บทที่ 3: สามีผู้ไม่รู้จักฉัน
ความเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศภายในคฤหาสน์ดูเหมือนจะถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิงด้วยประตูบานกระจกหนาที่กั้นระหว่างห้องรับรองอันหรูหราและระเบียงทางเดินอันเงียบสงบ
สวี่หนานเกอยืนนิ่ง สายตาของเธอจับจ้องไปที่ชายหนุ่มร่างสูงตรงหน้าอย่างไม่วางตา เธอพยายามสังเกตทุกรายละเอียดบนใบหน้าหล่อเหลานั้นเพื่อดูว่าเขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร
ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมาคือความเงียบงันและบรรยากาศที่เย็นยะเยือกยิ่งกว่าเดิม
ทันทีที่สิ้นเสียงคำว่า ‘สามี’ รังสีความเย็นชาก็แผ่ซ่านออกมาจากตัวของฮั่วเป่ยเยี่ยนจนคนรอบข้างแทบจะสัมผัสได้ ดวงตาสีรัตติกาลคู่นั้นทอประกายลึกล้ำและว่างเปล่า ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดๆ เขาเพียงแค่ปรายตามองเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวทำท่าจะเดินกลับเข้าไปในงานเลี้ยงอย่างไม่ไยดี
สวี่หนานเกอไม่รอช้า เธอรีบก้าวเท้าเข้าไปขวางทางเขาไว้อย่างรวดเร็ว
ฮั่วเป่ยเยี่ยนหยุดชะงัก คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “หลีกไปครับ”
เสียงของเขาทุ้มลึกและน่าฟังอย่างประหลาด น้ำเสียงนั้นเปี่ยมไปด้วยความสุภาพแต่กลับสร้างระยะห่างที่ไม่อาจเอื้อมถึง มันเป็นน้ำเสียงที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจจนทำให้คนฟังรู้สึกอยากจะยืนฟังเขาพูดต่อไปเรื่อยๆ อย่างน่าประหลาด
สวี่หนานเกอเริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล เธอเอียงคอเล็กน้อยแล้วถามด้วยความสงสัย “คุณ... ไม่รู้จักฉันเหรอคะ”
ฮั่วเป่ยเยี่ยนก้มมองเธอด้วยสายตาเรียบเฉย “ผมจำเป็นต้องรู้จักคุณด้วยเหรอ”
ความจริงแล้ว ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในบ้านตระกูลสวี่ เขาก็สัมผัสได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่คอยลอบมองเขาอยู่ตลอดเวลา
มันเป็นสายตาที่เปิดเผย ตรงไปตรงมา และใสซื่อ ไม่เหมือนกับสายตาของคนอื่นๆ ในงานที่มองมาด้วยความโลภและประจบสอพลอจนน่ารำคาญ
ด้วยความสงสัย เขาจึงเผลอหันไปมองเจ้าของสายตานั้นอยู่หลายครั้ง
เธอเป็นผู้หญิงที่สวยสะดุดตา ผิวขาวจัดตัดกับผมสีเข้ม ดวงตาดอกท้อคู่สวยที่ประดับด้วยไฝเสน่ห์เล็กๆ ที่หางตานั้นดูโฉบเฉี่ยวแต่กลับไม่ดูยั่วยวนจนเกินงาม แม้เธอจะยืนเงียบๆ อยู่ในมุมมืดของงาน แต่บุคลิกของเธอกลับดูดื้อรั้นและถือดีอย่างปิดไม่มิด
และเมื่อเธอรู้ตัวว่าถูกเขาจับได้ เธอก็ไม่ได้หลบตา กลับจ้องมองเขาตอบอย่างท้าทาย
ตอนแรกเขาคิดว่าเธอคงจะแตกต่างจากผู้หญิงพวกนั้นที่จ้องจะจับเขา แต่ใครจะไปคิดว่าเธอจะใจกล้ายิ่งกว่า เพราะเล่นเดินดุ่มๆ เข้ามาแล้วเรียกเขาว่าสามีหน้าตาเฉย...
แววตาของฮั่วเป่ยเยี่ยนเริ่มฉายแววรำคาญใจ เขาขยับเนคไทเล็กน้อยก่อนจะพูดเสียงเข้มขึ้น “คุณครับ ผมแต่งงานแล้ว กรุณาให้เกียรติตัวเองด้วย”
สวี่หนานเกอยืนนิ่งงันไปชั่วขณะ
ผู้ชายคนนี้แสดงออกชัดเจนว่าไม่รู้จักเธอ แต่กลับยืนยันเสียงแข็งว่าแต่งงานแล้ว... หรือว่าระบบทะเบียนราษฎร์จะรวน? หรือเจ้าหน้าที่พิมพ์ชื่อผิด?
