ยามรุ่งสาง เมื่อแสงอาทิตย์สายแรกส่องลอดหน้าต่างด้านหลังเข้ามาในห้อง เจียงชิงเยว่ก็ลืมตาตื่น
ตลอดทั้งคืน นางฝันร้ายไม่หยุด พอตื่นขึ้นมาก็รู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งร่าง ชาติก่อนนางเป็นคนชอบนอนตื่นสายที่สุด แต่ครั้งนี้กลับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ไม่คิดจะนอนต่อแม้แต่น้อย
เจียงชิงเยว่ขยี้ตา มองไปรอบ ๆ เพื่อยืนยันว่าบ้านทรุดโทรมหลังนี้ยังอยู่ และมืออ้วนกลมราวกับขาหมูก็ยังเป็นของตนเอง
จากนั้นรีบลุกขึ้นเพื่อตรวจดูว่า ซ่งเยี่ยน ยังอยู่หรือไม่
ใครจะรู้ว่าเพียงเปิดม่านฟางขึ้น นางก็ยืนนิ่งอยู่กับที่ทันที
หากบริเวณที่ตนนอนบนพื้นเมื่อคืนเรียกว่าซอมซ่อ พื้นที่อีกด้านที่เป็นฝั่งของเจ้าของร่างเดิมก็คงต้องเรียกว่า “พังพินาศ”
ยิ่งไปกว่านั้นทั้งสกปรกและรกรุงรังเสียด้วย
เป็นผืนดินเดียวกันแท้ๆ แต่ฝั่งของซ่งเยี่ยนกลับสะอาดตา ส่วนฝั่งนี้กลับเต็มไปด้วยข้าวของกองระเกะระกะและกองขยะ เพียงเดินผ่านก็มีฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่ว
ดูจากสภาพแล้ว หลังแต่งเข้ามาคงไม่เคยเก็บกวาดแม้แต่วันเดียว ใช้ชีวิตตามอำเภอใจล้วน ๆ
คำว่า “บ้านมีเพียงสี่ผนัง” กับ “รกจนหาที่เหยียบไม่ได้” กลับอยู่ร่วมกันได้อย่างน่าอัศจรรย์
มองเผิน ๆ ราวกับซากโบราณสถานที่ถูกสงครามทำลาย เหลือเพียงเศษซากให้ผู้คนรำลึกถึงอดีต
ขณะเจียงชิงเยว่ยืนเหม่อมองอยู่นั้น จู่ ๆ ก็รู้สึกถึงสายตาเยียบเย็นคู่หนึ่งที่จับจ้องมายังร่างของนาง
นางรีบก้มมอง
ทว่าชายบนเตียงยังคงนอนนิ่งเหมือนเมื่อคืน ไม่มีทีท่าว่าจะตื่น
เจียงชิงเยว่จึงเดินเข้าไปใกล้ ก้มตัวลงและยื่นนิ้วแตะตรงปลายจมูกของเขา
เมื่อสัมผัสได้ถึงลมหายใจสม่ำเสมอ และแน่ใจว่าอีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่ นางจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนหันหลังเดินออกไป
หาได้เห็นไม่ว่า ทันทีที่นางหมุนตัวจากไป ดวงตาสีดำสนิทของชายบนเตียงก็ลืมขึ้นอีกครั้ง
ในแววตานั้น นอกจากความไม่พอใจแล้ว ยังเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้
หากไม่ใช่เพราะรูปร่างกำยำอ้วนใหญ่ของนางยังเหมือนเดิม ซ่งเยี่ยนคงคิดว่าตนจำคนผิดเสียแล้ว
หรือว่าเมื่อวานนางออกไปอาบน้ำในลำธาร?
ถึงได้เปลี่ยนเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งเหมือนผ้าขี้ริ้วพวกนั้นทิ้งไปด้วย?
