บทที่ 87: แผนร้าย
ความเจ็บปวดเสียดแทงแล่นพล่านไปทั่วท้องน้อย สวี่หนานเกอกัดฟันแน่นจนริมฝีปากซีดขาว เหงื่อกาฬไหลซึมเต็มแผ่นหลัง แม้ความเจ็บปวดจะรุนแรงเพียงใด ทว่าเธอก็ยังคงอดกลั้นมันไว้อย่างสุดความสามารถ
มือเรียวบางคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของเจิ้งอี๋เพื่อพยุงตัว พร้อมเอ่ยเสียงแผ่ว “พาฉันไปห้องน้ำที”
“ได้ ฉันจะพยุงเธอไปเอง”
เจิ้งอี๋รีบเข้าประคองร่างที่สั่นเทาของเพื่อนเก่า พาเดินโซซัดโซเซเข้าไปส่งถึงด้านในห้องน้ำ ก่อนจะถอยออกมายืนรออยู่ด้านนอกด้วยความเงียบงัน
ทว่าภายในใจของแพทย์นิติเวชสาวกลับเต็มไปด้วยคลื่นความกังวลที่โหมกระหน่ำ
ภาพใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือดดุจกระดาษ กับเม็ดเหงื่อเย็นที่ผุดพรายเต็มหน้าผากของสวี่หนานเกอ ทำให้เธอเริ่มลังเล หรือว่าหญิงสาวจะเป็นโรคโลหิตจางขั้นรุนแรงจริงๆ อย่างที่ทนายกล่าวอ้าง
...
ในขณะเดียวกัน บรรยากาศภายในห้องเยี่ยมผู้ต้องขังกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
หลี่หว่านรูขยับตัวเข้ามานั่งชิดกระจกด้วยรอยยิ้มประจบประแจง แววตาฉายแววเทิดทูนระคนเอาใจ “อินอิน ลมอะไรหอบลูกมาถึงนี่ แม่ดีใจจริงๆ ที่ลูกมาเยี่ยม”
นางรีบพูดต่อรัวเร็วราวกับกลัวอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจ “แต่จริงๆ ลูกไม่น่าลำบากมาเลยนะ สถานที่แบบนี้มันอัปมงคล มีแต่พวกขี้คุก ขืนอยู่นานๆ จะพลอยติดเสนียดจัญไรกลับไปเปล่าๆ”
ความกระตือรือร้นของหลี่หว่านรูนั้นร้อนแรง ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าสวยสง่าของสวี่อิน ก่อนที่หญิงสาวจะแสร้งทำสีหน้าลำบากใจ คล้ายมีบางอย่างจุกอยู่ที่คอหอย
หลี่หว่านรูผู้สังเกตเห็นความผิดปกติรีบถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงทันที “เป็นอะไรไปลูก ทำไมหน้าตาดูไม่ดีเลย มีเรื่องอะไรรบกวนจิตใจหรือเปล่า”
ทันใดนั้นสีหน้าของนางก็บิดเบี้ยวด้วยความโกรธเมื่อนึกถึงสาเหตุ “ต้องเป็นเพราะนังสวี่หนานเกอแน่ๆ ใช่ไหม! มันกำเริบเสิบสานไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงกับลูกอีกแล้วสินะ”
สวี่อินยิ้มขื่น แววตาเศร้าสร้อย “เป็นเรื่องของหนานเกอนั่นแหละค่ะ แต่ไม่ใช่ว่าเธอทำตัวไม่ดีกับหนูหรอกนะ เพียงแต่... หนานเกอเกิดเรื่องใหญ่แล้ว”
“โธ่เอ๊ย นึกว่าเรื่องอะไร” หลี่หว่านรูแค่นเสียงหัวเราะในลำคออย่างดูแคลน “คนนิสัยดื้อด้าน หัวรั้นแบบมัน สักวันก็ต้องหาเรื่องใส่ตัวจนได้ คราวนี้ไปเหยียบหางใครเข้าล่ะ คงโดนเขาสั่งสอนมาสิท่า สมน้ำหน้ามันนัก!”