เธอตัดสินใจถามออกไปตรงๆ “ถ้าอย่างนั้นภรรยาของคุณคือใครเหรอคะ”
“ไม่ใช่เรื่องของคุณ”
คำตอบสั้นๆ ห้วนๆ แต่บาดลึก
สวี่หนานเกอไม่ยอมแพ้ เธอล้วงเอาสำเนาใบทะเบียนสมรสที่พับเก็บไว้ออกมา แล้วคลี่กางส่งให้เขาดู “คุณฮั่วคะ ลองดูนี่ก่อนค่ะ ผู้ชายในรูปนี้คือคุณใช่ไหมคะ”
ฮั่วเป่ยเยี่ยนปรายตามองกระดาษแผ่นนั้นแวบหนึ่ง สายตาคมกริบหยุดอยู่ที่ชื่อฝ่ายหญิง: สวี่หนานเกอ
เขาเงยหน้าขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่ดูเย้ยหยัน “คุณสวี่ครับ การถ่ายเอกสารใบหนึ่งมันไม่ได้แพงอะไรเลย ถ้าคิดจะทำของปลอมมาหลอกคนอื่น อย่างน้อยก็น่าจะลงทุนทำให้มันเนียนกว่านี้หน่อยนะครับ”
พูดจบเขาก็ไม่สนใจเธออีก ฮั่วเป่ยเยี่ยนเปลี่ยนทิศทางเดินเลี่ยงออกจากสวนหย่อม มุ่งหน้าตรงไปยังลานจอดรถทันที
“เดี๋ยวสิคุณ!” สวี่หนานเกอรีบวิ่งตามไป เธอต้องคุยให้รู้เรื่อง แต่ยังไม่ทันถึงตัวเขา ชายชุดดำร่างยักษ์สองคนก็โผล่มาจากไหนไม่รู้ เข้ามาขวางทางเธอไว้แน่นหนา
สวี่หนานเกอจำต้องหยุดยืนอยู่กับที่ เธอทำได้แค่ตะโกนไล่หลังเขาไป “คุณฮั่ว! นี่ของจริงนะคะ! ถ้าไม่เชื่อคุณไปเช็กที่เขตได้เลย...”
แต่ฮั่วเป่ยเยี่ยนไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง เขาเปิดประตูรถแล้วก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่ก่อนที่รถจะเคลื่อนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว
ทิ้งให้ผู้ช่วยส่วนตัวของเขายืนรับหน้าอยู่ด้านหลัง ผู้ช่วยหนุ่มเดินกลับเข้ามาในงานและสวนกับสวี่อินที่เดินออกมาด้วยท่าทีรีบร้อน
สวี่อินเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจากระยะไกล แม้จะไม่ได้ยินบทสนทนา แต่ภาพที่สวี่หนานเกอวิ่งตามรถของฮั่วเป่ยเยี่ยนออกไปนั้นก็เพียงพอที่จะทำให้เธอเดาเรื่องราวได้ เธอรีบปั้นหน้าตกใจแล้วถามผู้ช่วยทันที “เกิดอะไรขึ้นคะ ทำไมคุณฮั่วถึงรีบกลับ มีใครทำอะไรให้ท่านไม่พอใจหรือเปล่า”
ผู้ช่วยส่วนตัวยิ้มอย่างมืออาชีพ “เปล่าครับ ท่านประธานมีธุระด่วนต้องไปจัดการกะทันหัน เลยฝากผมมาลาผู้ใหญ่ในงาน รบกวนคุณสวี่อินช่วยเรียนคุณพ่อด้วยนะครับ”
ในเมื่อเจ้านายไม่ได้สั่งให้จัดการอะไร ก็แสดงว่าไม่ได้ถือสาหาความเด็กผู้หญิงคนนั้น
สวี่อินพยักหน้ารับคำ “ได้ค่ะ เดินทางปลอดภัยนะคะ”
หลังจากส่งแขกเหรื่อและคนจากตระกูลฮั่วกลับจนหมด สวี่เหวินจงก็นั่งหน้าเครียดอยู่บนโซฟา “ทำไมคุณฮั่วถึงกลับไปเร็วนักล่ะ หรือเราดูแลต้อนรับบกพร่องตรงไหน”
สวี่อินนึกถึงท่าทีของฮั่วจื่อเฉิน คู่หมั้นของเธอที่วันนี้ดูใจลอยแปลกๆ เอาแต่มองซ้ายมองขวาเหมือนหาใคร แล้วภาพใบหน้าสวยหมดจดของสวี่หนานเกอก็ผุดขึ้นมาในหัว ความริษยาแล่นพล่านในใจ
เธอแสร้งทำสีหน้าลำบากใจ “คุณพ่อคะ... หนูเห็นหนานเกอวิ่งไปดักหน้าคุณฮั่วค่ะ แล้วคุณฮั่วก็ดูโมโหมาก เดินหนีไปเลย ท่านยังฝากข้อความทิ้งท้ายไว้ด้วยนะคะ...”
