บทที่ 8: ครอบครัวที่วุ่นวาย
หลู่เฉียวเกอหยุดยืนอยู่ริมทะเลสาบ เธอไม่แน่ใจเลยว่าในมุมมืดที่มองไม่เห็นจะมีสายตาของคนจากฝั่งฉินเหิงจือคอยจับจ้องอยู่หรือไม่ เธอตัดสินใจยืนรออย่างเงียบเชียบ ปล่อยให้เวลาผ่านไปช้าๆ จนกระทั่งแมวลายสลิดตัวเก่งที่วิ่งออกไปสืบข่าวเมื่อครู่วิ่งเหยาะย่างกลับมาหา เมื่อได้รับข้อมูลยืนยันจากมัน หลู่เฉียวเกอจึงแน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าใต้ผืนน้ำอันเงียบสงบนี้มีแท่งเหล็กจำนวนมหาศาลซุกซ่อนอยู่จริงๆ
ระหว่างที่กำลังครุ่นคิดถึงวิธีการที่พวกหัวขโมยใช้ลักลอบนำแท่งเหล็กหนักอึ้งเหล่านั้นลงไปทิ้งไว้ที่ก้นทะเลสาบ เธอก็หันไปบอกกับน้องชายคนเล็กด้วยน้ำเสียงสบายๆ
“น้องสี่ เราเลิกตกปลากันเถอะ เปลี่ยนมาใช้สวิงช้อนปลาแทนดีกว่า”
ความจริงแล้วหลู่เฉียวเกอเริ่มหมดสนุกกับการตกปลา เธออดคิดไม่ได้ว่าถ้าบังเอิญตกได้ปลาที่สามารถส่งเสียงพูดในใจได้ขึ้นมาจริงๆ เธอจะกล้าทำใจกินมันลงหรือไม่
จากที่สังเกตดูกุ้งฝอยตัวเล็กจิ๋วในน้ำ พวกมันไม่มีเสียงความคิดใดๆ เล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน แถมกุ้งพวกนี้ก็ไม่สามารถเติบโตไปได้มากกว่านี้แล้ว ส่วนพวกปลาซิวปลาสร้อยเองก็มีขนาดเล็กแค่นี้ตลอดไปเช่นกัน ดูเหมือนว่าเงื่อนไขของการส่งเสียงในใจได้ จะต้องเป็นสัตว์น้ำที่มีอายุยืนยาวผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายปีเท่านั้น
ทางด้านแมวลายสลิด เมื่อได้ยินหลู่เฉียวเกอพูดแบบนั้น มันก็เบิกตากลมโตขึ้นด้วยความตื่นเต้น มันไม่เคยนึกฝันมาก่อนเลยว่าในชีวิตนี้จะมีมนุษย์ใจดีลงมือช้อนปลาสดๆ มาเสิร์ฟให้ถึงที่ ดวงตาของมันเป็นประกายแวววาว น้ำลายหยดติ๋งลงมาด้วยความหิวโหย
น้องสี่เป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่ายมาก เขารีบส่งสวิงช้อนปลาให้พี่สาวอย่างรวดเร็ว หลู่เฉียวเกอรับสวิงมาถือไว้ เธอหลับตาลงและตั้งสมาธิเพื่อเงี่ยหูฟังเสียงรอบข้าง เพียงครู่เดียวเธอก็สามารถสัมผัสได้ถึงตำแหน่งที่แน่นอนของฝูงปลาซิวใต้ผิวน้ำได้อย่างแม่นยำ น่าประหลาดใจที่เมื่อเธอสามารถจับตำแหน่งของพวกมันได้ ฝูงปลาซิวเหล่านั้นก็คล้ายจะว่ายน้ำช้าลงอย่างเห็นได้ชัด
ใช้เวลาเพียงไม่ถึงสามสิบนาที เธอก็สามารถใช้สวิงช้อนเอาปลาซิวและกุ้งฝอยขึ้นมาได้ถึงครึ่งถังน้ำ ในจำนวนนี้มีปลาสองตัวที่สามารถส่งเสียงในใจออกมาได้ หลู่เฉียวเกอจึงตัดสินใจโยนพวกมันกลับคืนสู่แหล่งน้ำตามเดิม
หนึ่งในสองตัวนั้นเป็นปลาดุกตัวสีดำทะมึนที่ว่ายน้ำไล่กวดฝูงปลาซิวมาติดๆ หลังจากที่ร่างกายของมันตกลงกระทบผิวน้ำ มันก็เริ่มร้องห่มร้องไห้พร้อมกับตะโกนเสียงดังลั่นในใจ
