บทที่ 115: อีกคนหนึ่งที่ตกหลุมพราง
ฟางหยวนนั้นเป็นประเภทที่เห็นเงินสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด เธอเสียดายเวลาที่ต้องหยุดพักงานเพื่อมานั่งหายใจทิ้งเปล่าๆ โดยไม่ได้เงิน เธอจึงมักจะบ่ายเบี่ยงเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับรายได้เสมอ
ลู่ชวนมองภรรยาแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจด้วยความอัดอั้นตันใจ เขาพยายามจะคุยเรื่องสำคัญอย่างการมีลูก แต่ดูเหมือนหญิงสาวตรงหน้าจะจับประเด็นไม่ได้เลยสักนิด เขาจึงเอ่ยประชดออกไปว่า
“คุณกับแม่ของคุณอีกสองคน รวมหัวกันแล้วจะสามารถเสกเด็กเข้าท้องเองได้ไหมล่ะ หาจุดสำคัญของเรื่องให้เจอก่อนดีไหม”
ฟางหยวนไม่ได้สังเกตเลยสักนิดว่าลู่ชวนกำลังโมโห เธอรับมุกตลกฝืดๆ นั้นอย่างลื่นไหลและตอบกลับไปทันควันว่า
“ถ้าอย่างนั้นคุณจะบอกว่า คุณสามารถตั้งท้องแทนฉันได้หรือไง”
ลู่ชวนรู้สึกเหมือนความอดทนขาดผึง เขาโพล่งออกมาเสียงดัง
“แต่ถ้าไม่มีผม คุณก็ท้องเองไม่ได้เหมือนกันนั่นแหละ”
ประโยคนี้เหมือนกับจี้ถูกจุดตายของฟางหยวนเข้าอย่างจัง เรื่องนี้เป็นความจริงที่เถียงไม่ได้ ถ้าไม่มีเขาก็คงไม่มีลูกจริงๆ นั่นแหละ
ลู่ชวนเห็นว่าภรรยาเริ่มจนมุม เขาจึงรีบยื่นข้อเสนอที่เป็นเป้าหมายแท้จริงของเขาออกมาทันที
“ฟางหยวน ฟังผมนะ คุณต้องตามผมไปอยู่ที่เมืองมณฑล แล้วเราค่อยไปปั๊มลูกกันที่นั่น เรื่องอื่นนอกเหนือจากนี้ไม่ต้องเอามาคุย”
ฟางหยวนได้ยินคำขู่แบบนั้นก็รู้สึกเหมือนโดนท้าทาย เธอไม่เชื่อน้ำยาของเขาหรอก หญิงสาวขยับตัวขึ้นไปนั่งขัดสมาธิบนเตียงเตา ก่อนจะเอื้อมมือไปคว้าคอเสื้อของลู่ชวนกระชากเข้ามาใกล้ๆ แล้วถามด้วยน้ำเสียงเอาเรื่อง
“จะมีหรือไม่มีลูก เรื่องแบบนี้คุณเป็นคนตัดสินใจได้คนเดียวหรือไง”
เอาเข้าจริง เรื่องนี้มันต้องมีเงื่อนไขเบื้องต้นมาก่อน นั่นคือลู่ชวนต้องมีความอดทนอดกลั้นเหนือมนุษย์มนาทั่วไป แต่เห็นได้ชัดว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน เขาไม่สามารถรับมือกับแรงกดดันและท่าทีคุกคามของภรรยาได้ไหว