“ว่ายังไง” สวี่เหวินจงถามเสียงเข้ม
“ท่านบอกว่า... ฝากให้คุณพ่อช่วยดูและอบรมลูกสาวให้ดีกว่านี้หน่อยค่ะ” สวี่อินก้มหน้าลงซ่อนรอยยิ้มมุมปาก “หนานเกอทำแบบนี้ ทางตระกูลฮั่วจะมองว่าบ้านเราไร้การอบรมหรือเปล่าคะคุณพ่อ”
ใบหน้าของสวี่เหวินจงแดงก่ำด้วยความโกรธจัด เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนขึ้นมาทันที
อีกด้านหนึ่ง สวี่หนานเกอบิดมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคู่ใจออกมาจากหมู่บ้านหรู แต่ด้วยความเร็วเต่าคลานของรถ ทำให้เธอคลาดกับรถหรูของฮั่วเป่ยเยี่ยนไปตั้งแต่หน้าปากซอย
เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ดังขัดจังหวะความหงุดหงิด
“ว่าไง” เธอรับสาย จี้หมิง ลูกน้องคนสนิทส่งเสียงเจื้อยแจ้วมาตามสาย
“ลูกพี่! ตอนนี้วงการปั่นป่วนกันใหญ่ มีแต่คนอยากรู้ว่า ‘ดร.หนาน’ ตัวจริงคือใคร”
สวี่หนานเกอแค่นหัวเราะ “ไม่มีใครรู้ใช่ไหม”
“ชัวร์ครับลูกพี่ ใครจะไปเชื่อล่ะว่า ดร.หนาน อัจฉริยะผู้ไขรหัสเชื้อเพลิงไฮโดรเจนได้สำเร็จ จะเป็นแค่เด็กสาวเพิ่งจบมหาวิทยาลัยหน้าตาจิ้มลิ้มแบบนี้...”
“เข้าเรื่อง” เธอตัดบท
“อ๋อ ครับ! ข้อมูลของฮั่วเป่ยเยี่ยนที่ให้ตามสืบ ได้มาแล้วครับ!” น้ำเสียงของจี้หมิงเปลี่ยนเป็นจริงจัง “ประวัติหมอนี่ไม่ธรรมดาเลยครับ เป็นลูกชายคนรองของเจ้าสัวฮั่ว มีข่าวลือว่านิสัยโหดเหี้ยม เลือดเย็นสุดๆ เลยถูกส่งไปดัดนิสัยที่เมืองนอกตั้งแต่เด็ก ใครๆ ก็คิดว่าทายาทตัวจริงต้องเป็นพ่อของฮั่วจื่อเฉินแน่ๆ แต่จู่ๆ เมื่ออาทิตย์ก่อน ฮั่วเป่ยเยี่ยนก็โผล่กลับมา แล้วก็ยึดอำนาจในบอร์ดบริหาร บีบให้ปู่ตัวเองลงจากตำแหน่ง ขึ้นคุมฮั่วกรุ๊ปแบบเบ็ดเสร็จ”
จี้หมิงถอนหายใจ “ลูกพี่... ไหนบอกว่าจะหาผู้ชายหัวอ่อนมาแต่งงานบังหน้าไง แล้วไหงแจ็คพ็อตไปแตกที่ยมทูตหน้าตายคนนี้ได้ล่ะครับ ขืนสถานะแต่งงานลูกลุมๆ ดอนๆ แบบนี้ แผนเอาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ของเรามีปัญหาแน่...”
