลิก ถ้าคุณยังกล้ามาเสนอหน้าให้เจ้านายเห็นอีก เราจะแจ้งตำรวจจับคุณข้อหาก่อกวนความสงบ!”
สวี่หนานเกอถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยหน่าย “ถ้าไม่อยากให้ฉันตามตอแย ก็ช่วยเจียดเวลาไปตรวจสอบที่สำนักงานเขตหน่อยเถอะค่ะ ฉันกับคุณฮั่วเป็นสามีภรรยากันจริงๆ จดทะเบียนกันถูกต้องตามกฎหมาย ทำไมพวกคุณถึงไม่ยอมเชื่อความจริงกันบ้าง”
เยี่ยเย่เบ้ปากมองเหยียด “กฎหมายการจดทะเบียนสมรสในประเทศเราเข้มงวดจะตาย ต้องใช้เอกสารครบถ้วน ที่สำคัญคือเจ้าตัวต้องไปเซ็นชื่อด้วยตัวเอง ไม่เคยมีกรณีที่เจ้าตัวไม่ไปแต่จดทะเบียนได้ เรื่องโกหกพกลมที่คุณปั้นน้ำเป็นตัวขึ้นมาเนี่ย มันเหลือเชื่อจนน่าขำ นอกจากคนสติไม่ดีเท่านั้นแหละที่จะเชื่อคำพูดเหลวไหลของคุณ!”
“...”
สวี่หนานเกอจนปัญญาจะอธิบายกับคนพวกนี้จริงๆ
เธอผายมือยักไหล่ ตอบกลับด้วยน้ำเสียงปลงตก “ถ้าอย่างนั้นฉันก็คงต้องตามตอแยต่อไปจนกว่าพวกคุณจะเชื่อ”
เยี่ยเย่แสยะยิ้มมุมปากอย่างดูแคลน “คิดว่าเจ้านายของพวกเราเป็นคนว่างงานที่คุณนึกอยากจะเจอเมื่อไหร่ก็เจอได้งั้นเหรอ ผมขอสาบานเลยนะ ถ้าปล่อยให้คุณเข้าถึงตัวเจ้านายได้อีก ก็ถือว่าผมเป็นผู้ช่วยที่ไร้ความสามารถ! ถึงตอนนั้นผมจะยอมไลฟ์สดกินขี้โชว์ให้ดูเลย!”
สวี่หนานเกอคร้านจะต่อปากต่อคำด้วย เธอหมุนตัวเดินจากไปเงียบๆ
ดูท่าทางวันพรุ่งนี้เธอคงต้องงัดไม้ตายออกมาใช้เสียแล้ว
หลังจากกลับไปรับหญิงชราที่ร้านกาแฟ สวี่หนานเกอก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาส่งข้อความหาคนที่เธอเมมชื่อว่า ‘หลานชาย’
[พระพันปีของนายบ่นอยากกลับบ้านไปเอาเสื้อผ้าสักสองสามชุด บ้านนายอยู่ที่ไหน ส่งโลเคชั่นมาหน่อย]
อีกฝ่ายส่งพิกัดตำแหน่งกลับมาให้อย่างรวดเร็วราวกับรออยู่แล้ว
ตามด้วยข้อความสั้นๆ อีกหนึ่งประโยค [ผมใกล้จะทำธุระเสร็จแล้ว พวกคุณอยู่ที่ไหน เดี๋ยวผมวนรถไปรับ]
สวี่หนานเกอกดเปิดดูแผนที่พิกัดนั้นแวบหนึ่ง แล้วดวงตาของเธอก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง
‘คฤหาสน์วันนัมเบอร์วัน’
นี่มัน... บ้านตระกูลฮั่วนี่นา!
[จบบท]