กลางดึกคืนนั้น ลู่ชวนจึงต้องหนีออกจากห้องหอไประเห็จนอนที่บ้านของลู่เหล่าซาน น้องชายของเขาแทน ไม่อย่างนั้นใครจะไปรู้ว่าชายหนุ่มอนาคตไกลอย่างเขา อาจจะต้านทานภรรยาที่จ้องจะลากเขาขึ้นเตียงทำลูกกลางดึกไม่ไหวก็ได้
การปรากฏตัวของพี่ชายทำเอาลู่เหล่าซานถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับด้วยความกังวลใจ ปกติถ้าพี่รองกับพี่สะใภ้รักกันดี พี่รองจะหนีมานอนเบียดกับเขาตอนกลางดึกทำไม
ในหัวของลู่เหล่าซานเต็มไปด้วยความคิดแง่ลบ จบกัน... จบสิ้นแล้ว หรือว่าบ้านตระกูลลู่ของเรากำลังจะมีเฉินซื่อเหมย คนเนรคุณทิ้งเมียเกิดขึ้นมาจริงๆ
ลู่เหล่าซานแบกรับความกดดันนี้ไม่ไหว พอตื่นเช้ามาเห็นหน้าพี่ชาย เขาก็รีบซักไซ้ทันที
“พี่รอง พี่พูดความจริงกับผมมาเถอะ พี่เริ่มมีความคิดไม่ซื่อกับพี่สะใภ้รองใช่ไหม... เอ้ย ไม่ใช่สิ พี่เริ่มหมดรักพี่สะใภ้รองแล้วใช่ไหม”
ถามเองก็งงเอง เหมือนคำถามมันจะแปลกๆ ชอบกล
ลู่ชวนที่เมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับเพราะแปลกที่และมีเรื่องกวนใจ หน้าตาจึงดูอิดโรยและไม่มีกะจิตกะใจจะตอบคำถาม
“นายต้องการจะพูดอะไรกันแน่”
ลู่เหล่าซานตัดสินใจถามตรงๆ
“พี่รอง พี่เริ่มดูถูกพวกเราที่เป็นคนบ้านนอกคอกนาแล้วใช่ไหม”
ลู่ชวนถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความหงุดหงิด
“นายช่วยมองฉันในแง่ดีหน่อยได้ไหม”
ทำไมทุกคนถึงได้พร้อมใจกันสงสัยในตัวเขาขนาดนี้
ลู่เหล่าซานยังไม่ยอมจบง่ายๆ เขาเตือนสติพี่ชายด้วยความหวังดี
“ไม่ใช่แบบนั้นนะพี่รอง พี่รู้ตัวไหมว่าสิ่งที่พี่ทำมันน่าละอายแค่ไหน พี่จะรักหรือไม่รักพี่สะใภ้รองก็เรื่องหนึ่ง แต่พี่ยังให้เขาช่วยดูแลจัดการเรื่องสร้างบ้านให้อีก ถึงผมจะไม่ใช่คนดีเดรู้อะไรมาก แต่ผมก็รู้ว่าเรื่องพรรค์นี้มันทำไม่ได้นะพี่”
ลู่ชวนไม่เข้าใจเลยว่าสมองของน้องชายกำลังจินตนาการไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ทำไมเขาและฟางหยวนถึงจะอยู่กันดีๆ ไม่ได้
“พวกเรายังรักกันดี ไม่ต้องมาคิดแทน”
ลู่เหล่าซานเบ้ปาก
“พี่จะมาหลอกเด็กหรือไง ถ้ารักกันดีแล้วพี่จะหอบหมอนมานอนบ้านผมกลางดึกทำไม พี่ลองออกไปถามชาวบ้านดูสิว่าผัวเมียที่รักกันดี บ้านไหนเขาทำกันแบบนี้บ้าง”
