บทที่ 95: ปิดไม่มิด
เมื่อเห็นท่าทีอึกอักของเพื่อนสาวคนสนิท สวี่หนานเกอก็รีบยกมือขึ้นห้ามปรามทันควันด้วยความเป็นห่วง “อย่าพูดเลย เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าเธอทำผิดวินัยเอานะ”
เจิ้งอี๋ชะงักกึกไปครู่หนึ่ง
หญิงสาวกระแอมไอเล็กน้อยเพื่อกลบเกลื่อนความขัดเขิน ก่อนจะปรับสีหน้าและน้ำเสียงให้ดูเป็นการเป็นงานขึ้น “ความจริงแล้วฉันฟังไฟล์เสียงนั่นมาเรียบร้อยแล้วล่ะ เนื้อหามันไม่ได้เกี่ยวข้องกับรูปคดีโดยตรง เพราะฉะนั้นบอกเธอไปก็ไม่ถือว่าผิดกฎอะไรหรอก ที่ตอนนั้นฉันลีลาไม่ยอมบอกก็แค่...”
เธอเว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง ก่อนจะยืดอกยอมรับหน้าตาย “ก็แค่หมั่นไส้ อยากจะแกล้งเธอเล่นก็เท่านั้นเอง”
สวี่หนานเกอ “...”
หญิงสาวได้แต่กุมขมับด้วยความอ่อนใจกับนิสัยเด็กๆ ของเพื่อนคนนี้ “งั้นก็รีบเล่ามาเถอะ”
เจิ้งอี๋ยังคงมีอาการเขินอายอยู่บ้าง แต่ก็พยายามปั้นหน้าเคร่งขรึมเล่าต่อ “คำสั่งเสียสุดท้ายของลุงเธอก็คือ... ‘หลานรัก ความลับเรื่องนั้นเจ้าฮ่าวเซวียนมันก็รู้เหมือนกันนะ ยังไงเธอก็ต้องรับปากว่าจะส่งเสียค่าเทอมให้มันด้วยล่ะ!’”
“...”
สิ้นเสียงบอกเล่าของหมอนิติเวชสาว บรรยากาศภายในห้องพักฟื้นก็ตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วอึดใจ
คิ้วเรียวสวยของสวี่หนานเกอขมวดมุ่นเข้าหากันทันที แม้เธอจะคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าคนอย่างหลี่เซิ่งเฉวียนคงไม่ทิ้งเบาะแสสำคัญอะไรไว้ง่ายๆ และพอจะเดาทางได้ว่าลูกพี่ลูกน้องตัวดีอย่างหลี่ฮ่าวเซวียนจะต้องรู้อะไรบางอย่างแน่ๆ แต่ข้อความสั่งเสียนี้ก็ยังดูทะแม่งๆ อยู่ดี
ตอนที่เธอบุกไปหาหลี่เซิ่งเฉวียน เธอเสนอเงินตั้งห้าล้านหยวนเพื่อแลกกับความลับนั้น
ถ้าเขารู้อยู่แล้วว่าความลับนั้นมีมูลค่ามหาศาล แล้วทำไมคำสั่งเสียสุดท้ายถึงกลายเป็นการขอร้องแกมบังคับให้เธอช่วยจ่ายแค่ค่าเทอมให้ลูกชายตัวเอง?
หรือว่า... หลี่เซิ่งเฉวียนไม่เคยคิดจะขายความลับนั้นให้เธอตั้งแต่แรก?!
สวี่หนานเกอส่ายหน้าเบาๆ ขับไล่ความคิดฟุ้งซ่าน พลางนึกขอบคุณความรอบคอบของตัวเองในใจ
โชคดีเหลือเกินที่เธอไม่ได้ใจร้อนชี้ตัวว่าหลี่ฮ่าวเซวียนเป็นคนร้ายตั้งแต่เกิดเรื่อง ไม่อย่างนั้นคงไม่มีทางงัดปากให้คนอย่างเขาคายความจริงออกมาได้แน่
หมากกระดานนี้ เธอเพียงแค่ต้องรอ... รอให้กระแสสังคมโหมกระหน่ำใส่หลี่ฮ่าวเซวียนจนทนไม่ไหว เมื่อนั้นเขาจะต้องเผยธาตุแท้ออกมาเอง!
