เจียงชิงเยว่มองซ่งตงเหมยอย่างสงสัย
“เจ้าขอแค่มีข้าวกินหรือ?”
ซ่งตงเหมยพยักหน้าหงึก ๆ
“ขอแค่พี่ไม่รังเกียจว่าข้ากินเก่งก็พอ”
เจียงชิงเยว่หัวเราะอย่างจนใจ
“ก็ได้ เงินนี้ข้าจะเก็บไว้ก่อน วันหน้าเจ้าต้องใช้เงินเมื่อไรค่อยมาบอกข้า”
เมื่อแบ่งเงินกันเรียบร้อย ทุกคนก็แยกย้ายไปทำงานของตน
เจียงชิงเยว่รับหน้าที่ทำเซียนเฉ่า
ซ่งตงเหมยคอยช่วยงานจิปาถะอยู่ข้าง ๆ
ส่วนซ่งเยี่ยนขึ้นเขาไปตัดไม้ไผ่ กลับมาแล้วทำถ้วยไม้ไผ่ต่อ
ครั้งก่อนเขาเร่งทำตอนกลางคืน บางจุดจึงยังไม่ค่อยพอใจ ครั้งนี้จึงไปยืมเครื่องมือจากพี่ใหญ่ที่บ้านข้าง ๆ ทำออกมาได้ประณีตยิ่งขึ้น
ฝ่ายซ่งชิงซานที่อยู่บ้านข้าง ๆ ตอนนี้ก็ลงแรงทำอย่างขยันขันแข็ง เขาคิดไม่ถึงว่าช้อนที่ตนทำเล่น ๆ จะขายได้ราคา จึงยิ่งตั้งใจทำมากกว่าเดิม
เมื่อเซียนเฉ่าทำเสร็จ ระหว่างรอให้เย็น เจียงชิงเยว่ก็ไม่หยุดพัก รีบเริ่มเตรียมอาหารเย็นต่อทันที
ตอนเที่ยง นางกับซ่งตงเหมยกินซาลาเปาที่ตลาดไปเพียงคนละสองลูกเพื่อรองท้องเท่านั้น
ตอนนี้หิวจนท้องแทบติดหลังแล้ว
คิดว่าพรุ่งนี้ยังต้องไปตลาดอีก นางจึงใจกว้างหุงข้าวขาวเต็มหม้อ
จากนั้นก็ฆ่าไก่ป่าที่เหลือจากครั้งก่อนหนึ่งตัวนำมาผัด กลัวว่าจะไม่พอกิน จึงแอบหยิบเห็ดจากในมิติออกมาครึ่งอ่างเล็กแล้วนำไปแช่น้ำ
กลิ่นหอมลอยไปถึงบ้านข้าง ๆ อย่างรวดเร็ว
หลิวซิ่วเอ๋อ ภรรยาของลูกชายรองรู้ว่าทั้งสองคนไปขายของกินมาในวันนี้ เดิมตั้งใจรอดูเรื่องน่าขันหลังพวกนางกลับมา
ใครจะรู้ว่าพอสองคนนั้นกลับถึงบ้าน แม่สามีก็เอาเงินไปหาพี่ใหญ่เพื่อสั่งทำช้อน
ฝั่งบ้านข้าง ๆ ยังทั้งเชือดไก่ทั้งหุงข้าวขาว ทำเอานางโกรธจนเริ่มด่าทอขึ้นมาอีก
พออาหารเย็นเตรียมเสร็จ เจียงชิงเยว่กับซ่งตงเหมยก็หิวจนแทบทนไม่ไหวแล้ว
มือสั่น ๆ ตักข้าวเข้าปาก กินไปสองสามคำจึงค่อยรู้สึกมีแรงขึ้นมา
ซ่งตงเหมยคีบเห็ดกินไปพลางถามไปพลาง
“พี่สะใภ้สาม ท่านไปเก็บเห็ดบนเขาตั้งแต่เมื่อไร?”
เจียงชิงเยว่กระแอมเบา ๆ
“ไม่ได้เก็บมา คราวก่อนตอนเจ้ารออยู่ที่ร้านยา ข้าไปซื้อจากฝั่งตรงข้ามมา”
ใครจะรู้ว่าพอซ่งตงเหมยได้ยิน ก็สูดปากด้วยความเสียดายทันที
“เสียเงินเปล่าไปทำไมกัน รอฝนตกคราวหน้า ข้าจะพาท่านขึ้นเขาไปเก็บเอง”
เจียงชิงเยว่ถอนหายใจโล่งอก แล้วยิ้มกว้าง
“รู้แล้ว”
กำลังจะตั้งใจกินข้าวเพื่อฟื้นกำลัง ซ่งตงเหมยที่เริ่มมีแรงกลับมาก็เริ่มพูดมากอีกครั้ง
“พี่สะใภ้สาม ไก่นี่ทำไมไม่เผ็ดเท่าครั้งก่อนล่ะ? คราวก่อนอร่อยกว่า”
เจียงชิงเยว่ไม่ได้คิดมาก จึงตอบไปตามจริง
“พี่สามของเจ้าไม่กินเผ็ดไม่ใช่หรือ?”