ลู่ชวนนึกในใจว่าป่วยการที่จะอธิบายเหตุผลซับซ้อนให้เด็กหนุ่มวัยรุ่นฟัง
“ฉันทำแบบนี้เพื่ออนาคตที่ดีกว่า นายไม่เข้าใจก็อย่ามาป่วน”
ลู่เหล่าซานหัวเราะออกมาด้วยความโมโห
“พี่เห็นว่าผมไม่เคยแต่งงาน เลยคิดจะรังแกผมใช่ไหม”
ความคิดอันซับซ้อนและแผนการแยบยลของลู่ชวนนั้น ขนาดพ่อลู่กับแม่ลู่ที่ผ่านการแต่งงานและใช้ชีวิตคู่มาอย่างโชกโชนยังไม่เข้าใจ นับประสาอะไรกับลู่เหล่าซาน
“นายไม่เข้าใจหรอก” ลู่ชวนตัดบท
“งั้นพี่ก็อธิบายให้ผมเข้าใจสิ พี่ทำตัวลับๆ ล่อๆ แบบนี้ผมใจคอไม่ดีเลยนะ” ลู่เหล่าซานรบเร้า
เมื่อเห็นน้องชายเซ้าซี้ไม่เลิก ลู่ชวนจึงยอมเปิดปากระบายความอัดอั้น
“พี่สะใภ้ของนายในสายตามีแต่เงิน ไม่เคยมีฉันอยู่ในนั้นเลย ฉันเลยยื่นคำขาดไปว่า ให้เธอตามฉันไปอยู่ที่เมืองมณฑล ไม่อย่างนั้นก็เลิกพูดเรื่องมีลูกไปได้เลย”
ลู่เหล่าซานฟังแล้วก็ทำหน้าไม่เชื่อหูตัวเอง พี่รองของเขาเนี่ยนะจะใจกล้าขนาดนั้น
“เรื่องจริงเหรอพี่”
ลู่ชวนพยักหน้ายืนยันหนักแน่น
“จริงสิ”
ลู่เหล่าซานอดไม่ได้ที่จะยกนิ้วให้
“พี่รอง พี่นี่ช่างกล้าหาญชาญชัยจริงๆ นั่นพี่สะใภ้รองนะ พี่กล้าไปข่มขู่บีบบังคับเขาแบบนั้นเชียวหรือ”
ลู่เหล่าซานนึกไปถึงบรรดาพี่ชายของฟางหยวนที่ยืนทะมึนเป็นกำแพงมนุษย์อยู่ข้างหลัง รู้สึกเสียวสันหลังวาบแทนพี่ชาย
ลู่ชวนทำเสียงขึ้นจมูกอย่างไม่ยี่หระ คิดว่าลู่เหล่าซานกังวลเกินเหตุ
“ฉันวางแผนระยะยาวไว้แล้ว ไม่ต้องห่วง”
ลู่เหล่าซานถอนหายใจ
“เอาเถอะ ตราบใดที่พี่ไม่ทำตัวเป็นเฉินซื่อเหมย ทิ้งลูกเมียไปหาความเจริญ แล้วก็ไม่ทำให้พี่สะใภ้รองโมโหจนรื้อบ้านทิ้ง พี่จะทำอะไรก็เชิญตามสบาย แต่ผมขอเตือนไว้ก่อนนะ ทำอะไรก็ระวังตัวหน่อย ถ้าไปกระตุกหนวดเสือเข้า พี่สะใภ้รองเอาเรื่องขึ้นมา พี่จะไม่มีที่ยืนเอานะ”
ลู่ชวนเริ่มจับสังเกตได้ว่าน้องชายดูจะเข้าข้างอีกฝ่ายมากกว่า
“ตกลงนายเป็นห่วงฉัน หรือว่าเป็นห่วงบ้านกันแน่”
ลู่เหล่าซานตอบกลับหน้าตาย
“ถ้าพี่ทำตัวออกนอกลู่นอกทาง ทั้งสองอย่างที่พี่ว่ามาก็คงไม่เหลือรอดหรอก พี่ลองชั่งน้ำหนักดูเองแล้วกัน”