ความสะใจฉายชัดบนใบหน้าของหญิงวัยกลางคนอย่างปิดไม่มิด
สวี่อินลอบมองมารดาแท้ๆ ของสวี่หนานเกอด้วยสายตาดูแคลน ยิ่งเห็นท่าทางเปิดเผยความรู้สึกทุกอย่างออกมาจนหมดเปลือกแบบนี้ เธอก็ยิ่งรู้สึกว่าหลี่หว่านรูช่างโง่เง่าเต่าตุ่นสิ้นดี
ตั้งแต่จำความได้ ผู้หญิงคนนี้ก็เป็นเช่นนี้เสมอ เก็บอารมณ์ไม่เป็น คิดอะไรก็แสดงออกมาทางสีหน้าจนหมด ไม่รู้จักการวางตัวหรือเสแสร้งแกล้งทำเพื่อผลประโยชน์เลยสักนิด
เธอไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนโง่ๆ แบบนี้ จะสามารถสลับตัวลูกสาวในโรงพยาบาลได้สำเร็จเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน นับว่าเป็นปาฏิหาริย์โดยแท้
สวี่อินปรับสีหน้าให้ดูเศร้าสลด ก่อนจะก้มหน้าลงซ่อนรอยยิ้มร้าย “ไม่ใช่แค่ไปล่วงเกินใครหรอกค่ะ แต่เธอ... เธอฆ่าคนตาย ตอนนี้ถูกจับขังอยู่ที่นี่แหละ”
“เรื่องมงคลสิไม่ว่า!” หลี่หว่านรูตบโต๊ะฉาดด้วยความตื่นเต้น “นังเด็กเปรตจัญไรนั่นต้องโดนประหารชีวิตใช่ไหม ดี! มันตายๆ ไปซะได้ ชีวิตลูกจะได้สงบสุข ไม่ต้องมาคอยปวดหัวกับมันอีก!”
สวี่อินนิ่งเงียบไปอึดใจหนึ่ง
เธอมองหญิงตรงหน้าด้วยสายตาสังเวช ก่อนจะค่อยๆ ปล่อยระเบิดลูกใหญ่ออกมา “คนที่เธอฆ่า... คือหลี่เซิ่งเฉวียนค่ะ”
“ฉันไม่สนหรอกว่ามันจะฆ่าใคร... ห๊ะ? อินอิน เมื่อกี้ลูกว่าใครนะ? เซิ่งเฉวียนงั้นเหรอ?! แม่หูฝาดไปใช่ไหม!!”
หลี่หว่านรูพุ่งตัวเข้ากระแทกกระจกกั้นอย่างแรง ดวงตาเบิกโพลงแทบถลนออกจากเบ้า อารมณ์ที่เคยลิงโลดแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกสุดขีด
ตระกูลหลี่มีลูกชายเพียงคนเดียว แม้หลี่เซิ่งเฉวียนจะเป็นคนเหลวแหลกไม่เอาถ่าน แต่เขาก็คือแก้วตาดวงใจที่หลี่หว่านรูรักและตามใจมาตลอด
สวี่อินแสร้งถอนหายใจยาวเหยียด “ความจริงเรื่องนี้จะโทษหนานเกอฝ่ายเดียวก็ไม่ถูกหรอกนะคะ หนูได้ยินมาว่าน้าเซิ่งเฉวียนไปขอเงินเธอห้าล้านหยวน แต่เธอปฏิเสธ ทั้งสองคนเลยมีปากเสียงยื้อยุดกัน น้าเซิ่งเฉวียนพลาดล้มไปทับเหล็กเส้นเสียบทะลุอก... ตายคาที่ น้าหลี่คะ น้าใจเย็นๆ ก่อนนะ ถึงแม้หนานเกอจะเป็นดร.หนานที่มีชื่อเสียงและน่าจะมีเงินเก็บเยอะ แต่เงินห้าล้านหยวนไม่ใช่ใบไม้ จะให้ใครง่ายๆ เธอก็คงเสียดาย เป็นเรื่องปกติของคนเราค่ะ”
คำพูดของสวี่อินเปรียบเสมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองเพลิง หลี่หว่านรูตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธแค้น เส้นเลือดปูดโปนขึ้นตามขมับ นางลุกพรวดขึ้นยืนชี้หน้าด่ากราด “นังลูกทรพี! นังสารเลว! แค่เงินห้าล้านหยวน มันถึงกับลงมือฆ่าน้าแท้ๆ ของตัวเองได้ลงคอเชียวหรือ! รู้อย่างนี้ฉันน่าจะบีบคอมันให้ตายคามือตั้งแต่วันที่มันเกิดมา! มันอยู่ไหน! ฉันจะไปฆ่ามัน! ฉันจะฉีกอกมันมาเซ่นไหว้เซิ่งเฉวียน!!”
