บทที่ 128: มาดนี้กินขาด
ฟางหยวนกวาดสายตามองแผ่นหลังของลู่ชวน มุมปากยกยิ้มขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ดูท่าทางอารมณ์ดีไม่น้อย
ที่บ้าน แม่ของเธออย่างหวังชุ่ยเซียง รวมถึงพี่สะใภ้รองตระกูลฟางและพี่สะใภ้คนที่สาม ต่างก็ระดมพลมาอบรมสั่งสอนเธอชุดใหญ่ บอกว่าการที่ลู่ชวนรู้จักเอาอกเอาใจเธอแบบนี้ถือเป็นเรื่องดี
พี่สะใภ้ใหญ่ตระกูลฟางเองก็อยากจะเข้ามาร่วมวงผสมโรงพูดสักสองสามคำ แต่ฟางหยวนไม่ชอบหน้าพี่สะใภ้คนโต จึงไม่คิดจะสนใจให้ค่าให้อีกฝ่ายเข้ามาใกล้
ถึงแม้ว่าสิ่งที่พี่สะใภ้รองกับพี่สะใภ้สามพูดย้ำเตือนเหล่านั้น เธอจะไม่ค่อยเห็นด้วยและไม่ได้เก็บมาใส่ใจนัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะไม่เข้าใจเจตนา
การที่ลู่ชวนคอยตามติดเอาอกเอาใจเธอตาละห้อยแบบนี้ ย่อมดีกว่าเขาไม่สนใจหรือคอยหลบหน้าเธอแน่นอน อย่างน้อยก็ทำให้วางใจได้เปราะหนึ่ง เธอไม่ควรไปทำลายความกระตือรือร้นของลู่ชวน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเรื่องฉาวของเหล่าซุนแพร่สะพัดไปทั่วตำบล หวังชุ่ยเซียงถึงกับเรียกตัวลูกชายทุกคนไปอบรมสั่งสอนกันค่อนคืน ประเด็นหลักพุ่งเป้าไปที่เรื่องพฤติกรรมชู้สาว
ฟางหยวนเองก็นั่งฟังอยู่ข้างๆ ด้วย หวังชุ่ยเซียงย้ำชัดเจนว่าเธอนี่แหละที่อยู่ในสถานการณ์อันตรายที่สุด ต้องระมัดระวังตัวและตื่นตัวอยู่เสมอ
ฟางหยวนรีบแสดงจุดยืนทันที
“ฉันเป็นคนรักนวลสงวนตัวนะแม่ ทำเรื่องพรรค์นั้นไม่ลงหรอก”
ฟางอู่หู่กับฟางซื่อหู่หลุดหัวเราะออกมาทันที ไม่รู้ว่าฟางหยวนไปเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงกล้าพูดแบบนั้น
พี่ใหญ่ฟาง พี่รอง และพี่สาม ต่างมองฟางหยวนด้วยสายตาว่างเปล่า น้องสาวคนนี้คงไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นผู้ชายอกสามศอกไปแล้วหรอกนะ
หวังชุ่ยเซียงหน้าทะมึนตบตีฟางหยวนไปสองที
“ฉันหมายถึงผัวแกต่างหาก ลู่ชวนดูดีกว่าเหล่าซุนตั้งกี่เท่า ทั้งหนุ่มกว่า ทั้งมีความสามารถกว่า คิดแล้วฉันล่ะกลุ้มแทนแกจริงๆ”
ฟางหยวนเพิ่งจะเข้าใจว่าแม่ไม่ได้กลัวเธอไปก่อเรื่อง แต่กลัวลู่ชวนจะออกนอกลู่นอกทาง แต่ถ้าลู่ชวนจะมีปัญหาจริงๆ มาดุเธอก็ไม่มีประโยชน์อะไร
หวังชุ่ยเซียงไล่ทุบตีสั่งสอนลูกชายเรียงตัว หาเงินก็ส่วนหาเงิน ใครกล้าทำเรื่องผิดต่อลูกเมียที่บ้าน แม่จะจัดการให้ตายกันไปข้าง