ในขณะที่สวี่หนานเกอกำลังใช้ความคิด เจิ้งอี๋กลับมีสีหน้ากังวลใจ “หนานเกอ พวกเธอระวังจะเล่นกับไฟจนไหม้มือเอานะ เกิดนายนั่นไหวตัวทันแล้วโยนโทรศัพท์ทิ้งไป หลักฐานชิ้นสำคัญที่สุดก็จะหายวับไปกับตา คราวนี้ต่อให้มีสิบปากก็คงพลิกคดีกลับมาไม่ได้แล้วนะ!”
คำเตือนของเพื่อนสาวทำให้สวี่หนานเกอเริ่มหนักใจ
หลังเกิดเหตุวุ่นวาย เธอก็ถูกเชิญตัวมาที่สถานีตำรวจทันที ยังไม่มีจังหวะได้สั่งการจี้หมิงให้ไปจัดการเรื่องนี้เลย ไม่รู้ว่าป่านนี้หลี่ฮ่าวเซวียนจะจัดการเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือไปหรือยัง...
“ไม่ต้องห่วง”
น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจอันเป็นเอกลักษณ์ของฮั่วเป่ยเยี่ยนดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความกังวล ชายหนุ่มเอ่ยด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับทุกอย่างอยู่ในกำมือ “หลี่ฮ่าวเซวียนจัดการโยนโทรศัพท์เครื่องเก่าทิ้งไปตั้งแต่หลังก่อเหตุแล้ว และเปลี่ยนมาใช้เครื่องใหม่รุ่นเดิมสีเดิมเพื่อตบตา แต่โทรศัพท์เครื่องเก่านั้น... ผมให้คนไปเก็บกู้กลับมาเรียบร้อยแล้ว”
ดวงตาของสวี่หนานเกอเปล่งประกายขึ้นมาทันที รอยยิ้มประทับบนใบหน้าสวยอย่างปิดไม่มิด “คุณฮั่วเก่งมากค่ะ”
นับตั้งแต่ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งผู้นำตระกูลฮั่ว ฮั่วเป่ยเยี่ยนได้รับคำสรรเสริญเยินยอมานับพันหมื่นคำ แต่ในวินาทีนี้ เพียงแค่คำชมสั้นๆ ที่แสนจะจริงใจจากปากหญิงสาวตรงหน้า กลับทำให้ใบหน้าหล่อเหลาของเขาขึ้นสีระเรื่ออย่างควบคุมไม่ได้
มุมปากของชายหนุ่มยกโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่หาดูได้ยาก “คุณสวี่ชมเกินไปแล้ว”
เจิ้งอี๋ที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ถึงกับกลอกตามองบน หันมองคนทางซ้ายทีขวาที ก่อนจะโพล่งออกมาอย่างอดไม่อยู่ “นี่ๆ คู่สามีภรรยาคู่นี้ คนหนึ่งก็ ‘คุณฮั่ว’ อีกคนก็ ‘คุณสวี่’ ตอนแรกฉันก็นึกว่าพวกเธอแต่งงานกันแค่ในนาม ไม่สนิทกันเสียอีก ที่ไหนได้... รู้ใจกันขนาดนี้ ตกลงว่าที่เรียกกันห่างเหินแบบนี้คือรสนิยมการโปรยอาหารหมาแบบใหม่เหรอ?”
“...”
สิ้นประโยคนั้น ห้องทั้งห้องก็เงียบกริบลงในพริบตา
สวี่หนานเกอรีบชักสายตากลับมาจากใบหน้าของฮั่วเป่ยเยี่ยน แก้มเนียนใสแดงซ่านขึ้นมาอย่างน่าสงสัย
ปกติใครต่อใครเรียกเธอว่าคุณสวี่ เธอก็เฉยๆ ไม่ได้รู้สึกอะไร แต่พอคำคำนี้หลุดออกมาจากปากของผู้ชายเสียงทุ้มคนนี้ มันกลับทำให้หัวใจของเธอคันยุบยิบเหมือนมีใครเอาขนนกมาปัดผ่าน...
