บทที่ 134: เพื่อลูก
ลู่ชวนเอ่ยปลอบใจพี่ชายภรรยาด้วยน้ำเสียงจริงใจ “พี่ห้า พี่ต้องคิดแบบนี้นะ การยกภาระทางบ้านให้พี่สี่ดูแล ตัวพี่จะได้มีเวลาว่างมาทำอย่างอื่น ดูสิว่าตอนนี้พี่หาเงินได้ตั้งเท่าไหร่แล้ว”
นั่นก็จริง หากไม่คิดแบบนี้แล้วยอมยกผลประโยชน์ให้ฟางซื่อหู่อย่างง่ายดายคงเป็นเรื่องแปลกพิลึก
ฟางอู่หู่แค่นเสียงในลำคอ “หึ” ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น
“ฉันคิดดีแล้ว ตราบใดที่หาเงินได้และได้เรียนรู้วิชา ฉันก็จะฝังตัวแมวหลบหนาวอยู่ที่เมืองมณฑลนี่แหละ อย่าว่าแต่พวกนายไม่มีที่ให้ฉันพักเลย ต่อให้มี ฉันก็ไม่ไปนอนด้วยหรอก ฉันต้องไปเฝ้าที่ไซต์งาน ฉันต้องคว้าโอกาสนี้ไว้ให้ได้”
ลู่ชวนเสนอแนะขึ้นว่า “พี่ห้า ไม่อย่างนั้นเรามาตั้งใจเรียนรู้จากคนอื่นกันดีไหม เราจ้างอาจารย์ช่างสักคนมาสอน”
ฟางอู่หู่ส่ายหน้าปฏิเสธทันที “แบบนั้นไม่ได้การหรอก ถ้าไม่รู้ตื้นลึกหนาบางในวงการนี้ เรียนไปก็เหมือนคนตาบอดคลำช้าง เราต้องเข้าไปคลุกคลีในวงการนี้ให้ชินก่อน จับจุดให้ได้ ไม่ว่าวันข้างหน้าจะจ้างคนหรือทำเอง เราจะได้รู้อยู่แก่ใจ ไม่โดนใครเขาหลอกเอาได้”
ลู่ชวนรู้สึกว่าคำพูดของพี่ห้ามีเหตุผลมาก แต่การจะทำแบบนั้นได้มันไม่ง่ายเลยจริงๆ “ตอนพวกเราอยู่ที่ตำบลหรือในตัวอำเภอ ที่งานเดินไปได้อย่างราบรื่นขนาดนั้นก็เพราะพึ่งพาบารมีของพี่ห้า ไม่อย่างนั้นพวกเราจะไปรู้ช่องทางพวกนี้ชัดเจนได้ยังไง”
ฟางอู่หู่ย่อมต้องรู้สึกภูมิใจอยู่แล้ว สาเหตุที่พวกเขาสามารถเริ่มงานได้ทันที ก็เพราะเมื่อก่อนเคยคลุกคลีอยู่ในไซต์งานก่อสร้างมานาน เรื่องราวในวงการนี้ล้วนรู้แจ้งเห็นจริง แต่น้องเขยกลับถ่อมตัวว่าเขารู้อยู่แก่ใจ ฟางอู่หู่เลยรู้สึกเขินอายอยู่บ้าง
“ไม่ต้องมายอเลย”
ลู่ชวนยืนยันหนักแน่น ให้การยอมรับพี่ชายภรรยาอย่างเต็มเปี่ยม “ผมพูดเรื่องจริงนะครับ”
ฟางหยวนที่นั่งฟังลู่ชวนแกล้งเยินยอพี่ชายอยู่ข้างๆ ก็ส่งเสียง ‘เหอะ’ ในลำคอเบาๆ “คุณอย่าหวังว่าจะหลอกเอาเงินจากมือพี่ห้าได้เลย พี่ห้าขี้งกยิ่งกว่าฉันเสียอีก”
ลู่ชวนทำหน้าอัดอั้นตันใจเหมือนได้รับความอยุติธรรม “ผมไม่ใช่คนแบบนั้นสักหน่อย ผมชื่นชมจากใจจริงต่างหาก ถ้าไม่มีพี่ห้า ก็ไม่มีวันนี้ของพวกเราสามคนหรอก”
ฟางอู่หู่ที่ได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะลั่นจนต้องทุบกำแพงระบายความชอบใจ ทำให้เพื่อนบ้านตะโกนด่าข้ามมาว่า “ดึกดื่นป่านนี้แล้ว จะบ้ากันหรือไง”
ลู่ชวนกระซิบหยอกเย้าฟางหยวนเสียงเบา “พอไม่ได้รับบทพี่หกแล้ว เพื่อนบ้านก็ไม่กลัวคุณแล้วนะเนี่ย”
ในเมื่อดึกดื่นป่านนี้ยังอาละวาดรบกวนชาวบ้าน ทั้งสามคนจึงไม่กล้าส่งเสียงดังอีก ได้แต่แยกย้ายกันพักผ่อนอย่างสงบเสงี่ยม