บรรดาพี่สะใภ้ต่างรู้ดีชั่ว รู้สึกซาบซึ้งในความปรีชาสามารถของแม่สามียิ่งนัก แม่สามีกำลังช่วยพวกเธอกำราบสามีให้อยู่หมัด
พอรู้ว่าแม่สามีเป็นห่วงน้องสาวเล็กอย่างฟางหยวน ความซาบซึ้งใจเหล่านั้นจึงถูกส่งต่อมายังฟางหยวนด้วย
พวกพี่สะใภ้ผลัดกันมากระซิบกระซาบสอนเคล็ดลับชีวิตคู่ให้ฟางหยวน ว่าจะทำอย่างไรถึงจะมัดใจน้องเขยได้ ทำอย่างไรไม่ให้น้องเขยมีใจให้คนอื่น ทุ่มเทแรงกายแรงใจถ่ายทอดวิชากันอย่างเต็มที่
ดึกดื่นค่อนคืน พี่สะใภ้สองคนยังอุตส่าห์จับคู่กันมาหาฟางหยวนถึงไซต์งานก่อสร้างในตำบลเพื่อเปิดคลาสสอนพิเศษ ทำเอาฟางหยวนนอนไม่หลับไปหลายคืนเพราะซึ้งในน้ำใจพี่สะใภ้เหลือเกิน
พ่อลู่ถึงกับเอ่ยถามฟางหยวนด้วยความสงสัย ว่าทางบ้านดองมีธุระอะไรหรือเปล่า ทำไมหลานสะใภ้ทั้งสองคนถึงเทียวมาหาบ่อยขนาดนี้
ฟางหยวนเป็นคนซื่อตรงอยู่แล้ว จึงเล่าให้พ่อลู่ฟังตามตรง
“ก็เรื่องของเหล่าซุนที่เกิดเรื่องนั่นแหละค่ะ แม่ฉันเลยเรียกพี่ชายไปอบรมยกใหญ่ พวกพี่สะใภ้เลยมาช่วยสอนฉันบ้าง”
สีหน้าของพ่อลู่ตอนได้ยินนั้นดูน่าสนใจมาก
“แม่หนูช่างเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลจริงๆ แต่ความจริงไม่ต้องให้หลานสะใภ้ลำบากเดินทางมาขนาดนี้ก็ได้”
พ่อลู่ไม่ได้คิดมาก และไม่ได้คิดโยงไปถึงลูกชายคนรองของตัวเองเลยสักนิด เขาเข้าใจไปว่าทางบ้านฟางกลัวฟางหยวนจะมีใจออกห่างต่างหาก
เรื่องนี้จะโทษพ่อลู่ว่าเข้าใจผิดก็ไม่ได้ เพราะตอนที่ลู่ชวนอยู่ที่ไซต์งานก่อสร้าง เขาก็เอาแต่เดินตามต้อยๆ คอยเอาใจฟางหยวนอยู่ตลอด ใครเห็นก็ดูออกว่าลู่ชวนหลงภรรยาแค่ไหน เรื่องนอกใจนี่ตัดทิ้งไปได้เลย
วันรุ่งขึ้นตอนพักเที่ยง พ่อลู่รีบออกไปซื้อน้ำตาลทรายแดงมาหลายชั่ง ฝากคนนำไปให้บ้านตระกูลฟางทันที
บ้านที่รู้ความแบบนี้หาได้ยากจริงๆ สั่งสอนลูกสาวได้ดีมาก
ฝ่ายหวังชุ่ยเซียงพอได้รับของขวัญจากพ่อลู่ ก็เข้าใจไปว่าพ่อลู่อยากให้เธอวางใจ ว่าทางตระกูลลู่เองก็จะอบรมสั่งสอนลูกชายให้ยึดถือเป็นบทเรียนเช่นกัน หวังชุ่ยเซียงคิดในใจว่าบ้านตระกูลลู่ก็ใช้ได้เหมือนกัน
ดูสิว่าความเข้าใจผิดช่างงดงามได้ขนาดนี้
ฟางหยวนเองในเรื่องการใช้ชีวิตคู่นั้นก็ได้รับคำชี้แนะจากพวกพี่สะใภ้มาพอสมควร ในใจจึงพอมีหลักการอยู่บ้าง