หึ…
วันนี้ฝนแดงคงตกจากฟ้าแล้วจริง ๆ
คิดเพียงเท่านั้น เขาก็หลับตาลงอีกครั้ง ปล่อยให้ร่างกายพักฟื้นอย่างเงียบงัน
ชาติที่แล้ว ช่วงเวลาเดียวกันนี้ เขาถูกก่อกวนทั้งคืนจนไม่ได้นอน อีกทั้งบาดแผลบนศีรษะก็ไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที หลังจากนั้นยังต้องนอนพื้นอยู่เป็นเวลานาน
สุดท้ายจึงกลายเป็นโรคปวดศีรษะเรื้อรัง
ทุกครั้งที่ลมฝนมาเยือน ความเจ็บปวดจะรุนแรงราวกับศีรษะแตกเป็นเสี่ยง ๆ ความทรมานติดตัวไปจนวันตาย
เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยเดิม เขาจึงยอมขึ้นมานอนบนเตียงสกปรกเมื่อคืน
แต่กลับคาดไม่ถึงว่าเจียงชิงเยว่จะไม่คัดค้านแม้แต่น้อย
ประหลาด…
ช่างประหลาดเหลือเกิน
………
หลังออกจากบ้าน เจียงชิงเยว่เดินสำรวจลานเล็ก ๆ รอบหนึ่ง
ลานแห่งนี้ไม่ได้กว้างนัก เมื่อนางค้นหาความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม จึงพบว่าที่นี่เดิมเป็นส่วนหนึ่งของบ้านใหญ่ข้าง ๆ ก่อนจะก่อกำแพงแบ่งพื้นที่ออกมาในภายหลัง
เดิมที ก่อนแต่งงาน เจ้าของร่างเดิมเอาแต่โวยวายว่าจะไม่อยู่ร่วมกับแม่สามีและครอบครัวใหญ่
แรกเริ่มทั้งพี่สะใภ้ใหญ่และพี่สะใภ้รองต่างไม่เห็นด้วย
แต่ต่อมา เจียงชิงเยว่พอถึงเวลาทำงานก็หายตัว พอถึงเวลากินข้าวกลับถือชามมานั่งรอทันที
เรื่องกินนั้น คนทั้งบ้านรวมกันยังแย่งไม่ชนะนางคนเดียว
สุดท้ายทุกคนจึงช่วยกันขนหินมาก่อกำแพง แยกสองสามีภรรยาออกมาต่างหาก
ทรัพย์สินที่แบ่งให้มีเพียงบ้านดินสองห้อง
ห้องใหญ่ใช้เป็นห้องนอน ส่วนห้องเล็กเป็นห้องครัว
เมื่อมีห้องนอนอันน่าสยดสยองเป็นตัวเปรียบเทียบ พอเจียงชิงเยว่เดินเข้ามาในครัวที่ยังพอดูเรียบร้อย นางก็รู้สึกปลื้มใจขึ้นมาทันที
ดูท่าพื้นที่ส่วนกลางทั้งหมดคงเป็นซ่งเยี่ยนที่คอยดูแล
นางกวาดตามองรอบเตาไฟ พบว่ามีเครื่องปรุงเพียงเกลือกับมันหมู
ชาม จาน และตะเกียบมีไม่มากนัก แต่ก็พอใช้งานได้
เจียงชิงเยว่รู้ดีว่า อย่างน้อยในตอนนี้ นางยังไม่อาจจากที่นี่ไปได้
เพื่อแลกกับความสงบสุข นางยินดีทุ่มเทเพิ่มอีกสักหน่อย ชดเชยความผิดที่เจ้าของร่างเดิมเคยก่อไว้
ดังนั้น นางจึงตั้งใจใช้ฝีมือทำอาหารอันเป็นความภาคภูมิใจ มาทลายกำแพงน้ำแข็งระหว่างคนทั้งสอง
ชาติที่แล้ว พ่อแม่หย่าร้างตั้งแต่นางยังเล็ก ต่างคนต่างสร้างครอบครัวใหม่
ปู่ย่าที่เลี้ยงดูนางก็จากไปเร็ว
นางจึงหัดทำอาหารด้วยตนเองตั้งแต่อายุยังน้อย
ต่อมาทั้งเรียนต่างถิ่น ทำงานคนเดียว เก็บเงินซื้อบ้านคนเดียว
ระหว่างต่อสู้ดิ้นรนกับชีวิต ฝีมือทำอาหารของนางก็ค่อย ๆ พัฒนา จนเรียกได้ว่าเชี่ยวชาญ
อย่างน้อยก็ไม่เคยปล่อยให้ท้องของตนต้องลำบาก
ปัญหาเพียงเท่านี้ ยังไม่อาจทำให้นางยอมแพ้ได้
เจียงชิงเยว่เพิ่งให้กำลังใจตัวเองอย่างฮึกเหิม
แต่ทันทีที่เปิดตู้เก็บของ ความมั่นใจก็พังครืนลงในพริบตา
ในถังข้าวเหลือเพียงปลายก้นถัง
ในถังแป้งก็มีแป้งดำเหลืออยู่นิดเดียว
นอกเหนือจากนั้น ไม่มีวัตถุดิบอื่นแม้แต่ชิ้นเดียว
คำว่า “แม่ครัวฝีมือดี ก็ไม่อาจหุงข้าวได้หากไร้เมล็ดข้าว” นั้นเป็นเรื่องจริงแท้
เจียงชิงเยว่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
สุดท้ายจึงหยิบข้าวหักออกมาหนึ่งกำมือ แล้วแอบนำข้าวสารจากมิติของตนออกมาอีกเล็กน้อย ผสมรวมกันก่อนนำไปต้มเป็นโจ๊ก
