บทที่ 58: การใส่ร้ายป้ายสี
บรรยากาศภายในห้องประชุมพลันเงียบสงัดลงจนน่าอึดอัด
ความตื่นตระหนกแล่นพล่านเข้ามาในจิตใจของสวี่อิน เธอมองไปทางฮั่วจื่อเฉินโดยสัญชาตญาณก่อนจะโน้มตัวเข้าไปใกล้และกดเสียงต่ำกระซิบ “พี่จื่อเฉินคะ จากงานเลี้ยงครั้งก่อนดูเหมือนความสัมพันธ์ระหว่างจี้หมิงกับสวี่หนานเกอจะไม่ธรรมดาเลย การที่เขามาปรากฏตัวที่นี่ เป็นไปได้ไหมว่าเขาตั้งใจจะมาพูดช่วยสวี่หนานเกอเพื่อให้ฮั่วซื่อกรุ๊ปยอมผ่อนปรนเรื่องนี้”
ฮั่วจื่อเฉินขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน เขาหันไปสั่งการพนักงานหน้าประตูด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “พาคุณจี้หมิงไปรับรองที่ห้องประชุมฝ่ายวิจัยก่อน รอให้ทางนี้จัดการธุระเสร็จเรียบร้อยเมื่อไหร่ ผมจะไปพบเขาเอง”
พนักงานคนนั้นรับคำสั่ง “รับทราบครับ”
ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะหมุนตัวเดินออกไป เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจก็ดังแทรกขึ้นกลางความเงียบ “ให้เขาเข้ามา”
สายตาทุกคู่ตวัดหันไปมองยังต้นเสียงพร้อมกัน พบว่าเป็นฮั่วเป่ยเยี่ยนที่นั่งไขว่ห้างอยู่ตรงที่นั่งผู้สังเกตการณ์เป็นคนออกคำสั่ง
ฮั่วจื่อเฉินร้อนรนขึ้นมาทันที “อาเล็กครับ จี้หมิงเป็นถึงคนสนิทของดร.หนาน เรื่องอัปยศนี้ผมไม่อยากให้รู้กันไปทั่ว เกรงว่าจะทำให้ดร.หนานมองว่าบริษัทของเราไม่ให้เกียรติ... เพราะฉะนั้นผมว่าอย่าให้จี้หมิงเข้ามาเห็นสภาพตอนนี้จะดีกว่านะครับ”
สวี่หนานเกอเลิกคิ้วเรียวสวยขึ้นเล็กน้อย
จุดนี้เธอเองก็มองข้ามไปจริงๆ
คิดไม่ถึงว่าจี้หมิงจะถูกกันไม่ให้เข้าห้องประชุม
แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็หาได้ยี่หระ ขอเพียงแค่เธอเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง คนกลุ่มนี้ก็จำต้องก้มหัวเชิญจี้หมิงเข้ามาเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของเธออยู่ดี
เพราะในโลกใบนี้ มีเพียงจี้หมิงคนเดียวที่เคยเห็นโฉมหน้าของดร.หนาน
ขณะที่เธอกำลังครุ่นคิด ฮั่วเป่ยเยี่ยนกลับเอ่ยประโยคที่ทำให้เธอต้องประหลาดใจ “ฉันเป็นคนเชิญเขามาเอง”
สวี่หนานเกอชะงัก
เธอหันขวับไปมองชายหนุ่มข้างกายด้วยแววตาฉงน ทว่าใบหน้าหล่อเหลานั้นยังคงเรียบเฉย ไร้ซึ่งรอยพิรุธ ดวงตาสีรัตติกาลคู่นั้นลึกล้ำดุจหุบเหว ยากที่จะคาดเดาความรู้สึกนึกคิด
หากไม่ใช่เพราะเธอรู้ความจริงอยู่เต็มอก เธอคงหลงเชื่อไปแล้วว่าเขาเป็นคนเชิญจี้หมิงมาจริงๆ
สิ้นเสียงประกาศ ฮั่วเป่ยเยี่ยนก็ปรายตามองเยี่ยเย่เพียงแวบเดียว
ด้วยสัญชาตญาณของผู้ช่วยมือหนึ่ง เยี่ยเย่เข้าใจความนัยนั้นทันที เขารีบสาวเท้าเดินออกไปรับแขก
จังหวะที่เดินผ่านสวี่หนานเกอ เขาอดไม่ได้ที่จะลอบถลึงตาใส่เธอด้วยความคับแค้นใจ
ผู้หญิงคนนี้มันตัวหายนะชัดๆ!