พอลู่ชวนซื้อของกลับมา เขาก็รีบเอามาอวดฟางหยวนเหมือนเด็กๆ
“ซาลาเปาน้ำตาลทราย ของชอบคุณนี่นา กลับบ้านไปเดี๋ยวผมทำซุปไข่ให้กิน อันนี้ผมทำเป็น”
ฟางหยวนมองของในมือลู่ชวน มีแต่ของที่เธอชอบทั้งนั้น
“แล้วของที่คุณชอบล่ะ คุณชอบกินอะไรก็ซื้อมาเตรียมไว้บ้างสิ”
ลู่ชวนเป็นประเภทที่แค่ได้รับความใส่ใจเพียงเล็กน้อยก็เบิกบานใจจนหน้าแดงอีกครั้ง
“ฟางหยวน คุณไม่ต้องห่วงผมหรอก ผมกินที่โรงอาหาร มีกับข้าวให้เลือกตั้งเยอะแยะ”
จากนั้นลู่ชวนก็ดูคึกคักกระปรี้กระเปร่ายิ่งกว่าได้กินยาวิเศษ รีบจูงมือฟางหยวนเดินกลับบ้านทันที เวลาโกรธก็ไม่ต้องง้อ หายเองได้ ผู้ชายคนนี้เลี้ยงง่ายจริงๆ
พูดตามตรง ฟางหยวนเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจู่ๆ ลู่ชวนไปเอาความคึกคักมาจากไหน
บ้านเช่าของลู่ชวน ในที่สุดเย็นวันนี้ก็ได้ฤกษ์จุดเตาทำอาหาร ลู่ชวนผู้ชายอกสามศอกยืนทำซุปไข่อยู่กลางลานบ้าน ด้วยความอารมณ์ดีเขาถึงกับฮัมเพลงเบาๆ
คุณป้าข้างบ้านที่เดินผ่านมา อดไม่ได้ที่จะชะเง้อมองเข้ามาในบ้าน แล้วเอ่ยทักทาย
“พ่อหนุ่ม เมียท้องแล้วเหรอ”
ยังไม่ทันที่ลู่ชวนจะปฏิเสธด้วยความเขินอาย ป้าแกก็พูดประโยคถัดมาที่ฟังดูอัปมงคลสุดๆ
“หรือว่าเมียแท้งลูกไปแล้วล่ะ”
แค่แช่งให้ท้องก็ว่าแย่แล้ว ทำไมต้องพูดจาร้ายกาจขนาดนี้ด้วย ลู่ชวนรีบสวนกลับ
“เมียผมสบายดี”
คุณป้าคนนี้ช่างเป็นบุคคลมหัศจรรย์จริงๆ แกยังพูดต่อหน้าตาเฉย
“ไม่ต้องปิดบังหรอก ไม่เป็นไรนะ บำรุงร่างกายให้ดี เดี๋ยวก็มีใหม่ได้”
นี่มันคำพูดภาษาอะไรกัน ลู่ชวนที่เป็นคนอารมณ์ดีมาตลอดยังเกือบจะระเบิดอารมณ์ใส่
“คุณป้าพูดจาแบบนี้ ไม่รู้กาลเทศะเลยนะครับ นี่มันเจตนาแช่งกันชัดๆ”
ผลปรากฏว่าคุณป้ากลับไม่พอใจขึ้นมาบ้าง
“พ่อหนุ่ม ฉันพูดผิดตรงไหน แถวบ้านพักเราเนี่ย นอกจากผู้หญิงที่อยู่ไฟหลังคลอด ก็ไม่เห็นจะมีบ้านไหนให้ผู้ชายเข้าครัวทำกับข้าวหรอก”
ลู่ชวนไม่เคยเจอคนแก่ที่ยุ่งเรื่องชาวบ้านขนาดนี้มาก่อน
“ผมเต็มใจเข้าครัว ผมเต็มใจทำของอร่อยให้เมียผมกิน”
โชคดีที่มีคุณลุงคนหนึ่งเดินเข้ามาห้ามทัพไว้
“พอเถอะๆ ผู้ชายอกสามศอกจะไปถือสาหาความอะไรกับคนแก่ปากเปราะ”
แล้วหันไปว่าคุณป้าคนนั้น
“พวกผู้ชายเขารักเมีย เขาก็เต็มใจทำ คุณจะไปยุ่งอะไรกับเขานักหนา ผมเองแอบทำกับข้าวให้เมียกิน คุณจะมายุ่งด้วยไหมล่ะ”