ฉายาห้าขุนพลพยัคฆ์ไม่ได้ตั้งมาเล่นๆ เพื่อความเท่ พี่รองยังกล้าเอาเรื่องลูกมาต่อรองกับพี่สะใภ้ หารู้ไม่ว่าแค่พี่สี่กับพี่ห้าตระกูลฟางร่วมมือกัน ก็สามารถจับมัดพี่รองกดลงเตียงบังคับให้ปั๊มลูกได้สบายๆ โดยไม่ต้องถึงมือพี่ชายคนอื่นด้วยซ้ำ พี่รองของเขาช่างไม่รู้ชะตากรรมตัวเองเอาเสียเลย
ลู่เหล่าซานยังคงสงสัยในตรรกะของพี่ชาย
“ถ้าอยากพาพี่สะใภ้ไปอยู่เมืองมณฑล แล้วพี่จะมาทุ่มเงินสร้างบ้านในหมู่บ้านทำไม ไม่ใช่ว่าเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำเหรอ บ้านใหม่หลังเบ้อเริ่มสร้างเสร็จจะทิ้งร้างหรือไง”
ลู่ชวนแย้งขึ้น
“ฉันแค่จะให้พี่สะใภ้ของนายตามไปอยู่ด้วยกันที่เมืองมณฑล ไม่ได้บอกว่าจะไม่กลับมาบ้านเสียหน่อย รากเหง้าของเราอยู่ที่นี่ ยังไงก็ต้องกลับมา”
ลู่เหล่าซานส่ายหัว
“ผมว่าพี่สะใภ้คงทำใจทิ้งบ้านไปไม่ได้หรอก เป็นผม ผมก็เสียดายบ้านใหม่เหมือนกัน”
ลู่ชวนเริ่มหงุดหงิดที่ใครๆ ก็เอาแต่พูดเรื่องบ้าน กลายเป็นว่าเขาผิดที่สร้างบ้านอย่างนั้นหรือ
“นายนี่มันรู้ดีไปซะทุกเรื่องเลยนะ”
พูดจบลู่ชวนก็เดินหนีไปด้วยความไม่สบอารมณ์
ช่วงวันหยุดวันชาติจีน ลู่ชวนได้หยุดยาวถึงครึ่งเดือน เดิมทีเขากะว่าจะใช้เวลาพักผ่อนอยู่บ้านให้นานหน่อย เพื่อช่วยดูความเรียบร้อยของงานก่อสร้าง
แต่ทว่าเช้าวันรุ่งขึ้น ฟางอู่หู่ก็ขับรถมารับตัวเขาถึงหน้าบ้านเสียแล้ว ด้วยเหตุผลที่ว่า
“อุตส่าห์หยุดยาวทั้งที จะปล่อยเวลาให้เสียเปล่าไม่ได้ รีบไปดูงานที่ไซต์ก่อสร้างกันเถอะ”
ลู่ชวนจึงต้องจำใจเก็บของตามไป แต่อย่างน้อยก็ได้แวะกินข้าวฝีมือแม่ยายที่บ้านตระกูลฟางก่อนเดินทาง ตลอดมื้ออาหาร ลู่ชวนก้มหน้าก้มตากินข้าวแทบไม่กล้าเงยหน้าสบตาแม่ยายเลยแม้แต่น้อย
พอภาพเหตุการณ์เมื่อคืนที่เขาประกาศกร้าวเรื่องลูกกับฟางหยวนลอยเข้ามาในหัว เลือดลมก็สูบฉีดขึ้นหน้าด้วยความอับอายขายขี้หน้า
พี่สะใภ้รองตระกูลฟางเห็นท่าทางพิรุธของน้องเขย ก็อดไม่ได้ที่จะไปกระซิบกระซาบนินทาลับหลัง
“ดูสินั่น น้องเขยคงไปทำเรื่องงามหน้าข้างนอกมาแน่ๆ ดูสายตาลอกแลกไม่กล้าสู้หน้าคนแบบนั้น ชัดเจนเลย”