เจ้านายถึงขั้นยอมออกหน้าโกหกเพื่อปกป้องเธอ
ได้แต่ภาวนาให้จี้หมิงทำงานคุ้มค่าตัว สามารถข่มขวัญคนพวกนี้ให้อยู่หมัด อย่าให้เจ้านายต้องหน้ามืดตามัวจนเสียชื่อเสียงว่าใช้อำนาจปกป้องคนผิดเลย
เพียงอึดใจเดียว จี้หมิงก็เดินตามเยี่ยเย่เข้ามาในห้อง
สภาพของเขาดูรีบร้อนอย่างเห็นได้ชัด ในมือยังลากกระเป๋าเดินทางใบย่อมมาด้วย ราวกับเพิ่งลงจากเครื่องบินก็บึ่งตรงมาที่นี่ทันที ทันทีที่ก้าวข้ามธรณีประตู สายตาของเขาก็พุ่งเป้าไปที่สวี่หนานเกอเป็นจุดแรก ก่อนจะกระแอมไอแก้เก้อ “เอ่อ พอดีรถติดนิดหน่อยครับ ก็เลยมาช้า”
สวี่หนานเกอพยักหน้ารับรู้เพียงเล็กน้อย
เยี่ยเย่เห็นทั้งคู่ยังมัวแต่ส่งสายตาทักทายกันก็ร้อนรนจนทนไม่ไหว โพล่งถามออกไปตรงๆ “ประธานจี้ ที่คุณรีบมาที่นี่ ก็เพื่อจะมาแจ้งกับทุกคนว่า แบบร่างของดร.หนานฉบับนั้น คุณเป็นคนมอบให้คุณสวี่หนานเกอเองกับมือใช่ไหมครับ”
ขอแค่จี้หมิงยอมรับตามน้ำ เรื่องวุ่นวายนี้ก็ถือว่าจบ
เพราะหลักฐานฝั่งหลี่หว่านรูเป็นเพียงพยานบุคคล ไม่มีหลักฐานทางวัตถุที่ชัดเจน
ถึงเวลานั้นขอแค่เจ้านายใช้อำนาจทุบโต๊ะสรุปเรื่อง ก็สามารถอุ้มสวี่หนานเกอออกจากวงล้อมได้แล้ว
แถมยังมีข้ออ้างที่ฟังดูดีเสียด้วย
ขณะที่เยี่ยเย่กำลังวาดฝันถึงทางออกสวยหรู จี้หมิงกลับทำหน้าเหวอแล้วร้องเสียงหลง “ไม่ใช่ครับ! ผมจะบ้าจี้เอาแบบร่างสำคัญของดร.หนานไปเที่ยวแจกให้คนอื่นได้ยังไง”
เยี่ยเย่ “???”
เครื่องหมายคำถามผุดขึ้นเต็มหน้าผู้ช่วยหนุ่ม เขามองจี้หมิงตาค้าง พลางก่นด่าในใจ ไอ้ผู้ชายเฮงซวย! อุตส่าห์ถ่อสังขารมาถึงนี่ เพื่อจะมาประกาศตัดหางปล่อยวัดสวี่หนานเกอเนี่ยนะ?!
เขาโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม
กะแล้วเชียวว่าไอ้พวกผู้ชายหน้าหม้อพรรค์นี้มันพึ่งพาไม่ได้
ผิดกับคนอื่นๆ ในห้องที่พากันลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
สวี่อินที่กำหมัดเกร็งจนเล็บจิกเข้าเนื้อคลายมือออกทันที ความตึงเครียดมลายหายไปจนสิ้น
ฮั่วจื่อเฉินได้ทีรีบเสริม “ประธานจี้ ถ้าอย่างนั้นที่คุณมาวันนี้ คงเพราะทราบข่าวว่าแบบร่างของดร.หนานถูกขโมย เลยตั้งใจจะมาฟังผลการสอบสวนใช่ไหมครับ คุณวางใจได้เลย ฮั่วซื่อกรุ๊ปของเราจะจัดการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาดและให้คำตอบที่เป็นธรรมกับดร.หนานแน่นอน!”
