บทที่ 213: แผนการตื้นเขิน
“เชิญทางนี้ค่ะ นักวิจัยหลี่”
ฮั่วซือฉิงเดินนำทางด้วยกิริยาท่าทางที่ดูนอบน้อมและสุภาพเป็นพิเศษ รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอฉาบเคลือบไปด้วยความกระตือรือร้น ในขณะที่ชายหนุ่มผู้ถูกขนานนามว่า ‘นักวิจัยหลี่’ ก้าวเดินตามมาติดๆ
ชายหนุ่มผู้มาใหม่กวาดสายตามองไปรอบห้องพักฟื้นระดับวีไอพี ความโอ่อ่าและความหรูหราของเครื่องเรือนภายในห้องทำให้เขาถึงกับชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาของเขาฉายแววตื่นตะลึงกับความมั่งคั่งของตระกูลฮั่ว ก่อนจะดึงสติกลับมาและหันไปมองกลุ่มคนที่ยืนรออยู่
สายตาของเขาไล่มองสมาชิกในตระกูลฮั่วทีละคน จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่ร่างระหงของหญิงสาวคนหนึ่ง
สวี่หนานเกอ
นักวิจัยหลี่ชะงักค้างไปเล็กน้อย คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันอย่างใช้ความคิด
ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน เขาเคยมีวาสนาได้พบกับบุคคลระดับตำนานอย่าง ‘นักวิจัยโนราห์’ เพียงครั้งเดียว น่าเสียดายที่ในตอนนั้นเขาเห็นเพียงเสี้ยวหน้าด้านข้างของเธอเท่านั้น ทว่าภาพจำนั้นยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำ
ผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าคนนี้ ช่างมีเค้าโครงหน้าคล้ายคลึงกับนักวิจัยโนราห์คนนั้นเหลือเกิน
ทางด้านสวี่หนานเกอเองก็จ้องมองชายหนุ่มผู้มาจากสถาบันวิจัยด้วยสายตาพิจารณา ดวงตาคู่สวยฉายแววเคลือบแคลงสงสัย
คณบดีของสถาบันวิจัยที่เมืองหลวงมีชื่อว่า ‘ฟ่านฟาน’ ซึ่งเป็นคนที่เธอรู้จักคุ้นเคยเป็นอย่างดี และปกติแล้วเขาจะเป็นคนนำยาตัวอย่างมาส่งให้เธอด้วยตัวเองเสมอเพื่อความปลอดภัยและเป็นความลับ แต่ทำไมวันนี้คนที่โผล่มาถึงกลายเป็นนักวิจัยแซ่หลี่ที่เธอไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อน
ในขณะที่ความสงสัยกำลังก่อตัวขึ้นในใจของสวี่หนานเกอ เสียงหวานๆ ของฮั่วซือฉิงก็ดังแทรกขึ้นมาเพื่อแนะนำแขกผู้มาใหม่
“คุณปู่ คุณพ่อ คุณอาเล็กคะ ท่านนี้คือนักวิจัยหลี่ที่หนูเคยเล่าให้ฟังค่ะ เขาเป็นญาติฝั่งแฟนหนูเอง ตอนนี้ทำงานเป็นนักวิจัยระดับสูงอยู่ที่สถาบันวิจัยในเมืองหลวงค่ะ”
เมื่อสิ้นเสียงแนะนำตัว เธอก็หันกลับมามองสวี่หนานเกอ รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอดูเหมือนจะฉีกกว้างขึ้นจนดวงตาหยีลง แต่มันกลับเป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา
“อาสะใภ้เล็กคะ จำได้ไหมคะที่ก่อนหน้านี้คุณเคยบอกว่าได้ส่งประวัติการรักษาของคุณทวดไปให้ทางสถาบันวิจัยพิจารณา แต่ทางนั้นเขามีกฎเกณฑ์การคัดกรองที่เข้มงวดมาก ไม่มีการใช้เส้นสายใดๆ ทั้งสิ้น เรื่องนี้เป็นความจริงนะคะ เมื่อกี้พี่หลี่เพิ่งเล่าให้หนูฟังระหว่างทางเดินเข้ามาว่า ตระกูลสวี่ที่เป็นหนึ่งในห้าตระกูลมหาอำนาจแห่งเมืองหลวง จู่ๆ ก็ติดต่อขอโควตาการรักษากับคณบดีของพวกเขา พอคณบดีฟ่านทราบเรื่อง เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาและปัญหาความวุ่นวาย ถึงกับต้องรีบบินหนีมาหลบที่เมืองไห่เฉิงทั้งคืนเลยค่ะ เพราะฉะนั้นโควตาลองยาตัวใหม่ในครั้งนี้ มันหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีกนะคะ”