พูดจบก็กลัวซ่งเยี่ยนจะเข้าใจผิด จึงรีบแก้คำ
“หลัก ๆ คือแผลเป็นของเขายังไม่หลุด กินเผ็ดแล้วจะระคาย หากเจ้าอยากกินเผ็ด คราวหน้าพวกเราแยกผัดก็ได้”
ซ่งตงเหมยร้อง “อี๋” ออกมาเบา ๆ แล้วมองทั้งสองคนอย่างมีนัยลึกซึ้ง
ซ่งเยี่ยนถูกมองจนรู้สึกไม่เป็นธรรมชาติ จึงเอ่ยขึ้นตรง ๆ
“ไม่เป็นไร ทำตามรสที่พวกเจ้าชอบเถอะ”
ครั้งก่อนเพียงแค่ตอนแรกยังไม่คุ้น พอกินไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มชินแล้ว
อีกอย่าง เขาไม่ได้เป็นคนทำอาหาร คนไม่ทำกับข้าวย่อมไม่ควรเลือกเค็มจืด เรื่องนี้เขาย่อมเข้าใจดี
เมื่อเห็นเขาพูดเช่นนั้น เจียงชิงเยว่ก็ส่งเสียงรับ “อ้อ” แล้วก้มหน้ากินข้าวต่อ
แม้มื้อเย็นวันนี้ไม่ได้เรียกอู๋ซื่อมากินด้วย แต่หลังอาหาร เจียงชิงเยว่ก็หยิบน้ำผึ้งออกมาหนึ่งไหแล้วยื่นให้ซ่งตงเหมย
“เอาไปบอกท่านแม่ว่า น้ำผึ้งนี้ให้แม่ใช้บำรุงปอด ระงับไอ อย่าลืมชงกับน้ำดื่มร้อนดื่มเป็นประจำ หากต้มกับหัวไชเท้าหรือขิงเล็กน้อยจะยิ่งได้ผลดี”
ซ่งตงเหมยมองนางอย่างซาบซึ้ง
“พี่สะใภ้สาม แต่น้ำผึ้งของพวกเรามีอยู่เท่านั้นเอง อีกสองวันขายหมดแล้วจะทำอย่างไร?”
ซ่งเยี่ยนเองก็คิดไม่ถึงว่าเจียงชิงเยว่จะใจกว้างถึงเพียงนี้
หากเป็นเมื่อก่อน ของที่มอบให้นางแล้วก็ย่อมเป็นของนาง ใครก็อย่าหวังจะคิดถึง
เขาจึงยากนักที่จะเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน
“พรุ่งนี้เช้าข้าขึ้นเขาไปอีกครั้งก็ได้”
เจียงชิงเยว่ยัดไหใส่มือซ่งตงเหมยโดยตรง
“น้ำผึ้งที่เหลือน่าจะยังพอใช้ได้อีกสองวัน เจ้าเอากลับไปก่อน แล้วบอกทุกคนให้ชัดเจนว่าให้ท่านแม่ใช้รักษาอาการป่วย”
พูดจบก็หันไปมองซ่งเยี่ยน
“ถ้าน้ำผึ้งบนเขาเก็บยากก็ช่างเถอะ ข้าคิดวิธีอื่นไว้แล้ว”
เดิมทีการเก็บน้ำผึ้งก็ไม่ใช่หนทางระยะยาว ความเสี่ยงสูงเกินไป ตัวแปรก็มากเกินไป
อีกทั้งยังต้องถูกจำกัดด้วยฤดูกาล
วันนี้ตอนอยู่ตลาดทางตะวันตก นางเห็นคนขายน้ำตาลอี๋ถัง จึงนึกได้ว่าสามารถต้มน้ำตาลอี๋ถังมาใช้แทนน้ำผึ้งได้
ต้นทุนต่ำ อีกทั้งปริมาณน้ำตาลที่ได้ก็นับว่าไม่น้อย
ซ่งตงเหมยจะไปรู้ได้อย่างไรว่านางกำลังคำนวณเรื่องเหล่านี้อยู่ เพียงคิดว่านางเป็นห่วงความปลอดภัยของซ่งเยี่ยน
จึงอดมองซ่งเยี่ยนอย่างอิจฉาไม่ได้
“พี่สาม พี่สะใภ้สามดีกับท่านจริง ๆ ต้องกลัวว่าท่านจะบาดเจ็บแน่เลย”
เจียงชิงเยว่ “…”
ซ่งเยี่ยน “…”
ทั้งสองสบตากันแวบหนึ่ง แล้วต่างก็พร้อมใจกันไม่พูดต่อ
วันรุ่งขึ้นก่อนออกเดินทาง ซ่งเยี่ยนมอบถ้วยไม้ไผ่ให้เจียงชิงเยว่ยี่สิบใบโดยตรง
เมื่อเห็นนางตกใจ เขาจึงอธิบาย
“มิใช่ว่ามีคนอยากซื้อกลับไปด้วยหรือ? ข้ากลัวไม่พอ เลยทำเพิ่มไว้”