เสียงตะโกนด่าทอที่ดังลั่นห้องทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องรีบเข้ามาตักเตือนให้สงบสติอารมณ์
ผ่านไปพักใหญ่ หลี่หว่านรูจึงยอมนั่งลงแต่โดยดี ทว่าเปลวไฟแห่งความเคียดแค้นในดวงตายังคงลุกโชนโชติช่วง
สวี่อินเห็นจังหวะเหมาะจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเห็นใจ “น้าหลี่คะ ทั้งคนตายและคนฆ่าต่างก็เป็นสายเลือดของน้า หนูเห็นว่าน้าควรได้รับรู้ความจริงถึงได้มาบอก แต่น้าอย่าทำอะไรวู่วามนะคะ”
หลี่หว่านรูนั่งเหม่อลอย น้ำตาแห่งความสูญเสียไหลอาบแก้ม “ลูกไม่ต้องห่วงนะอินอิน แม่ไม่เป็นไร... แม่จะเข้มแข็ง...”
สวี่อินพยักหน้าเบาๆ “ถ้าอย่างนั้นน้ากลับไปพักผ่อนเถอะค่ะ หนู... หนูว่าจะแวะไปดูหนานเกอหน่อย...”
“จะไปดูมันทำไม! นังฆาตกรใจเหี้ยมแบบนั้น ปล่อยให้มันนอนรอความตายไปเถอะ ฉันจะรอดูวันที่มันโดนยิงเป้า!” หลี่หว่านรูกัดฟันกรอดด้วยความอาฆาต
สวี่อินทอดสายตามองหญิงตรงหน้าราวกับมองคนปัญญานิ่ม “น้าหลี่คะ ข้อหาของหนานเกอคือฆ่าคนโดยบันดาลโทสะและประมาท ไม่ใช่เจตนาฆ่า อย่างมากที่สุดก็ติดคุกแค่สิบปี เดี๋ยวมันก็ออกมาลอยหน้าลอยตาแล้ว...”
“อะไรนะ?! สิบปีเองเหรอ! แบบนั้นมันถูกไป! มันต้องตายตกไปตามกันสิ!”
“...”
เมื่อเห็นว่าหลี่หว่านรูสติแตกจนจับใจความสำคัญไม่ได้ สวี่อินจึงต้องชี้โพรงให้กระรอกชัดๆ “น้าหลี่คะ ถึงยังไงหนานเกอก็คงไม่ได้ตั้งใจ ตอนนี้เธอคงกำลังขวัญเสียอยู่ในคุก ถ้าน้าบังเอิญเจอกับเธอข้างในนั้น ก็อย่าลืม ‘ปลอบโยน’ เธอให้ดีๆ นะคะ”
คำว่า ‘เจอข้างในนั้น’ กระตุกต่อมรับรู้ของหลี่หว่านรูทันที “มันถูกขังอยู่ที่นี่เหมือนกันเหรอ!”
สวี่อินพยักหน้าช้าๆ มุมปากยกยิ้มเล็กน้อย “ใช่ค่ะ ศาลยังไม่ตัดสิน เธอเลยถูกฝากขังชั่วคราวอยู่ในห้องขังเดี่ยว น่าจะอยู่โซนเดียวกับน้านั่นแหละ”
ห้องขังเดี่ยวและห้องขังรวมอยู่ในอาคารเดียวกัน แค่มีกรงเหล็กกั้นกลาง
หลี่หว่านรูหรี่ตาลง แววตาเปลี่ยนเป็นดุร้ายราวกับสัตว์ป่าที่จ้องจะขย้ำเหยื่อ “งั้นก็ดี... ดีมาก”
สวี่อินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “น้าหลี่คะ หมดเวลาเยี่ยมแล้ว หนูขอตัวกลับก่อนนะคะ”
หลี่หว่านรูมองตามด้วยสายตาอาลัย “อินอิน... ลูกต้องรักกับคุณชายฮั่วให้ดีๆ นะ แต่งงานเข้าตระกูลฮั่วให้ได้ เป็นคุณนายฮั่วที่มีความสุข ไม่ต้องมาห่วงคนอย่างแม่...”