‘โอ๊ย ตกใจแทบแย่เลยโว้ย’
หลู่เฉียวเกอเลือกที่จะเงียบและทำเป็นไม่สนใจเสียงโวยวายนั้น
เมื่อภารกิจทุกอย่างเสร็จสิ้นและได้รับการยืนยันเป็นที่แน่ชัดแล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องรีบปลีกตัวออกไปจากที่นี่ เนื่องจากบริเวณริมทะเลสาบแห่งนี้ค่อนข้างเป็นจุดล่อแหลมและอาจทำให้เกิดปัญหาตามมาได้
แต่ใครจะไปคิดว่าในระหว่างทางเดินกลับบ้าน เธอจะบังเอิญเดินสวนกับเสิ่นยวิ่นเข้าอย่างจัง
หลู่เฉียวเกอไม่มีอารมณ์จะเสวนาด้วย เธอตั้งใจจะเดินผ่านหน้าอีกฝ่ายไปเงียบๆ แต่เสิ่นยวิ่นกลับกางแขนออกมากั้นทางเอาไว้เสียก่อน
สภาพของเสิ่นยวิ่นในเวลานี้ดูไม่ได้เลย ดวงตาของเธอบวมเป่งและแดงก่ำ ใบหน้าดูซูบซีดไร้ราศี บ่งบอกให้รู้ว่าเพิ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักหน่วง
เธอเค้นเสียงพูดออกมาด้วยความโกรธแค้น
“หลู่เฉียวเกอ ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยนะว่าเธอจะเป็นคนใจร้ายใจดำได้ขนาดนี้ เธอทำลายชื่อเสียงของฉันกับพี่เหลียงอ้ายซูพังป่นปี้หมดแล้ว มันมีประโยชน์อะไรกับเธอฮะ พี่เหลียงอ้ายซูเกลียดเธอเข้าไส้แล้ว ตอนนี้ถึงเธอคิดจะกู้สถานการณ์กลับมาให้เป็นเหมือนเดิม มันก็ไม่มีทางเป็นไปได้อีกแล้ว”
หลู่เฉียวเกอปรายตามองเสิ่นยวิ่นด้วยสายตาเย้ยหยัน เธอไม่รู้สึกสะทกสะท้านกับคำด่าทอเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย
“เมื่อวานเธอตั้งใจดึงฉันให้ตกลงไปในน้ำ บัญชีแค้นเรื่องนี้ฉันยังไม่ได้สะสางกับเธอเลยนะ แล้วเธอไปเอาความกล้าและหน้าหนาๆ จากไหนมาด่าว่าฉันเป็นคนใจร้ายฮะ”
“แถมยังกล้าพูดเรื่องชื่อเสียงอีกเหรอ”
“ถ้าเธอชอบเหลียงอ้ายซูก็ควรจะบอกฉันมาตรงๆ สิ พวกเราก็รู้จักและโตมาด้วยกันตั้งหลายปี ฉันพร้อมที่จะหลีกทางให้พวกเธออยู่แล้ว แต่สิ่งที่เธอทำคืออะไร เธอแอบไปพลอดรักกับเขาลับหลังฉัน พวกเธอสองคนมีใครเป็นคนดีบ้าง ทำตัวไร้ยางอายจนฉันรับไม่ได้”
“เมื่อวานเธอตั้งใจขัดขวางไม่ให้ฉันไปสอบเข้าทำงาน ตั้งใจจัดฉากให้ฉันเห็นเหลียงอ้ายซูกอดปลอบและเช็ดน้ำตาให้เธอ ตั้งใจยั่วโมโหฉันแล้วก็ดึงฉันตกน้ำ ตอนนี้เธอยังมีหน้าวิ่งมาเรียกร้องหาชื่อเสียงจากฉันอีกเหรอ ยังคิดว่าฉันเป็นคนโง่เง่าเหมือนเมื่อก่อนอีกหรือไง”
“เสิ่นยวิ่น กลับบ้านไปส่องกระจกดูตัวเองเถอะ ลองพิจารณาดูสิว่าหน้าตาของเธอยังอยู่ดีไหม หรือว่าความอายมันหายไปหมดแล้ว”
พูดจบหลู่เฉียวเกอก็ใช้มือผลักไหล่อีกฝ่ายออกไปให้พ้นทาง
“สุนัขที่ดีต้องรู้จักไม่ขวางทางคนเดิน ไสหัวไป”