จี้หมิงได้ยินดังนั้น รอยยิ้มมุมปากก็แปรเปลี่ยนเป็นความขบขันแฝงนัยประหลาด “ใช่ๆ พวกคุณต้องคืนความยุติธรรมให้ลูกพี่ของผมให้ได้นะ”
พูดจบ เขาก็เดินอาดๆ ไปทิ้งตัวนั่งลงข้างรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยไห่เฉิงอย่างไม่ถือตัว อาศัยจังหวะที่ไม่มีใครสังเกต ขยิบตาข้างหนึ่งให้สวี่หนานเกออย่างทะเล้น
สวี่หนานเกอ “...”
รองอธิการบดีรีบหันมาสานสัมพันธ์ “ประธานจี้ ได้ยินกิตติศัพท์มานาน ทางมหาวิทยาลัยของเราอยากจะเรียนเชิญดร.หนานมาเป็นอาจารย์พิเศษมาโดยตลอด ไม่ทราบว่าประธานจี้พอจะเป็นธุระ สื่อสารความจริงใจของพวกเราไปถึงท่านได้ไหมครับ”
จี้หมิงแสร้งถอนหายใจยาวเหยียด “เรื่องนี้... คงต้องดูบทสรุปของเรื่องในวันนี้ก่อนละมั้งครับว่าจะจัดการกันยังไง...”
รองอธิการบดีชะงักกึก
คณบดีที่นั่งอยู่ข้างๆ รีบเสนอหน้าพูดแทรกขึ้นทันที “คุณวางใจได้เลยครับ! เราไม่มีทางปกป้องนักศึกษาหัวขโมยที่กล้าแตะต้องผลงานของดร.หนานอย่างแน่นอน ทางเราจะดำเนินการไล่เธอออกทันที!”
รองอธิการบดีขบกรามแน่น ความไม่พอใจแล่นริ้วขึ้นมา
ยังไม่ทันที่ฮั่วซื่อกรุ๊ปจะตัดสินความผิดสวี่หนานเกออย่างเป็นทางการ และต่อให้ผิดจริง การจะไล่นักศึกษาออกต้องผ่านมติที่ประชุมคณะกรรมการมหาวิทยาลัยก่อน จะมาเที่ยวรับปากสุ่มสี่สุ่มห้าแบบนี้ได้ยังไง
ทำราวกับกำลังประจบสอพลอจนตัวสั่น!
ช่างไร้ศักดิ์ศรีของครูบาอาจารย์สิ้นดี
แววตาของจี้หมิงฉายแววเย็นชา วาจาที่เอ่ยออกมาเต็มไปด้วยความประชดประชัน “ไล่ออกงั้นหรือ? ในฐานะสถานศึกษา พวกคุณไม่ควรจะปกป้องและให้ความเป็นธรรมกับนักศึกษาอย่างที่สุดก่อนหรือครับ ทำไมพอเกิดเรื่องปุ๊บ ก็รีบถีบหัวส่งปั๊บเลยล่ะ”
คณบดีรู้สึกเหมือนโดนตบหน้าฉาดใหญ่ แต่ก็ยังแก้ตัวน้ำขุ่นๆ “ก็... ก็เพราะสวี่หนานเกอทำผิดร้ายแรงเกินไป”
“อ้อ เธอทำผิดอะไรหรือครับ”
“ก็เธอขโมยแบบร่างของดร.หนาน...”
จี้หมิงย้อนถามเสียงเรียบ “มีหลักฐานไหมครับ”
คณบดีชี้มือสั่นๆ ไปทางหลี่หว่านรู “นี่ไงแม่แท้ๆ ของเธอ! หล่อนสารภาพเองกับปาก แถมยังมีคลิปวงจรปิดตอนที่แม่ของเธอแอบเข้าไปขโมยไฟล์ในคอมพิวเตอร์ของคุณหนูสวี่อินอีกด้วย...”