นักวิจัยหลี่ที่ยืนฟังอยู่ด้านข้างลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ เมื่อได้ยินบทสนทนา
ระดับนักวิจัยโนราห์ถ้าต้องการโควตาสักที่หนึ่ง เพียงแค่เอ่ยปากคำเดียวก็แทบจะมีคนประเคนให้ถึงที่ ไม่มีความจำเป็นต้องส่งเอกสารประวัติการรักษาไปให้พิจารณาด้วยซ้ำ
ดูท่าว่าเขาคงจะจำคนผิดไปเอง ผู้หญิงตรงหน้าคงไม่ใช่คนคนนั้น
เมื่อคิดได้ดังนั้น นักวิจัยหลี่จึงปรับสีหน้าให้ดูเป็นงานเป็นการ ก่อนจะเอ่ยเสริมขึ้นด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
“หลักๆ เป็นเพราะยาตัวใหม่ที่คุณโนราห์วิจัยออกมาในครั้งนี้มีต้นทุนการผลิตที่สูงลิบลิ่วครับ ทางสำนักงานใหญ่จึงอนุมัติโควตาให้ประเทศจีนเพียงแค่ห้าสิบที่เท่านั้น ที่สำคัญคือคุณโนราห์จะเป็นผู้คัดเลือกผู้ป่วยด้วยตัวเองทุกเคส ดังนั้นในครั้งนี้การใช้เส้นสายจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยครับ ถ้าไม่ใช่เพราะผมเห็นแก่ความกตัญญูของคุณฮั่วซือฉิงที่พยายามเพื่อคุณทวด ผมคงไม่กล้าเอาหน้าที่การงานไปเสี่ยงขอร้องให้คณบดีมอบโควตาพิเศษนี้ให้ผมหรอกครับ”
ฮั่วซือฉิงรีบประสานมือแสดงความขอบคุณทันที “ขอบคุณพี่หลี่มากจริงๆ นะคะ หนูทราบดีค่ะว่าโควตานี้มันมีค่ามากขนาดไหน ครั้งนี้พี่ช่วยชีวิตครอบครัวเราไว้แท้ๆ”
ฮั่วหยวนเจี๋ยและฮั่วเป่าเจียงที่ยืนฟังอยู่ต่างก็รีบกล่าวขอบคุณและยกย่องในความสามารถของฮั่วซือฉิงและนักวิจัยหลี่กันยกใหญ่
ท่ามกลางบรรยากาศแห่งการสรรเสริญเยินยอ สวี่หนานเกอลอบมองกระเป๋าเก็บความเย็นในมือนักวิจัยหลี่เพียงแวบเดียว
มุมปากของเธอกระตุกยิ้มเยาะออกมาบางเบา
ยาในกระเป๋านั้นคือยาเฉพาะทางที่เธอเป็นคนวิจัยออกมากับมือจริงๆ ฉลากยาที่ปิดผนึกอยู่บนหลอดยังคงเป็นโลโก้บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพของพวกเธออย่างชัดเจน
สถาบันวิจัยที่เมืองหลวงทำงานกันแบบนี้หรือ มีการแอบอ้างสิทธิ์และเล่นตุกติกกันลับหลังแบบนี้ด้วยหรือนี่
ดูเหมือนเธอจะต้องจัดการสังคายนาองค์กรเสียหน่อยแล้ว
ยังไม่ทันที่สวี่หนานเกอจะได้พูดอะไร นักวิจัยหลี่ก็รีบตัดบทเพื่อเริ่มขั้นตอนการรักษา
“ยาตัวนี้ของคุณโนราห์มีประสิทธิภาพสูงมากครับ ผมว่าเราอย่ารอช้า รีบฉีดให้ฮั่วฮูหยินผู้เฒ่าลองดูสักเข็มก่อนดีกว่าไหมครับ”
ทุกคนต่างรีบหลีกทาง เปิดช่องว่างให้นักวิจัยหลี่เดินเข้าไปที่ข้างเตียงผู้ป่วยอย่างสะดวก
เขาหยิบหลอดยาออกมาจากกระเป๋าเก็บความเย็นอย่างระมัดระวัง บรรจงฉีดตัวยาใสๆ เข้าไปที่เส้นเลือดบริเวณแขนของฮั่วฮูหยินผู้เฒ่าอย่างช้าๆ