และเธอคงไม่ทันได้สังเกตว่า ที่ใบหูของท่านประธานฮั่วผู้เคร่งขรึม ตอนนี้ก็แดงก่ำลามไปจนถึงคอแล้วเช่นกัน
...
ตัดภาพมาที่อีกฟากหนึ่งของเมือง หลี่ฮ่าวเซวียนยังคงไม่รู้ชะตากรรมว่าพายุกำลังจะโหมซัดเข้ามา
เขาออกจากโรงพยาบาลและตรงดิ่งกลับมาที่มหาวิทยาลัยด้วยความรวดเร็ว
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าห้องพัก เขาก็ฉีกยิ้มกว้างอย่างภูมิใจ พลางควักเงินสดปึกใหญ่จำนวนสองหมื่นหยวนที่เพิ่งได้มาวางคืนให้กับเพื่อนร่วมห้อง
เพื่อนคนหนึ่งรับเงินส่วนของตัวเองหกพันหยวนไปนับ พลางพูดจาเหน็บแนม “ฉันก็ว่าแล้วเชียว ตอนนายมาขอยืมเงิน ทำไมถึงได้มั่นอกมั่นใจนักว่าจะหามาคืนได้ไวขนาดนี้ ที่แท้ก็มี ‘สปอนเซอร์’ คอยตามเช็ดตามล้างให้นี่เอง!”
หลี่ฮ่าวเซวียนยังไม่ทันจะประมวลผลคำพูดแดกดันนั้น เพื่อนนักศึกษาอีกลูกคนรวยที่ได้รับเงินคืนไปแล้วกลับปาเงินปึกนั้นลงพื้นอย่างไม่ไยดี “ถุย! เงินสกปรกพรรค์นี้ฉันไม่เอาหรอก รังเกียจว่ะ! เงินที่ได้มาจากการขายเลือดเนื้อเชื้อไขพ่อตัวเองแบบนี้ นายยังกล้าเอามาใช้ได้ลงคอเหรอวะหลี่ฮ่าวเซวียน?”
หลี่ฮ่าวเซวียนยืนนิ่งตะลึงงัน “นายหมายความว่ายังไง?”
“ยังจะมาถามอีก!” เพื่อนคนนั้นยื่นโทรศัพท์มือถือกระแทกหน้าเขา “แหกตาดูซะ!”
หลี่ฮ่าวเซวียนรับโทรศัพท์มาดูด้วยมือที่สั่นเทา บนหน้าจอปรากฏคลิปวิดีโอเหตุการณ์ตอนที่จี้หมิงยื่นเงินให้เขา ซึ่งถูกแอบถ่ายโดยเสี่ยวอี้ ตอนนี้คลิปดังกล่าวกำลังเป็นกระแสร้อนแรงในโลกโซเชียล คอมเมนต์ด่าทอไหลมาเป็นน้ำป่า ทุกคนต่างตราหน้าว่าเขาเป็นลูกเนรคุณที่เห็นแก่เงินจนยอมเซ็นหนังสือยอมความให้ฆาตกร!
หลี่ฮ่าวเซวียนหน้าซีดเผือด รีบปฏิเสธเสียงหลง “ไม่ใช่นะ! ฉันไม่ได้รับเงินเธอเพื่อแลกกับการยอมความ เงินสองหมื่นหยวนนี่คือเงินที่ฉันยืมพวกนายไปไง แต่ของกลางยังอยู่ที่ตำรวจ เธอเลยเอาเงินสดมาให้ฉันยืมหมุนก่อน...”
“เหรอ...” เพื่อนร่วมห้องลากเสียงยาวอย่างไม่เชื่อถือ “ถ้านายจะแถแบบนั้น ก็เอาที่นายสบายใจแล้วกัน!”