สวี่หนานเกอขมวดคิ้วแน่น “นายไปหาเบอร์ส่วนตัวกับตารางงานเขามา เดี๋ยวฉันจะลองไปคุยกับเขาอีกที”
ที่เธอยอมบ้าจี้แต่งงานปุบปับตามคำสั่งของแม่แท้ๆ อย่างหลี่หว่านรู ก็เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจล้วนๆ การมีสถานะสมรสจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ความมั่นคงให้บริษัทได้ง่ายกว่าตอนยื่น IPO
แต่ใครจะไปรู้ว่าการแต่งงานครั้งนี้จะมาพร้อมกับระเบิดเวลาลูกใหญ่ขนาดนี้
ฮั่วเป่ยเยี่ยนไม่ใช่คนที่จะไปเล่นด้วยได้ง่ายๆ ทางออกที่ดีที่สุดคือต้องรีบหย่าให้จบๆ ไป จะได้ไม่ต้องมีปัญหาตามมาทีหลัง
วางสายแล้วเธอก็ยกมือขึ้นนวดขมับ
ให้ตายสิ ฮั่วเป่ยเยี่ยนคนนั้นเข้าถึงตัวยากชะมัด มีบอดี้การ์ดล้อมหน้าล้อมหลังตลอดเวลา
รู้งี้เมื่อกี้ไม่น่าปากไวเรียกเขาว่า ‘สามี’ เลย คงจะไปกระตุกหนวดเสือเข้าให้แล้ว...
สวี่หนานเกอถอนหายใจยาวเหยียด ก่อนจะบิดคันเร่งพารถมอเตอร์ไซค์บุโรทั่งแล่นฉิวออกจากตัวเมือง มุ่งหน้าสู่ย่านชานเมืองอันเงียบสงบ
ตั้งแต่ย้ายออกมาจากบ้านใหญ่ตอนม.ต้น เธอก็มาเช่าบ้านเก่าๆ แถวนี้อยู่จนชิน
ขณะที่กำลังเลี้ยวรถเข้าซอยบ้าน จู่ๆ ร่างเล็กๆ ของหญิงชราคนหนึ่งก็พุ่งพรวดออกมาจากข้างทาง!
“เฮ้ย!”
เอี๊ยดดด!
สวี่หนานเกอกำเบรกจนตัวโก่ง ล้อรถไถลไปกับพื้นถนนจนเกือบจะชนร่างผอมแห้งนั้น
เธอรีบลงจากรถไปดูด้วยความตกใจ ตอนแรกนึกว่าเป็นพวกแก๊งต้มตุ๋น แต่พอเห็นสภาพคุณยายใกล้ๆ เธอก็ชะงัก
หญิงชราตรงหน้าแม้จะดูผอมบาง แต่เสื้อผ้าหน้าผมดูดีมีชาติตระกูล ที่คอมีป้ายห้อยคออันใหญ่เขียนเบอร์โทรศัพท์ไว้ชัดเจน พร้อมข้อความตัวโต: ‘หากพบเห็นผู้สูงอายุท่านนี้พลัดหลง โปรดติดต่อกลับ มีรางวัลอย่างงาม’
...ชัดเลย อัลไซเมอร์ชัวร์
ลูกหลานบ้านไหนนะ ปล่อยคนแก่หลงมาไกลขนาดนี้
สวี่หนานเกอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์ตามป้ายทันที
แต่ยังไม่ทันจะกดโทรออก หญิงชราที่ยืนตาลอยเมื่อครู่ก็ตาโตขึ้นมา นางพุ่งเข้ามาคว้าข้อมือสวี่หนานเกอหมับ พร้อมตะโกนลั่นซอย
“หลานสะใภ้! นี่ไงหลานสะใภ้ของยาย!”
สวี่หนานเกอยืนแข็งทื่อ มุมปากกระตุกยิกๆ
เป็นโสดมาตั้ง 22 ปี บทจะมีสามีก็แห่กันมาเป็นขบวน
วันนี้นรกแตกหรือไง ทำไมใครๆ ก็อยากเป็นสามีเธอนัก
เธอส่ายหน้าด้วยความขบขัน แล้วถามคุณยายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนคุยกับเด็ก “คุณยายคะ... แล้วหลานชายคุณยายชื่ออะไรคะ”
หญิงชราเอียงคอทำท่านึก คิ้วขาวๆ ขมวดเข้าหากันเป็นปม
หลานชายชื่ออะไรหว่า... อ้อ! นึกออกแล้ว!
“ฮั่วเป่ยเยี่ยนไง!”
[จบบท]