หล่อนยังแอบไปยุแยงฟางหยวนถึงในครัว
“น้องเล็ก เธอไม่ได้ลองถามน้องเขยดูบ้างเหรอว่าไปทำงานข้างนอกนั่น ได้ไปรู้จักมักจี่กับเพื่อนใหม่ๆ บ้างหรือเปล่า แล้วน้องเขยปฏิบัติตัวกับเธอดีเหมือนเดิมไหม”
ฟางหยวนรู้ทันนิสัยปากสว่างของพี่สะใภ้คนนี้ดี เธอจึงไม่อยากเสวนานาน
“ถ้าพี่สะใภ้รองมีเวลาว่างมากขนาดมาจับผิดผัวชาวบ้าน สู้เอาเวลานั้นไปใส่ใจพี่รองของฉันจะดีกว่าไหม”
ทางด้านหวังชุ่ยเซียง ผู้เป็นแม่ยายเองก็สังเกตเห็นความผิดปกติ พอสบโอกาสที่ลูกสะใภ้ไม่อยู่แถวนั้น นางจึงรีบดึงตัวลูกสาวมาถามไถ่
“ลูกเขยมีปัญหาอะไรหรือเปล่าลูก”
ฟางหยวนตอบกลับด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้น
“มีสิแม่ เรื่องใหญ่ด้วย เก่งเหลือเกินนะพ่อตัวดี เขาบอกว่าไม่อยากมีลูกกับฉัน”
หวังชุ่ยเซียงได้ยินดังนั้นถึงกับตกใจจนเผลอกัดลิ้นตัวเอง นางสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะตัดใจพูดปลอบใจลูกสาว
“เอาน่า แกยังเด็กอยู่เลย”
การยังไม่มีลูกตอนนี้ก็อาจจะเป็นเรื่องดี ต้องรดูพฤติกรรมลูกเขยคนนี้ไปอีกสักปีสองปี ถ้าถึงตอนนั้นเกิดเขาเปลี่ยนใจทิ้งขว้างขึ้นมา การไม่มีลูกติดท้องก็นับว่าเป็นโชคดีของฟางหยวน
ฟางหยวนหน้ามุ่ย ไม่พอใจที่แม่ดูจะไม่เข้าข้าง
“แม่จะให้ฉันทนดูนังแพศยาคนนั้นมาเดินอุ้มท้องเย้ยหยันอยู่ตรงหน้าทุกวันหรือไง”
หวังชุ่ยเซียงได้ยินความคิดของลูกสาวแล้วแทบจะเป็นลม ต้องยกมือทาบอกแล้วลูบเบาๆ เพื่อระงับอารมณ์
“นั่นมันเรื่องการมีลูกเพื่อสืบสกุล ไม่ใช่การแข่งกันเอาชนะคะคาน แกนี่มันไม่มีความคิดความอ่านเอาเสียเลย ลูกเขยเขาคิดถูกแล้วที่ไม่ยอมมีลูกตอนนี้”
แต่ถึงปากจะบ่น หวังชุ่ยเซียงก็ยังอดห่วงความรู้สึกของลูกสาวไม่ได้
“แล้วลูกเขยไม่ได้บอกเหตุผลหรือว่าทำไม”
ฟางหยวนเบ้ปาก
“จะมีเหตุผลอะไรได้ล่ะ นอกจากอยากจะอวดดี เขาบอกว่าต้องให้ฉันย้ายไปอยู่เมืองมณฑลด้วยกัน ไม่อย่างนั้นก็อย่าหวังจะให้ลูกมีพ่อเลย”
หวังชุ่ยเซียงแคะหูตัวเองเพื่อความแน่ใจ ฟังดูแล้วเหมือนลูกเขยไม่ได้มีใจออกห่าง แต่เป็นแผนเรียกร้องความสนใจมากกว่า
“เขาพูดแบบนั้นจริงๆ เหรอ”