สวี่อินเดินเชิดหน้าออกจากห้องไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง หรือใส่ใจคำสั่งเสียเหล่านั้น
เธอเดินนวยนาดออกมาตามโถงทางเดิน เตรียมจะกลับ แต่สายตาก็เหลือบไปเห็นเจิ้งอี๋ที่กำลังยืนกระวนกระวายอยู่หน้าห้องน้ำ
ข้างกายหมอนิติเวชสาวมีตำรวจหญิงกำลังรายงานสถานการณ์ “หมอเจิ้งคะ ทนายของสวี่หนานเกอมาตามเรื่องขอประกันตัวแต่เช้า ถามย้ำๆ ว่าผลพิจารณาเป็นยังไง ดูจากสภาพของผู้ต้องหาเมื่อกี้ที่หน้าซีดจนจะเป็นลม น่าจะเป็นโรคโลหิตจางของจริงนะคะ ตกลงหมอจะเซ็นอนุมัติไหม”
เจิ้งอี๋ขมวดคิ้วแน่น
เธอมองเข้าไปในห้องน้ำด้วยความเป็นห่วง ภาพสวี่หนานเกอที่ดูอ่อนแรงจนแทบยืนไม่อยู่ไม่ใช่การแสดงแน่ๆ เธอกัดริมฝีปาก ตัดสินใจจะพูดว่า “ให้ผ่านเถอะ” ทว่าเสียงห้าวหาญของหัวหน้าทีมจ้าวก็ดังขัดขึ้นเสียก่อน
หัวหน้าทีมจ้าวเดินเข้ามาพร้อมสีหน้าเย้ยหยัน “เริ่มแผนแกล้งป่วยแล้วหรือไง”
เจิ้งอี๋หันขวับ “เธอไม่ได้แกล้งนะคะ”
นายตำรวจหนุ่มหัวเราะในลำคอ “หมอเจิ้ง คุณลืมไปแล้วหรือว่าเมื่อคืนโดนยัยตัวแสบนั่นปั่นหัวจนหมุนติ้วขนาดไหน นี่ก็ยังจะเชื่ออีกเหรอ! ผมจำได้แม่นเลยนะว่าเมื่อคืนคุณประกาศลั่นโรงพักว่าถ้าเธอยื่นประกันตัวได้ คุณจะยอมลาออกถอดเครื่องแบบตำรวจทิ้ง คงไม่ได้ลืมคำพูดตัวเองหรอกนะ”
เจิ้งอี๋กำหมัดแน่น “หัวหน้าคะ แต่ครั้งนี้เธอไม่สบายจริงๆ...”
หัวหน้าทีมจ้าวโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ช่างประจวบเหมาะเหลือเกินนะ นอนคุกแค่วันเดียวก็ป่วยปางตาย คุณหนูผิวบางแบบนี้คงทนลำบากไม่ไหวล่ะสิ...”
เจิ้งอี๋กำลังจะอ้าปากเถียง แต่เสียงหวานใสของสวี่อินก็ดังแทรกขึ้น “สวัสดีค่ะ ทุกท่านกำลังพูดถึงน้องสาวของฉัน สวี่หนานเกอ อยู่หรือเปล่าคะ”
ทุกคนหันไปมองต้นเสียงเป็นตาเดียว
เจิ้งอี๋ขมวดคิ้วสงสัย “เธอมาทำอะไรที่นี่”
สวี่อินตีหน้าเศร้า รีบเดินเข้าไปคว้ามือเจิ้งอี๋ไว้แน่น “หมอเจิ้งคะ ขอคุยด้วยหน่อยได้ไหมคะ เรื่องอาการป่วยของน้องสาวฉัน...”