หญิงชราบนเตียงจ้องมองการกระทำนั้นด้วยแววตาเลื่อนลอย สักพักเปลือกตาของเธอก็เริ่มหนักอึ้ง ความง่วงงุนเข้าจู่โจมอย่างกะทันหัน จนกระทั่งเธอหาวออกมาวอดใหญ่และหลับตาลง เข้าสู่ห้วงนิทราไปในที่สุด
นักวิจัยหลี่รีบอธิบายเพื่อคลายความกังวลของทุกคน “ไม่ต้องตกใจนะครับ ยาตัวนี้ของคุณโนราห์มีส่วนผสมของยากล่อมประสาทอ่อนๆ วัตถุประสงค์หลักคือต้องการให้สมองของผู้ป่วยได้พักผ่อนและฟื้นฟูตัวเองในขณะหลับ อีกประมาณหนึ่งชั่วโมง เมื่อฮั่วฮูหยินผู้เฒ่าตื่นขึ้นมา อาการต่างๆ จะเริ่มดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดครับ”
เสียงถอนหายใจด้วยความโล่งอกดังขึ้นรอบห้อง
ฮั่วซือฉิงสบโอกาสจึงรีบเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเกรงใจ “พี่หลี่คะ ในห้องนี้คนเยอะขนาดนี้ จะรบกวนการทำงานหรือเปล่าคะ มันดูไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่เลย”
นักวิจัยหลี่รับลูกต่อทันทีราวกับเตี๊ยมกันมา “ใช่ครับ ผู้ป่วยในระยะนี้ต้องการความเงียบสงบเป็นอย่างมาก ผมเกรงว่าอาจจะต้องเชิญทุกคนออกไปรอข้างนอกก่อน ผมจำเป็นต้องเฝ้าสังเกตอาการและบันทึกค่าสัญญาณชีพต่างๆ อย่างใกล้ชิด ขอแค่คุณหนูฮั่วซือฉิงอยู่ช่วยหยิบจับอุปกรณ์ให้ผมสักคนก็พอแล้วครับ”
ดวงตาของสวี่หนานเกอฉายแววเย็นชาทันทีเมื่อได้ยิน
นี่พวกเขากำลังวางแผนที่จะกันคนอื่นออกไป เพื่อที่จะได้ควบคุมคุณย่าไว้ในกำมือของตัวเองอีกแล้วสินะ
หญิงสาวก้าวออกมาข้างหน้า แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ถ้าต้องการเก็บข้อมูล ฉันสามารถช่วยจดบันทึกให้ได้ค่ะ”
ทันทีที่สิ้นเสียง ฮั่วซือฉิงก็แหวขึ้นมาทันที “อาสะใภ้เล็กคะ ทำไมคุณถึงพูดไม่รู้เรื่องแบบนี้ ข้อมูลการรักษาของผู้ป่วยในโครงการวิจัยถือเป็นความลับสุดยอดนะคะ มันเกี่ยวข้องกับสิทธิบัตรและเทคโนโลยีหลักของทางสถาบัน จะให้คนนอกอย่างคุณมารู้เห็นไม่ได้หรอกค่ะ ต้องเป็นเจ้าหน้าที่ของพวกเขาเท่านั้น คุณพูดจาแบบนี้ไม่เท่ากับกำลังบีบให้นักวิจัยหลี่ลำบากใจแย่หรือคะ”
นักวิจัยหลี่ยิ้มมุมปาก สีหน้ายังคงดูสุภาพอ่อนโยนแต่แววตากลับแข็งกร้าวและแฝงคำขู่ไว้อย่างชัดเจน
“คุณผู้หญิงครับ ครั้งนี้ผมต้องเอาตำแหน่งหน้าที่การงานไปเสี่ยงเพื่อขอโควตาพิเศษนี้มาให้ฮั่วฮูหยินผู้เฒ่า การบันทึกข้อมูลทุกอย่างต้องส่งรายงานกลับไปที่สำนักงานใหญ่ ถ้าคุณไม่ให้ความร่วมมือ ผมคงต้องขอยกเลิกการรักษาและนำโควตานี้ไปให้คนอื่นที่เขาพร้อมกว่านี้นะครับ”
คำขู่นั้นได้ผลชะงัด ฮั่วเป่าเจียงตวาดลั่นด้วยความโมโหทันที
“นังหนู! เธอจะมาสาระแนอะไรตรงนี้ ออกไปให้พ้นหน้าเดี๋ยวนี้เลยนะ เธออยากจะให้แม่ฉันตายหรือยังไง”
ฮั่วหยวนเจี๋ยผสมโรงด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันและเย็นชา “ฮั่วเป่ยเยี่ยน ปกตินายสร้างภาพว่าเป็นหลานกตัญญูที่สุดนี่นา หรือเพราะพินัยกรรมที่คุณย่าระบุว่ายกหุ้นทั้งหมดให้นายถ้าท่านเป็นอะไรไป นายเลยจงใจให้เมียมาขัดขวางการรักษา นายคงไม่ได้คิดจะแช่งคุณย่าใช่ไหม”