ฟางหยวนงุนงงกับท่าทีของแม่
“มันไม่ใช่เรื่องดีสักหน่อย แม่จะตื่นเต้นทำไม”
หวังชุ่ยเซียงหมั่นไส้ในความทึ่มทื่อของลูกสาว จึงฟาดฝ่ามือลงกลางหลังฟางหยวนดังป้าบใหญ่ๆ หลายที
“นังลูกบื้อ! เขาชวนไปอยู่เมืองมณฑลเชียวนะ แกก็ไปกับเขาสิ จะมัวรีรออะไรอยู่”
ฟางหยวนสะบัดหน้าหนี
“ไม่ไปหรอกแม่ ไปอยู่ที่นั่นฉันจะทำมาหากินอะไร วันหนึ่งๆ รายได้หายไปเท่าไหร่ จะให้ฉันไปนั่งรอนอนรอเงินหล่นมาจากฟ้าหรือไง อีกอย่างเขาไปเรียนหนังสือ ไม่ได้ไปทำงาน จะเอาเงินที่ไหนใช้”
หวังชุ่ยเซียงมองลูกสาวที่ในหัวมีแต่เรื่องเงินๆ ทองๆ จนแทบจะมองไม่เห็นหัวสามีแล้วก็อ่อนใจ
“ตกลงแกหาเงินได้เท่าไหร่กันเชียว ถึงได้หวงงานจนไม่สนใจผัวขนาดนี้”
ฟางหยวนยิ้มกริ่มอย่างภูมิใจ สำหรับเธอแล้ว เงินมีความมั่นคงกว่าผู้ชายเป็นไหนๆ
“แม่ลองทายดูสิ”
หวังชุ่ยเซียงเองก็อยากรู้ฐานะทางการเงินของลูกสาวลูกชายเหมือนกัน นางจึงลองชูนิ้วชี้ขึ้นมาหนึ่งนิ้ว
“หนึ่งพันหยวน?”
ฟางหยวนยักไหล่ทำหน้าเหนือกว่า
“แม่ดูถูกฉันเกินไปแล้ว”
หวังชุ่ยเซียงตาโตเท่าไข่ห่าน นี่เพิ่งจะผ่านไปไม่กี่เดือน หักลบค่าก่อสร้างบ้านที่ใกล้จะเสร็จไปแล้ว ยังมีเงินเก็บเหลือมากกว่าพันหยวนอีกหรือ แถมลูกสาวยังเพิ่งซื้อของชิ้นใหญ่เข้าบ้านไปหยกๆ
หวังชุ่ยเซียงลองชูสองนิ้วขึ้นมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ
ฟางหยวนเชิดหน้าขึ้นสูงกว่าเดิม เป็นเชิงบอกว่า ‘ยังน้อยไป’
ทันใดนั้น หวังชุ่ยเซียงก็โยนไม้ขนไก่ในมือทิ้งลงพื้นดังตุ้บ ก่อนจะตบเข่าฉาดใหญ่
“ดีล่ะ... ไอ้เจ้าฟางอู่หู่ ไอ้ลูกตัวแสบ มันกล้าก่อกบฏกับแม่มันแล้ว”
ฟางหยวนที่กำลังยืดอกภูมิใจถึงกับชะงักงัน งงเป็นไก่ตาแตก
“แม่... แม่พูดเรื่องอะไร ทำไมอยู่ๆ ไปด่าพี่ห้าล่ะ”
หวังชุ่ยเซียงหรี่ตามองลูกสาวอย่างรู้ทัน
“แกไม่ต้องมาทำไขสือ ก็พี่ชายแกมันหาเงินได้ตั้งขนาดนั้น แต่กล้าปิดบังยอดเงินจริงๆ กับแม่มันน่ะสิ”
ฟางหยวนหน้าซีดเผือด รีบหันหลังวิ่งแน่บออกจากห้องทันที
แย่แล้ว... เธอพลาดท่าเสียรู้แม่เข้าให้แล้ว ดันเผลอขุดหลุมฝังพี่ชายตัวเองเข้าเต็มเปา งานนี้ฟางอู่หู่โดนแม่จัดการหนักแน่!
[จบบท]