หลี่ฮ่าวเซวียนเห็นเพื่อนเงียบไปก็นึกว่าพวกเขาเชื่อคำแก้ตัวของตน จึงลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เพื่อนคนหนึ่งมองเงินหลายพันหยวนที่ถูกปาทิ้งเกลื่อนพื้น ก่อนจะก้มลงเก็บขึ้นมาแล้วเอ่ยชวน “เฮ้ย อย่าทิ้งดิเสียดายของ เอาไปฉลองกันดีกว่าป่ะ!”
ลูกคนรวยคนนั้นทำหน้าเหม็นเบื่อ “เออ ไปก็ไป ดีกว่าอยู่ดมกลิ่นสาบแถวนี้”
หลี่ฮ่าวเซวียนเห็นดังนั้นก็เตรียมจะเดินตามกลุ่มเพื่อนออกไป แต่พอเท้าก้าวมาถึงธรณีประตู เขากลับถูกเพื่อนคนหนึ่งเอาตัวขวางไว้ “จะไปไหน?”
หลี่ฮ่าวเซวียนชะงัก “ก็ไปกินข้าวด้วยกันไง?”
“โอ๊ย อย่าเลยว่ะ ขืนมีนายไปด้วย พวกเราคงกินข้าวไม่ลง แถมเดี๋ยวนักข่าวก็ตามมาแห่รุมทึ้งอีก นายเฝ้าห้องไปเถอะ!”
พูดจบ กลุ่มเพื่อนร่วมห้องก็กอดคอกันเดินจากไป ทิ้งให้หลี่ฮ่าวเซวียนยืนเคว้งคว้างอยู่กลางห้องพักเพียงลำพัง
บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบสงัด แววตาของชายหนุ่มค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความมืดมน
เขากัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด แต่ก็ไม่ได้ฟูมฟายอะไรมากนัก การที่มีพ่อขี้คุกขี้เหล้าแบบนั้น ทำให้เขาชินชากับสายตาดูถูกเหยียดหยามของคนรอบข้างมาตั้งแต่เด็กแล้ว
มือหนาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกหาที่พึ่งทางใจหนึ่งเดียว
ทันทีที่ปลายสายกดรับ น้ำเสียงหวานหูของสวี่อินก็ดังขึ้น “ว่าไงจ๊ะ?”
หลี่ฮ่าวเซวียนอึกอัก น้ำท่วมปากไม่รู้จะเริ่มพูดยังไง
สวี่อินเหมือนจะรู้ทัน เธอถอนหายใจเบาๆ “เรื่องในเน็ตฉันเห็นแล้วนะ จริงๆ แล้วสถานการณ์แบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะฮ่าวเซวียน จะได้เป็นการกดดันให้สวี่หนานเกอมอบตัวเร็วขึ้นไง เธอจะได้ปลอดภัย...”
หลี่ฮ่าวเซวียนตอบรับในลำคอ “อืม”
สวี่อินจึงเริ่มป้อนคำหวานปลอบประโลม “ฮ่าวเซวียน เธอต้องอดทนไว้นะ ถ้าทนไม่ไหว ความจริงถูกเปิดเผยขึ้นมา เธอจะติดคุกเอานะ ถ้าเธอเป็นอะไรไป... แล้วฉันจะทำยังไง?”
แววตาของหลี่ฮ่าวเซวียนอ่อนยวบลงทันทีที่ได้ยินคำห่วงใย
ชีวิตที่ต้องทนทุกข์เพราะมีพ่อไม่ได้เรื่อง เพื่อนบ้านรังเกียจ เพื่อนที่โรงเรียนกลั่นแกล้ง
มีเพียงสวี่อินเท่านั้น... ที่เปรียบเสมือนนางฟ้าที่ยื่นมือเข้ามาฉุดเขาขึ้นจากขุมนรกตั้งแต่สมัยมัธยมต้น
เธอคอยแอบเอาอาหารเช้ามาให้ คอยติวหนังสือให้คนหัวช้าอย่างเขา และคอยบอกให้เขาเชิดหน้าไม่ต้องไปสนใจคำคน
ที่เขาสามารถสอบติดมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างไห่เฉิงได้ ก็เพราะสวี่อินคอยผลักดันทั้งนั้น!