เสิ่นยวิ่นไม่คาดคิดมาก่อนว่าหลู่เฉียวเกอจะฝีปากกล้าและตอบโต้กลับมาได้เจ็บแสบขนาดนี้ เธอตกตะลึงจนยืนตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ หลังจากถูกหลู่เฉียวเกอผลักจนเซไปด้านหลังถึงเพิ่งได้สติกลับคืนมา ใบหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำด้วยความโกรธ เมื่อหันไปเห็นสายตาจับจ้องของคนที่เดินผ่านไปมา ร่างกายของเธอก็สั่นสะท้านด้วยความอับอายขายหน้า
นิ้วมือของเธอสั่นระริก เธอพยายามจะอ้าปากด่าทอแต่ผ่านไปเนิ่นนานก็พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
หลู่เฉียวเกอไม่ใส่ใจกับท่าทีของอีกฝ่าย เธอหันไปจูงมือน้องชายคนเล็กที่กำลังยืนทำหน้างุนงงและพาเดินกลับบ้านต่อไป
เสิ่นยวิ่นทำได้เพียงยืนมองตามแผ่นหลังที่เดินจากไปอย่างสบายอารมณ์ของหลู่เฉียวเกอ แววตาของเธอเต็มไปด้วยความโกรธแค้น เธอสงสัยเหลือเกินว่าหลู่เฉียวเกอเปลี่ยนเป็นคนเย็นชาและร้ายกาจแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่
อยากเข้าทำงานในสำนักงานเขตเซี่ยงหยาง อยากได้งานที่มั่นคงงั้นเหรอ ฝันไปเถอะ
ตราบใดที่เธอยังทำงานอยู่ในโรงงานทหาร หลู่เฉียวเกอก็อย่าหวังว่าจะได้มีโอกาสลืมตาอ้าปากไปตลอดชีวิต
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ซุนฉินถือจดหมายชมเชยเดินทางมาถึงสำนักงานเขตเซี่ยงหยางด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
เธอเริ่มต้นด้วยการกล่าวคำขอบคุณเจ้าหน้าที่ในสำนักงานเขตทีละคนอย่างนอบน้อม จากนั้นจึงเดินไปส่งจดหมายฉบับนั้นให้ผู้อำนวยการหูด้วยตัวเอง
เธอพูดด้วยความจริงใจและซาบซึ้ง
“ผู้อำนวยการหูคะ จดหมายชมเชยฉบับนี้ฉันตั้งใจเขียนขึ้นเพื่อมอบให้ผู้นำสำนักงานเขตทุกท่านรวมถึงหลู่เฉียวเกอค่ะ ฉันขอขอบคุณหลู่เฉียวเกอจากใจจริงที่ช่วยแก้ปัญหาให้ฉัน หากไม่เป็นเช่นนั้น นอกจากการทนหน้าด้านอยู่ในบ้านสกุลจ้าวต่อไป ฉันกับลูกสาวก็คงมีแต่ทางตันแล้วค่ะ”
ผู้อำนวยการหูได้ฟังดังนั้นก็รีบตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
“ไม่ว่าคุณจะเผชิญกับเรื่องเลวร้ายอะไร คุณต้องเชื่อมั่นในตัวผู้นำและเชื่อมั่นในองค์กรของเรานะครับ ต้องเชื่อว่าเมื่อรถม้าวิ่งไปถึงหน้าภูเขาย่อมมีทางออกเสมอ อย่ามัวแต่คิดฟุ้งซ่านในแง่ร้ายไปเลยครับ”
ซุนฉินพยักหน้ารับและยืนยันว่าเธอจะไม่คิดฟุ้งซ่านอีกต่อไป แต่เธอก็ยังรู้สึกขอบคุณหลู่เฉียวเกอมากจริงๆ เธอพอใจกับผลการจัดการปัญหาเมื่อวานนี้มาก หากให้คะแนนการทำงาน เธอจะให้คะแนนเต็มอย่างแน่นอน
เวลานี้หลู่เฉียวเกอยังไม่รู้เรื่องที่ซุนฉินเดินทางไปหาผู้อำนวยการหูที่สำนักงานเขตเซี่ยงหยาง เธอและน้องชายคนเล็กเพิ่งเดินมาถึงหน้าประตูบ้านและกำลังยืนนิ่งมองเข้าไปข้างใน