ของอย่างอื่นยังไม่เหมาะจะหยิบออกมาในเวลานี้
ยิ่งไปกว่านั้น ซ่งเยี่ยนก็ถือเป็นคนเจ็บ
โจ๊กขาวร้อน ๆ เหมาะกับเขาที่สุดแล้ว
ส่วนตัวนางนั้น…
ไม่จำเป็นต้องกิน
เมื่อโจ๊กเริ่มเดือด เจียงชิงเยว่เหลือบมองไปทางห้องนอน เห็นว่ายังไม่มีความเคลื่อนไหว จึงรีบหายตัวเข้าไปในมิติ
ทันทีที่เข้าไป นางก็เปิดตู้เย็น หยิบเกี๊ยวตัวเล็กที่เพิ่งห่อไว้เมื่อสองวันก่อนออกมา
ระหว่างต้มเกี๊ยว นางก็รีบวิ่งไปแปรงฟัน ล้างหน้าในห้องน้ำ
พอจัดการตัวเองเรียบร้อย เกี๊ยวก็สุกพอดี
นางเติมซีอิ๊วขาว น้ำส้มสายชู น้ำมันงา พริกไทย และเกลือลงในชาม ทำเป็นน้ำซุปรสเปรี้ยวหอมกรุ่น
จากนั้นจึงตักเกี๊ยวลงไป
เพียงคนเบา ๆ กลิ่นหอมก็ลอยฟุ้งไปทั่ว
เจียงชิงเยว่ก้มมองแล้วรู้สึกว่ายังขาดอะไรบางอย่าง
นางจึงคว้ากรรไกรเดินออกไปยังระเบียง
เหตุผลที่เลือกซื้อห้องชั้นสองซึ่งไม่ค่อยมีใครนิยม ก็เพราะชอบพื้นที่ระเบียงยื่นออกมานี้
เอาไว้ปลูกดอกไม้และพืชผักได้
สวนผักในฤดูกาลนี้เต็มไปด้วยผักสีเขียวสด
ทั้งแตงกวา มะเขือเทศ และพริก ต่างก็เริ่มติดผลแล้ว
เจียงชิงเยว่ไม่มีเวลาพิจารณาให้ละเอียด
นางตัดต้นหอมหนึ่งต้นกับผักชีสองต้น นำมาล้างสะอาดแล้วซอยโรยลงบนชาม
เกี๊ยวที่ดูเรียบง่ายก่อนหน้า พลันดูน่ากินขึ้นหลายเท่า
หลังจากไม่ได้กินอาหารร้อน ๆ มาสองวันเต็ม เจียงชิงเยว่ก็ไม่คิดเรื่องลดน้ำหนักอีกต่อไป
อย่างไรเสีย การลดน้ำหนักเป็นเรื่องระยะยาว
แต่อาหารเช้านั้นห้ามขาดเด็ดขาด
ยิ่งอีกเดี๋ยวยังมีงานอีกมาก และมีผู้คนอีกมากที่ต้องรับมือ
เมื่อโน้มน้าวตัวเองสำเร็จ นางจึงกินเกี๊ยวชามใหญ่จนหมดเกลี้ยงอย่างสบายใจ
กำลังจะยกน้ำซุปขึ้นดื่มจนหมด
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังมาจากภายนอกมิติ
เจียงชิงเยว่รีบออกจากมิติในพริบตา แล้ววิ่งไปเปิดประตูลานบ้าน
ผู้มาเยือนคือสตรีวัยราวสี่สิบกว่า รูปร่างผอมบาง ใบหน้าซีดเซียวปนเหลืองหม่นเพราะความเหนื่อยยาก
แต่กลับไม่มีเค้าความดุร้ายหรือใจคับแคบแม้แต่น้อย
ทันทีที่เปิดปากพูด น้ำเสียงก็อ่อนโยนและเกรงใจอยู่หลายส่วน
“เสี่ยวเยว่ เหตุใดตื่นเช้านัก? ไม่นอนต่ออีกหน่อยหรือ?”
เจียงชิงเยว่งุนงงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะจำได้ว่านี่คือ อู๋ซื่อ มารดาของซ่งเยี่ยน และเป็นแม่สามีของนาง
เพื่อป้องกันไม่ให้ซ่งเยี่ยนฟื้นขึ้นมาแล้วฟ้องความผิดเก่า ๆ
นางจึงตัดสินใจลงมือก่อน
“ท่านแม่ เหตุใดมาถึงแต่เช้าเจ้าคะ? เมื่อคืนอาเยี่ยนเผลอศีรษะกระแทกจนแตก ตอนนี้ยังนอนพักอยู่ ข้าตื่นขึ้นมาต้มโจ๊กไว้ให้เขาดื่มพอดี”
ใครจะคิดว่า หลังได้ยินเรื่องบาดแผลของบุตรชาย อู๋ซื่อกลับไม่ได้แสดงความตกใจนัก
ตรงกันข้าม สิ่งที่ทำให้นางสั่นสะเทือนยิ่งกว่า กลับเป็นคำว่า “ท่านแม่”
เพราะนี่คือครั้งแรกที่เจียงชิงเยว่เรียกนางเช่นนี้
เจียงชิงเยว่เข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังกังวลเรื่องอาการบาดเจ็บ จึงรีบอธิบายต่อ
“แต่ท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าทายาและห้ามเลือดให้แล้ว พักรักษาตัวสักสองวันก็คงหายดี”
ทันทีที่ได้ยิน อู๋ซื่อก็จับมือนางไว้แน่น ดวงตาแดงเรื่อด้วยความตื้นตัน
“ดี… ดีแล้ว… ลำบากเจ้าแล้ว ที่คอยดูแลลูกสามของข้า”