คุณป้าคนนั้นเถียงกลับทันควัน
“แกสิผายลม ในลานบ้านพักนี้ ไม่มีเรื่องไหนที่ฉันไม่รู้หรอกย่ะ”
ทันใดนั้น ฟางหยวนก็เดินออกมาจากในบ้าน ยืนจังก้าอยู่ที่หน้าประตู ในมือถือประแจเลื่อนอันใหญ่ เคาะลงบนฝ่ามืออีกข้างเป็นจังหวะ ข่มขวัญคู่สนทนา
“คุณป้าอยากรู้อะไรเหรอคะ”
มาดนางพญาของฟางหยวนนั้นกินขาด ทำเอาคุณป้าถึงกับผงะถอยหลังไปสองก้าวโดยสัญชาตญาณ น้ำเสียงเริ่มสั่นเครือ
“ที่นี่... มีผู้หญิงแบบนี้มาอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”
แกไม่กล้าหลุดคำว่านักเลงหญิงออกมา
ฟางหยวนเป็นคนอารมณ์ร้อน ความอดทนต่ำอยู่แล้ว
“ถามอยู่นี่ไง ว่าอยากรู้อะไร”
ฟางหยวนเพิ่งมาอยู่ใหม่ ไม่ได้อยากจะหาเรื่องใคร ใครใคร่รู้อะไรถ้าบอกได้ก็จะบอกให้จบๆ ไป จะได้ไม่ต้องมาตามรังควานกันอีก
คุณป้ารีบส่ายหน้า เสียงเบาลงจนแทบไม่ได้ยิน
“มะ... ไม่รู้ ไม่อยากรู้อะไรแล้ว”
ก่อนจะหันไปมองลู่ชวนด้วยสายตาเปี่ยมไปด้วยความเห็นใจสุดซึ้ง
“มิน่าล่ะพ่อหนุ่มถึงต้องทำกับข้าวเอง ลำบากแย่เลยสินะ”
พูดจบแกก็รีบซอยเท้าวิ่งหนีไปทันที
ฟางหยวนถือประแจเดินเข้ามาหาลู่ชวน ยกมือปาดหน้าตัวเองทีหนึ่งอย่างงุนงง ไม่เข้าใจความหมายของคุณป้าเมื่อครู่
“ลำบากอะไรของแก คุณมีเรื่องอะไรลำบากใจเหรอ”
ลู่ชวนมองฟางหยวนแล้วก็หลุดขำพรืดออกมา เอื้อมมือไปเช็ดคราบฝุ่นบนแก้มของเธอ
“คุณไปทำอะไรมาเนี่ย หน้าเลอะดินหมดแล้ว”
ฟางหยวนตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“เก้าอี้พังๆ ในห้องมันโยก ฉันเลยเคาะซ่อมมันหน่อย เป็นอะไรไปล่ะ”
คุณลุงที่เข้ามาช่วยห้ามทัพเมื่อครู่ได้ยินบทสนทนา ก็พอจะดูออกว่าแม่หนูคนนี้ถึงจะแต่งตัวทันสมัย ท่าทางดุดัน แต่เนื้อแท้เป็นคนทำมาหากินสุจริต
“แม่หนู ขยันขันแข็งดีนี่นา”
ฟางหยวนเป็นคนตรงไปตรงมาอยู่แล้ว
“คุณลุง มีงานอะไรก็เรียกใช้ได้เลยนะคะ พวกเรายังหนุ่มยังสาว มีดีที่ขยันนี่แหละค่ะ”
คุณลุงมองสำรวจฟางหยวนตั้งแต่หัวจรดเท้า เป็นเด็กสาวที่หน่วยก้านดีทีเดียว
“เอ่อ... แม่หนู วันหลังเวลาจะพูดจะจา วางเครื่องไม้เครื่องมือในมือก่อนเถอะ เดี๋ยวคนเขาจะเข้าใจผิดเอาได้”
พูดจบคุณลุงก็เดินจากไป สมน้ำหน้ายายแก่ปากมากคนนั้นจริงๆ ที่มาเจอแม่สาวคนจริงแบบนี้เข้าให้ คงตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อไปแล้วมั้ง
[จบบท]