สวี่หนานเกอขมวดคิ้วแน่น ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเตรียมจะโต้กลับ แต่ทว่าฝ่ามือหนาที่อบอุ่นของฮั่วเป่ยเยี่ยนกลับเอื้อมมากุมมือเธอไว้เสียก่อน
ชายหนุ่มมีสีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ เขาพูดสั้นๆ เพียงประโยคเดียว “พวกเราออกไปก่อน”
พูดจบเขาก็รั้งร่างของสวี่หนานเกอให้เดินตามเขาออกจากห้องไปโดยไม่หันกลับมามอง
ฮั่วเป่าเจียงและฮั่วหยวนเจี๋ยเห็นดังนั้นจึงยอมเดินตามออกมาด้วยสีหน้าพึงพอใจ
เมื่อออกมาด้านนอก ฮั่วหยวนเจี๋ยเดินตามหลังทั้งคู่มาพร้อมกับรอยยิ้มแห่งผู้ชนะ เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงลำพองใจ
“เป่ยเยี่ยน ฉันว่าช่วงนี้นายกับเมียย้ายกลับไปนอนที่เรือนหลักน่าจะดีกว่านะ ทางนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกเราดูแลเอง นักวิจัยหลี่เขามีสัญญารักษาความลับที่เคร่งครัดมาก คุณพ่อครับ เพื่อไม่ให้ซือฉิงต้องลำบากใจ ผมเสนอว่านอกจากป้าฟางแล้ว คนรับใช้คนอื่นๆ ก็ควรย้ายออกไปให้หมด ถ้าวันไหนนักวิจัยหลี่อนุญาต เราค่อยมาเยี่ยมท่านแค่วันละครั้งก็พอครับ”
ฮั่วเป่าเจียงพยักหน้าเห็นดีเห็นงาม “ฉันเห็นด้วย ต้องทำตามที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ”
เขามองไปที่ฮั่วเป่ยเยี่ยน เตรียมจะหาคำพูดมาบังคับให้ลูกชายคนเล็กยอมทำตาม แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น
สวี่หนานเกอกำลังจะอ้าปากคัดค้าน แต่ฮั่วเป่ยเยี่ยนกลับพยักหน้ารับอย่างง่ายดาย
“ตกลงครับ”
คำตอบรับนั้นทำให้สวี่หนานเกอถึงกับชะงัก เธอเงยหน้ามองเสี้ยวหน้าด้านข้างของชายหนุ่มอย่างไม่เข้าใจ แต่เมื่อเห็นแววตาที่สงบนิ่งของเขา เธอก็เลือกที่จะเงียบ
ฮั่วเป่ยเยี่ยนเป็นคนรอบคอบและมีเหตุผลเสมอ การที่เขายอมถอยง่ายๆ แบบนี้ แสดงว่าเขาต้องมีแผนรับมือเตรียมไว้แล้วแน่นอน
เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอจึงยอมเดินตามหลังฮั่วเป่ยเยี่ยนออกจากตัวตึกไปอย่างว่าง่าย
และก็เป็นไปตามคาด ที่มุมหนึ่งของสวน เยี่ยเย่ผู้ช่วยคนสนิทกำลังยืนรอพวกเขาทั้งสองคนอยู่
สวี่หนานเกอรีบเดินเข้าไปประชิดตัวสามี แล้วถามด้วยน้ำเสียงจริงจังทันที “บอกมาเถอะ คุณวางแผนอะไรไว้ คุณจะวางใจปล่อยให้คุณย่าอยู่กับคนพวกนั้นตามลำพังได้จริงๆ หรือ”
ในขณะเดียวกันนั้นเอง
ที่บริเวณหน้าประตูรั้วเหล็กดัดบานใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลฮั่ว
รถยนต์หรูสีดำขลับคันหนึ่งเคลื่อนตัวเข้ามาจอดเทียบท่าอย่างนุ่มนวล ชายวัยกลางคนผู้มีบุคลิกภูมิฐานนั่งสงบนิ่งอยู่ที่เบาะหลัง ส่วนสวี่ฉือมั่วเปิดประตูรถกระโดดลงมาด้วยความกระฉับกระเฉง ก่อนจะเดินตรงไปเคาะประตูเหล็กเสียงดังลั่น
“นั่นใคร” รปภ. ของตระกูลฮั่วตะโกนถามเสียงเข้ม
สวี่ฉือมั่วยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มนั้นดูมั่นใจและทรงอำนาจ ก่อนจะเอ่ยประกาศนามเสียงดังฟังชัด
“ไปเรียนฮั่วเป่ยเยี่ยนว่า นายท่านสามแห่งตระกูลสวี่... มาขอพบ!”
[จบบท]