สีหน้าของเจิ้งอี๋เคร่งเครียดขึ้นทันที เธอรู้เพียงว่าสวี่อินคือพี่สาวของสวี่หนานเกอ และจำได้ว่าสมัยเรียน หลังจากสวี่อินรู้ความจริงเรื่องชาติกำเนิด ก็เลิกรังแกสวี่หนานเกอไปเลย
ด้วยความที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางว่าสองพี่น้องคู่นี้แท้จริงแล้วเกลียดชังกันเข้ากระดูกดำ เจิ้งอี๋จึงยอมเดินตามสวี่อินเลี่ยงออกมาด้านข้าง “ตกลงสวี่หนานเกอเป็นอะไรกันแน่ ร้ายแรงแค่ไหน”
สวี่อินแสร้งถอนหายใจยาว “คงเป็นเพราะ ‘วันนั้นของเดือน’ มาน่ะสิคะ ปกติช่วงเวลานี้ร่างกายเธอจะอ่อนแอมาก เป็นโรคของผู้หญิงที่น่ารำคาญ เธอคงเข้าใจดีใช่ไหม”
เจิ้งอี๋ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก
ที่แท้ก็แค่ประจำเดือนมา ไม่ได้เจ็บป่วยล้มตายอะไร
แต่แล้วสวี่อินก็บีบมือเธอแน่นขึ้น ส่งสายตาเว้าวอน “เจิ้งอี๋ พวกเราเป็นเพื่อนเก่ากันนะ เธอช่วยหนานเกอหน่อยได้ไหม ยอมเซ็นให้เธอประกันตัวออกไปเถอะ”
ใบหน้าของเจิ้งอี๋เย็นชาลงทันที
สวี่อินทำเป็นมองไม่เห็นความไม่พอใจนั้น ยังคงพูดต่อด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “ผู้หญิงเราเวลามีประจำเดือนก็หน้าซีดหน้าเซียวเหมือนคนป่วยหนักกันทั้งนั้นแหละ เธอเห็นแก่ความเป็นเพื่อนสมัยเรียน ช่วยเซ็นอนุมัติหน่อยเถอะนะ ฉันรับรองเลยว่าหนานเกอจะไม่หนี...”
เจิ้งอี๋สะบัดมือออกอย่างรังเกียจ “ฝันไปเถอะ! สถานที่ราชการไม่ใช่ตลาดสดที่จะมาต่อรองราคา!”
เธอหันขวับมองไปทางห้องน้ำด้วยสายตาผิดหวัง ก่อนจะหันไปสั่งหัวหน้าทีมจ้าวเสียงเข้ม “ผู้ต้องหาไม่เข้าเกณฑ์การประกันตัว อาการไม่ได้วิกฤต ส่งตัวกลับเข้าห้องขังเดี๋ยวนี้!”
หัวหน้าทีมจ้าวยิ้มกว้าง “คิดได้แบบนี้ค่อยคุยกันรู้เรื่องหน่อย”
เจิ้งอี๋ไม่อยากทนมองหน้าใครอีก เธอหมุนตัวเดินจ้ำอ้าวกลับขึ้นไปยังห้องทำงานของแผนกนิติเวชทันที
เมื่อสวี่หนานเกอพยุงร่างอันอ่อนระโหยโรยแรงออกมาจากห้องน้ำ ก็พบตำรวจหญิงยืนกอดอกรออยู่ด้วยสีหน้าดูแคลน “คุณสวี่ ก็แค่เป็นเมนส์ไม่ใช่เหรอ เป็นผู้หญิงเหมือนกันอย่ามาสำออยหน่อยเลย! กลับเข้ากรงได้แล้ว รอเรียกสอบสวนรอบหน้า!”
สวี่หนานเกอแข้งขาอ่อนเปลี้ยจนแทบจะล้มลง เธอถูกเจ้าหน้าที่คุมตัวเดินกลับไปยังห้องขังเดี่ยวอย่างทุลักทุเล
ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตูห้องขัง โลกทั้งใบก็หมุนคว้าง ความมืดมิดเข้าครอบงำสติสัมปชัญญะ ร่างบางร่วงหล่นกระแทกพื้นและหมดสติไปในทันที...
...
บนชั้นสอง เจิ้งอี๋นั่งกระวนกระวายใจ ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโหที่ถูกหลอกให้เป็นห่วง
แต่ภาพใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือดของสวี่หนานเกอกลับยังคงติดตา ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็สลัดออกไปไม่ได้...
สุดท้ายความมีมนุษยธรรมก็เอาชนะทิฐิ เธอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ หยิบแก้วเก็บความเย็นคู่ใจ เดินไปชงน้ำขิงร้อนๆ ผสมน้ำตาลทรายแดง แล้วมุ่งหน้าตรงไปยังห้องขังด้วยความรู้สึกสับสน!
[จบบท]