เมิ่งเสียผู้เป็นแม่กลับมาถึงบ้านแล้ว ทว่าในลานบ้านไม่ได้มีแค่เธอเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ยังมีหญิงสาวอีกคนที่ดูเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางไกลและหญิงชราที่มีสีหน้าบึ้งตึงยืนอยู่ด้วย ข้างกายพวกเธอมีห่อผ้าใบใหญ่หลายใบวางกองอยู่บนพื้น
ตอนนั้นเอง หญิงสาวคนดังกล่าวกำลังร้องไห้ฟูมฟายและต่อว่ามารดาด้วยความโกรธ
“แม่ ตอนนี้มีคนตั้งมากมายกำลังจัดการเรื่องขอย้ายกลับเมือง ฉันเองก็เฝ้ารอคอยทั้งวันทั้งคืนให้พวกแม่ไปรับฉันกลับมาอยู่ที่นี่”
“ฉันต้องไปตกระกำลำบากอยู่ที่ชนบทตั้งเท่าไหร่ แถมยังต้องดึงย่าให้ไปตากแดดตากลมลำบากด้วย โควตาแนะนำเข้าทำงานของสำนักงานเขตนั่นมันไม่ควรเป็นของฉันเหรอ”
“พวกแม่ไม่เพียงแต่ลำเอียงรักลูกไม่เท่ากัน แต่ยังใจดำมากด้วย ต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนนะ ฉันเป็นคนเสียสละไปอยู่ชนบทแทนพี่รอง ทำไมถึงไม่เอาโควตาแนะนำเข้าทำงานมาให้ฉันล่ะ แต่กลับเอาไปประเคนให้พี่รองแทนได้ยังไง”
น้องสี่ได้ยินเสียงทะเลาะกันก็รู้สึกกังวลเล็กน้อย แต่เขาก็ยังส่งเสียงเรียกผู้ใหญ่เบาๆ
“คุณย่า พี่สาม”
หลู่เฉียวเกอพยายามนึกย้อนความทรงจำในอดีต
หญิงสาวคนที่กำลังร้องไห้โวยวายคนนั้นคือหลู่เฉียวหลิง น้องสาวคนที่สามของร่างเดิม เรื่องราวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเมื่อสองปีก่อน
พี่น้องสองคนอายุห่างกันเพียงหนึ่งปี ในตอนนั้นคนหนึ่งอายุสิบหกปี อีกคนอายุสิบเจ็ดปี จากนั้นสำนักงานเยาวชนก็ส่งประกาศแจ้งให้บ้านสกุลหลู่ส่งลูกสาวหนึ่งคนเดินทางไปใช้แรงงานที่ชนบท
ตอนนั้นหลู่เฉียวเกอมีคู่หมั้นหมายแล้ว หลู่เฉียวหลิงไม่อยากไป หลู่เฉียวเกอยิ่งไม่อยากไปใหญ่ เหลียงอ้ายซูกำลังเรียนมหาวิทยาลัย หากเธอต้องไปอยู่ที่ชนบท เรื่องการแต่งงานก็คงล้มเหลวไม่เป็นท่า
พ่อแม่บ้านสกุลหลู่รู้สึกลำบากใจเป็นอย่างมากที่ต้องเลือกส่งลูกสาวคนใดคนหนึ่งไป จากนั้นหลู่เฉียวเกอกับหลู่เฉียวหลิงจึงใช้วิธีเป่ายิ้งฉุบเพื่อตัดสินชะตาชีวิต ใช่แล้ว มันดูเป็นเรื่องเล่นๆ ไร้สาระแบบนั้นแหละ แต่ในสถานการณ์ตอนนั้นมันไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้แล้วจริงๆ
สุดท้ายหลู่เฉียวเกอเป็นฝ่ายชนะ หลู่เฉียวหลิงจึงต้องร้องไห้เก็บข้าวของเดินทางไปชนบท ย่าหลู่บังคับให้พ่อหลู่ไปหาคนรู้จักเพื่อช่วยจัดการให้หลู่เฉียวหลิงได้ไปทำงานในหมู่บ้านที่บ้านเกิด ย่าหลู่รู้สึกไม่วางใจหลานสาวจึงเดินทางตามไปดูแลด้วย
เมื่อไม่นานมานี้เมิ่งเสียยังบอกให้พ่อหลู่หาวิธีรับลูกสาวคนที่สามกลับมาอยู่เลย ไม่คิดว่าจะกลับมาด้วยตัวเองแบบนี้