เจียงชิงเยว่รับมาลูบดู ถ้วยไม้ไผ่ชุดนี้ถูกขัดจนเรียบลื่นมาก ไม่เพียงปอกผิวนอกออกแล้ว ด้านบนยังแกะลวดลายง่าย ๆ ไว้ด้วย
นางอดอุทานด้วยความทึ่งไม่ได้
“ฝีมือเจ้าดีไม่น้อยเลยนะ แทบจะตามพี่ใหญ่ทันแล้ว”
ซ่งเยี่ยนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ก่อนหมุนตัวกลับเข้าห้องไป
การไปขายครั้งนี้ เจียงชิงเยว่กับซ่งตงเหมยขายได้เต็ม ๆ หนึ่งร้อยถ้วย นอกจากคนที่เมื่อวานไม่ได้กินแล้ว ยังมีคนอีกไม่น้อยที่ได้ยินชื่อแล้วตามมาซื้อ
โดยเฉพาะตอนเที่ยงเมื่อสำนักศึกษาเลิกเรียน แผงของทั้งสองถูกเหล่าบัณฑิตล้อมไว้แน่นทันที
ครั้งเดียวได้เงินกว่าห้าร้อยอีแปะ เจียงชิงเยว่กับซ่งตงเหมยต่างยิ้มหน้าบาน
เมื่อขายวุ้นเซียนเฉ่าถ้วยสุดท้ายหมด ทั้งสองก็เตรียมไปตลาดทิศตะวันออกเพื่อซื้อของกลับบ้าน
ข้าวสาลีที่ใช้ทำน้ำตาลอี๋ถัง จริง ๆ ในหมู่บ้านก็มี อีกทั้งยังถูกกว่า
แต่ตอนนี้เจียงชิงเยว่ยังไม่อยากให้คนในหมู่บ้านรู้รายละเอียดการค้าของตน จึงตรงไปยังร้านข้าวสาร
นอกจากข้าวสาลีแล้ว การทำน้ำตาลอี๋ถังยังต้องใช้ข้าวเหนียวด้วย
ส่วนนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ของคุณภาพดีนัก ซื้อเพียงข้าวหักก็พอแล้ว
เมื่อซื้อธัญพืชสำหรับทำน้ำตาลอี๋ถังเสร็จ เจียงชิงเยว่ก็ถือโอกาสซื้อข้าวสารกับแป้งกลับไปด้วย
จากนั้นยังไปร้านเนื้อเพื่อซื้อเนื้อ และไปตลาดผักซื้อผักกลับมาไม่น้อย
เมื่อวานตอนทั้งสองกลับมา ทุกคนเห็นพวกนางมือเปล่า จึงคิดว่าคงขายไม่ออก เลยไม่มีใครถามอะไร
วันนี้เห็นทั้งสองออกจากบ้านแต่เช้าพร้อมของไปตลาดอีกครั้ง พอตอนบ่ายยังแบกเนื้อและผักกลับมามากมาย
ทุกคนจึงอดชะงักไม่ได้
“ชิงเยว่ พวกเจ้าสองคนหาเงินได้แล้วหรือ?”
เจียงชิงเยว่รู้ว่าปิดบังไม่พ้น จึงตอบอย่างขอไปที
“ก็แค่ได้เงินค่าเหนื่อยนิดหน่อยพอกินข้าวเท่านั้น นี่ก็เพราะถูกบีบจนไม่มีหนทางแล้ว”
ทุกคนได้ฟังก็เพียงหัวเราะแห้ง ๆ ไม่ซักถามต่อ
อย่างไรเสียปีนี้ชีวิตของทุกบ้านก็ไม่ง่าย ปกติทุกคนก็เคยชินกับการขึ้นเขาไปหาของป่า เอาไปขายที่ตลาดเพื่อช่วยค่าใช้จ่ายในบ้านอยู่แล้ว
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
เหนื่อยมาครึ่งวัน เจียงชิงเยว่ก็ล้าจนไม่อยากพูด นางจึงก้มหน้าหลับตาพักผ่อน
จู่ ๆ ในใจก็ผุดความคิดหนึ่งขึ้นมา
ไม่รู้ว่าตอนนี้ซ่งเยี่ยนกำลังทำอะไรอยู่?
พอนึกถึงว่าเขาอยู่บ้านคนเดียว ครอบครองห้องอย่างสบาย ๆ เขียนอักษรอย่างไม่รีบร้อน นางก็เกิดความอิจฉาอย่างบอกไม่ถูก
แต่พอกลับถึงบ้าน เห็นซ่งเยี่ยนยืนก้มตัวอยู่บนหลังคา
ความอิจฉานั้นก็พลันหายไปทันที.