“งั้นหรือครับ? คุณหนูสวี่อินยืนยันแบบนั้นหรือ”
เดิมทีสวี่อินพยายามทำตัวลีบเล็กเพื่อให้รอดพ้นจากเป้าสายตา แต่เมื่อถูกจี้หมิงเอ่ยชื่อพาดพิง เธอจึงจำต้องก้าวออกมา “...เรื่องจริงค่ะ”
สวี่อินหันไปส่งสายตาให้หลี่หว่านรูแล้วพูดเสียงเศร้า “ป้าหลี่คะ ท่านนี้คือคนสนิทของดร.หนาน ถ้าดร.หนานไม่ติดใจเอาความ ฉันคิดว่าทางฮั่วซื่อกรุ๊ปก็คงยอมจบเรื่องนี้...”
หลี่หว่านรูรับลูกทันควัน เธอพุ่งตัวเข้าไปคุกเข่าต่อหน้าจี้หมิงดังตุบ แล้วโขกศีรษะกับพื้นอย่างบ้าคลั่ง “ประธานจี้! ได้โปรดให้อภัยสวี่หนานเกอเถอะค่ะ ยัยเด็กคนนี้ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ!”
ฮั่วจื่อเฉินรีบเข้าไปประคอง “คุณป้าอย่าทำแบบนี้ครับ!”
แต่หลี่หว่านรูกลับสะบัดออก ร้องไห้ฟูมฟายราวกับจะขาดใจ “ขอแค่ช่วยหนานเกอได้ ต่อให้ต้องกราบกรานหรือให้ทำอะไรฉันก็ยอม! หนานเกอ... ลูกยอมรับผิดเถอะนะ แม่กราบล่ะ!”
“ทำอะไรก็ได้งั้นหรือ”
ในที่สุดสวี่หนานเกอก็เอ่ยปาก น้ำเสียงของเธอราบเรียบดุจผิวน้ำ แต่ทว่าหนักแน่นดั่งขุนเขา “แค่คุณเลิกใส่ร้ายฉัน ฉันก็ขอบคุณสวรรค์แล้ว”
หลี่หว่านรูสะอึก ร้องไห้โฮหนักกว่าเก่า “หนานเกอ! แม่ไม่ได้ใส่ร้ายลูก แต่หลักฐานมันมัดตัว แม่ปิดบังต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ!”
ฮั่วจื่อเฉินโมโหจนหน้าแดง “สวี่หนานเกอ! ทำไมคุณถึงได้ดื้อด้านไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตาแบบนี้!”
คณบดีรีบผสมโรงซ้ำเติม “นักศึกษาสวี่หนานเกอ เธอยังมีความเป็นคนอยู่ไหม! ในโลกนี้จะมีแม่ที่ไหนยอมทำลายชื่อเสียงตัวเองเพื่อใส่ร้ายลูก? เธอนี่มันโกหกหน้าด้านๆ!”
พูดจบเขาก็หันไปหาพวกพ้องหน้าใหม่ “ประธานจี้ เห็นธาตุแท้หรือยังครับ ผู้หญิงคนนี้โกหกจนเป็นนิสัย แถมยังทำตัวเหลวแหลก ตอนอยู่มหาวิทยาลัยก็โดดเรียน หนีเที่ยว ไม่กลับหอพัก การที่พวกเราจะไล่คนแบบนี้ออกน่ะถูกต้องที่สุดแล้ว!”
“งั้นหรือครับ”
จี้หมิงแค่นหัวเราะ รอยยิ้มเย็นยะเยือกปรากฏขึ้นบนใบหน้า ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ทุกคนในห้องต้องหยุดหายใจ
“แต่เท่าที่ผมจำได้ ดร.หนานไม่เคยส่งมอบแบบร่างใดๆ ให้กับคุณหนูสวี่อินเลยนี่ครับ... แล้วคุณแม่ผู้แสนประเสริฐท่านนี้ ไปขโมยของที่ไม่มีอยู่จริงมาจากคุณหนูสวี่อินได้ยังไงมิทราบ”
“...”
[จบบท]