หลู่เฉียวหลิงยกมือขึ้นปาดน้ำตา เธอกล่าวด้วยความโกรธ
“ฉันไม่สนใจหรอก ต่อให้ต้องกระโดดแม่น้ำตาย ฉันก็จะไม่กลับไปเหยียบที่ชนบทอีกแล้ว”
เมิ่งเสียโกรธจัดจนต้องยกมือขึ้นกุมหน้าอก เธอนั่งลงใต้ต้นไม้โดยไม่ส่งเสียงด่าทอใดๆ ออกมา
หลู่เฉียวเกอตัดสินใจผลักประตูบานใหญ่เข้าไปพร้อมกับเอ่ยเรียกคุณย่า
หลู่เฉียวหลิงไม่คิดว่าพี่สาวคนที่สองจะกลับมาถึงบ้านในเวลานี้ เธอเดาว่าพี่สาวต้องได้ยินคำพูดด่าทอเมื่อครู่นี้อย่างแน่นอน เธอรีบเช็ดน้ำตา เบ้ปากด้วยความรู้สึกผิด แล้วขยับตัวเข้าไปยืนหลบอยู่ด้านหลังคุณย่า
หลู่เฉียวเกอเดินเข้าไปใกล้พร้อมกับพูดกับหลู่เฉียวหลิงด้วยเหตุผล
“เรื่องอื่นเอาไว้ก่อน พวกเรามาพูดเรื่องไปชนบทกันเถอะ เรื่องนี้เธอไม่ได้เสียสละไปแทนฉันสักหน่อย ตอนนั้นพวกเราตกลงกันว่าจะเป่ายิ้งฉุบตัดสินในครั้งเดียว ผลคือเธอแพ้ จากนั้นเธอก็ขอเป่ายิ้งฉุบตัดสินสามครั้ง ผลคือเธอก็แพ้อีก สุดท้ายก็เล่นเป่ายิ้งฉุบกันไปถึงเก้าครั้ง”
หลู่เฉียวหลิงที่มีความรู้สึกผิดอยู่บ้าง เมื่อเห็นหลู่เฉียวเกอเดินเข้ามาใกล้ เธอพบว่าพี่สาวมีใบหน้าสะสวยคล้ายจะงดงามและเปล่งปลั่งกว่าเมื่อก่อนเสียอีก จู่ๆ เธอก็รู้สึกทั้งน้อยใจและอิจฉาขึ้นมา
เพราะเธอรู้สึกว่าตัวเองไปใช้แรงงานอยู่ที่ชนบทจนกลายเป็นคนบ้านนอกและผิวพรรณขี้เหร่ไปหมดแล้ว
“ฉันไม่สนหรอก ตามหลักเกณฑ์เรื่องอายุแล้วพี่ต่างหากที่ต้องเป็นคนไปชนบท ฉันไปทนลำบากที่ชนบทมาตั้งสองปีแล้ว ให้ตายฉันก็ไม่กลับไปหรอก”
หลู่เฉียวหลิงเริ่มทำตัวดื้อด้าน เธอทั้งกระทืบเท้าและร้องไห้โวยวายเสียงดัง
หลู่เฉียวเกอรู้สึกสงสัยกับเหตุการณ์นี้จึงเอ่ยถามขึ้น
“ใครเป็นคนบอกเรื่องโควตาแนะนำเข้าทำงานให้เธอรู้”
เธอมั่นใจว่าไม่มีใครในบ้านเอาเรื่องสำคัญแบบนี้ไปพูดแน่นอน
เมิ่งเสียเงยหน้าขึ้นมองย่าหลู่
หลู่เฉียวหลิงตอบกลับด้วยความโกรธ
“ถ้าไม่อยากให้ใครรู้ก็อย่าทำสิ”
ย่าหลู่ยกมือขึ้นนวดขมับ
“เมื่อวานซืนมีคนโทรศัพท์ไปหาฉันที่ทำการหมู่บ้าน ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นใคร เฉียวหลิงได้ยินว่าพวกแกหาทำงานให้เฉียวเกอได้ เธอก็ร้องไห้ฟูมฟายทั้งคืน พอรุ่งเช้าก็หยิบขวดยาฆ่าแมลงมาขู่ฉัน แล้วจะให้ฉันทำยังไง ฉันก็ต้องพาเธอกลับมาที่นี่น่ะสิ”
พูดจบย่าหลู่ก็ไม่มองหน้าหลู่เฉียวเกอ เธอหันไปพูดกับเมิ่งเสียผู้เป็นลูกสะใภ้
“ไม่ได้อยากจะว่าพวกแกหรอกนะ แต่โควตานี้มันควรจะเป็นของเฉียวหลิง เฉียวเกอก็มีการแต่งงานที่ดีรออยู่แล้ว พวกแกต้องหาวิธีพาเฉียวหลิงกลับมาอยู่ในเมืองให้ได้ ฉันไม่เคยเห็นพ่อแม่ที่ลำเอียงรักลูกไม่เท่ากันขนาดนี้มาก่อนเลยจริงๆ”
[จบบท]