ภาพลักษณ์พี่สาวข้างบ้านที่แสนดี อ่อนโยน และใจกว้าง ทำให้เด็กหนุ่มอย่างเขาหลงรักหัวปักหัวปำ
ดังนั้น... ตอนที่เธอมาหาเขาด้วยน้ำตานองหน้า บอกว่าพ่อสารเลวของเขาไปข่มขู่รีดไถเงินจากเธอถึงห้าล้านหยวน ความโกรธแค้นมันถึงได้พุ่งทะลุปรอท
พ่อจะทำเลวกับใครก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่กับผู้หญิงคนนี้!
นั่นคือเหตุผลที่ทำให้หลี่ฮ่าวเซวียนวางแผนปลิดชีพพ่อบังเกิดเกล้า แล้วโยนความผิดทั้งหมดให้สวี่หนานเกอรับไป!
หลี่ฮ่าวเซวียนไม่เคยหวังสูงว่าจะได้ครอบครองดอกฟ้าอย่างสวี่อิน แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว เขาลงทุนฆ่าคนเพื่อเธอไปแล้ว ถ้าอย่างนั้น...
หลี่ฮ่าวเซวียนหลุบตาลงต่ำ เอ่ยถามเสียงแผ่ว “เมื่อไหร่... เราถึงจะได้อยู่ด้วยกันจริงๆ สักที?”
สวี่อินเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงหวานเชื่อม “อีกไม่นานหรอกจ้ะ ทางตระกูลฮั่วกำลังจะถอนหมั้นฉันแล้ว ถึงตอนนั้นฉันที่เป็นแค่ผู้หญิงมีตำหนิ ถ้าจะคบกับเธอ พ่อกับแม่ก็น่าจะพอรับได้...”
“จริงเหรอ?”
ดวงตาที่เคยหม่นหมองของหลี่ฮ่าวเซวียนเป็นประกายวาวโรจน์ “งั้นตอนนี้เธอมาหาฉันได้ไหม? ฉัน... ฉันคิดถึงเธอ”
ทว่าสวี่อินกลับบ่ายเบี่ยง “ฮ่าวเซวียน คือฉันติดธุระอยู่น่ะ...”
“จะมีธุระอะไรสำคัญไปกว่าฉันอีก?” หลี่ฮ่าวเซวียนมองไปรอบห้องพักที่ว่างเปล่า ความโดดเดี่ยวผลักดันให้แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นความน่ากลัว “อินอิน... พ่อบอกความลับของเธอให้ฉันรู้หมดแล้วนะ ก่อนที่เขาจะตายน่ะ!”
ในขณะเดียวกัน
ที่โรงพยาบาล สวี่หนานเกอกับฮั่วเป่ยเยี่ยนกำลังสวมหูฟังดักฟังบทสนทนาทั้งหมดอยู่
เมื่อได้ยินประโยคนั้น สวี่หนานเกอก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างสนใจ เป็นไปตามคาด หลี่เซิ่งเฉวียนคายความลับให้ลูกชายรู้ก่อนตายจริงๆ
ทว่าวินาทีถัดมา กลับได้ยินเสียงสวี่อินหัวเราะกลบเกลื่อนและพูดอย่างไม่เชื่อว่า “ฮ่าวเซวียน อย่าพูดจาเหลวไหลน่า พ่อของเธอกับฉันจะไปมีความลับอะไรต่อกันได้?”
หลี่ฮ่าวเซวียนแค่นหัวเราะเสียงเย็น “ก็ต้องเป็นความลับเรื่องชาติกำเนิดของเธอกับสวี่หนานเกออยู่แล้ว!”
[จบบท]