ตอนนั้นฟางอู่หู่ยังไม่ทันได้ถามไถ่ว่าเป็นเรื่องราวความเป็นมาอย่างไร แต่พอเช้าวันรุ่งขึ้นที่ก้าวขาออกจากบ้าน แล้วเห็นเด็กกลุ่มหนึ่งเดินตามหลังฟางหยวนพร้อมตะโกนเรียกเขาว่า ‘พี่ห้า’ อย่างพร้อมเพรียง ฟางอู่หู่ถึงกับยืนงงทำอะไรไม่ถูก “ตระกูลฟางของพวกเรามีชื่อเสียงโด่งดังถึงในเมืองมณฑลแล้วเหรอ”
ฟางหยวนไม่คิดจะรับความดีความชอบนี้ไว้ มองดูเด็กเปรตกลุ่มนั้นแล้วรู้สึกปวดขมับตุบๆ “ไม่หรอก พี่มาถึงคำนี้มันถึงจะสมศักดิ์ศรีต่างหาก”
ฟางอู่หู่ได้ยินฟางหยวนใช้สำนวนเปรียบเปรยก็แปลกใจ “น้องเขยให้เธอกินอะไรเข้าไปเนี่ย ถึงได้พูดจามีหลักมีการศึกษาขนาดนี้ได้”
การเลือกใช้คำพูดของฟางหยวน ทำให้ฟางอู่หู่ประหลาดใจยิ่งกว่าการที่มีคนมาเรียกเขาว่าพี่ห้าในเมืองมณฑลเสียอีก
ลู่ชวนที่ยืนอยู่ข้างๆ อดขำไม่ได้ พอเด็กกลุ่มนั้นถามฟางอู่หู่ว่า จะพาพวกเขาไปแย่งที่กระโดดยางที่ปากซอยถัดไปคืนมาใช่ไหม ฟางอู่หู่ที่มีรูปร่างสูงใหญ่กำยำก็ต้องมานั่งอธิบายกับเด็กกลุ่มหนึ่งว่า “พี่ห้าเป็นคนทำมาหากินสุจริตนะ ใช้แรงงานแลกเงิน”
เด็กกลุ่มนั้นทำหน้าไม่เชื่อ พี่ห้ามีลูกน้องเดินตามเป็นพรวนขนาดนั้นจะเป็นคนธรรมดาได้ยังไง
ฟางอู่หู่รู้สึกว่าแม้อีกฝ่ายจะพูดไม่ผิด แต่ความหมายมันไม่ใช่แบบนั้นเสียทีเดียว ที่นี่มันดูพิกลอยู่นิดหน่อย เขาโทษว่าเป็นเพราะฟางหยวนที่พาเด็กพวกนี้เสียคน
ฟางอู่หู่หันมาบ่นน้องสาว “ฟางหยวน ฉันจะบอกอะไรให้นะ พ่อของเรานับถือคนมีความรู้ เธอจะพาเด็กๆ เสียคนแบบนี้ไม่ได้ จะทำเรื่องไม่งามหน้าแบบนี้ไม่ได้ ถึงบ้านเราจะได้ฉายาว่าห้าขุนพลพยัคฆ์ แต่พวกเราไม่ใช่พวกอันธพาลจริงๆ สักหน่อย เธอจะเอาชื่อเสียงตระกูลเรามาป่นปี้ที่เมืองมณฑลไม่ได้นะ”
ฟางหยวนทำเสียงขึ้นจมูกด้วยความไม่ยี่หระ “ฉันโดนใส่ร้ายชัดๆ ฉันโดนพวกเด็กนี่ลากออกไปต่างหาก เรียกว่าจำยอมต้องขึ้นเขาเหลียงซานเพราะสถานการณ์บีบบังคับ”
เรื่องเข้าใจผิดนี้อธิบายยังไงก็ไม่กระจ่าง และต่อให้อธิบายไปก็ไม่มีใครเชื่อ ไม่ใช่แค่เด็กๆ แม้แต่ผู้ใหญ่ก็ยังไม่เชื่อ
ด้วยบุคลิกท่าทางของฟางอู่หู่ บวกกับชื่ออันน่าเกรงขามแบบนั้น ไม่มีใครเชื่อหรอกว่าฟางต้าเลิ่งเป็นคนตั้งชื่อให้ลูกชาย ชาวบ้านต่างคิดกันไปเองว่าชื่อ ‘พี่ห้า’ นี้ได้มาจากการบุกบั่นฟันฝ่าในวงการนักเลง เป็นชื่อที่สมศักดิ์ศรีจริงๆ
ฟางอู่หู่รู้สึกกลัดกลุ้มใจเป็นที่สุด คนในเมืองมณฑลนี่ดูเหมือนสมองจะไม่ค่อยดีกันเท่าไหร่
แต่เรื่องนี้กลับทำให้ฟางอู่หู่มีความมั่นใจเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ บางทีการจะสร้างชื่อให้โดดเด่นในเมืองมณฑลอาจจะไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด
การที่ถูกเด็กกลุ่มนี้เทิดทูนเรียกว่าพี่ห้า ทำให้ฟางอู่หู่เขินอายจนไม่กล้ามากินข้าวที่บ้านฟางหยวน
อีกอย่างฟางอู่หู่เองก็งานยุ่งอยู่ที่ไซต์งาน กว่าจะมาก็ดึกดื่น วิชาความรู้ก็มีไม่มาก เขาจึงต้องรีบเรียนรู้งานและเร่งสร้างคอนเนคชั่นกับผู้คน
ลู่ชวนยังเอ่ยปากชมว่า “ปล่อยพี่ห้าลงไปในสนามแบบนี้ คุณคอยดูเถอะ ปีหน้าพวกเราเตรียมตัวโกยเงินได้เลย”
ไม่มีใครที่พี่ห้าจะตีสนิทด้วยไม่ได้ และไม่มีเรื่องไหนที่พี่ห้าจะจัดการให้กระจ่างไม่ได้
ฟางหยวนยืดอกภูมิใจ “พี่ห้าของฉันเป็นพวกสิงห์ตามตรอกซอกซอยมาตั้งแต่เด็กแล้ว ถ้าใช้คำพูดพ่อฉันก็คือ ขนาดเจอกับพวกแก๊งลักพาตัวพี่ยังกล่อมจนลิงหลับได้”
การที่พี่ห้าไม่โดนคนพวกนั้นหลอกไปขาย แล้วยังเติบโตมาเป็นพี่ชายภรรยาของเขาได้ขนาดนี้ช่างไม่ง่ายเลยจริงๆ ลู่ชวนวิเคราะห์ “งั้นชีวิตวัยเด็กของพี่ห้าคงอันตรายน่าดู”
ฟางหยวนแย้ง “ฉันว่าพวกแก๊งลักพาตัวต่างหากที่ชีวิตลำบาก”
ลู่ชวนคิดในใจว่า คุณใช่น้องสาวแท้ๆ ของเขาหรือเปล่าเนี่ย มีที่ไหนมาพูดถึงพี่ห้าตัวเองแบบนี้
ฟางหยวนคว้ากระเป๋าเครื่องมือเตรียมจะออกไปทำงาน ลู่ชวนรีบรั้งตัวเธอไว้ “พี่ห้าก็ไปที่นั่นแล้ว คุณยังจะไปขลุกอยู่ที่ไซต์งานทั้งวันทำไมอีก”
ฟางหยวนเลิกคิ้ว “พี่ห้ามาแล้ว ฉันก็ไม่ต้องทำงานเหรอ แล้วทีหลังตอนคุณแบ่งเงิน คุณจะไม่รู้สึกละอายใจหรือไง”
ลู่ชวนคนหน้าหนาพูดตอบกลับอย่างฉะฉานทันที “ไม่ครับ”
ฟางหยวนถีบลู่ชวนด้วยความหมั่นไส้ “ไอ้คนหน้าด้าน ถ้าไม่ไปไซต์งาน แล้วฉันจะทำอะไรในเมืองมณฑลล่ะ”
ลู่ชวนเสนอแผนการ “ผมจะพาคุณไปกินข้าวที่โรงอาหาร แล้วตอนบ่ายพวกเราไปหาเช่าบ้านกัน”
ฟางหยวนแย้ง “พี่ห้าไม่ได้เรื่องมากขนาดนั้น ให้เขาพักที่เพิงพักคนงานก็ได้”
ลู่ชวนพยายามเกลี้ยกล่อมฟางหยวนอย่างหนัก “ห้องพักพวกเราตอนนี้มันคับแคบเกินไปที่จะอยู่กันเอง วันข้างหน้าถ้ามีลูก ลูกจะไม่มีที่อยู่นะ”
ประเด็นสำคัญคือลู่ชวนไม่วางใจให้ฟางหยวนพักอยู่ในละแวกนี้ ใครจะไปรู้ว่าจะมีจิ๊กโก๋สมองทึบคนไหนเข้าใจผิด คิดว่าฟางหยวนเป็นนักเลงหญิงแล้วมาหาเรื่องเข้าจริงๆ จะทำยังไง
ฟางหยวนเงียบไปครู่หนึ่ง หากเป็นเรื่องเพื่อลูกในอนาคต ก็สมควรต้องมองการณ์ไกลสักหน่อย
ผ่านไปครู่ใหญ่เธอถึงถามออกมาประโยคหนึ่ง “พวกเราสร้างบ้านใหม่ที่หมู่บ้านแล้ว จะไม่กลับไปอยู่เหรอ” ถึงแม้จะไม่ได้ใช้เงินมากมายอะไร แต่นั่นก็เป็นบ้านใหม่เชียวนะ
ฟางหยวนไม่ได้คัดค้านเรื่องหาบ้านใหม่ ลู่ชวนจึงดีใจจนเนื้อเต้น รีบแจกแจงเหตุผล “ช่วงวันหยุดพวกเราก็ต้องกลับไปอยู่แล้ว ปีใหม่หรือเทศกาลต่างๆ ก็ต้องกลับไปเยี่ยมบ้าน ที่หมู่บ้านเราต้องมีบ้านเก็บไว้ แต่ถ้างานทางนี้ยุ่งมากๆ คุณจะตัดใจทิ้งงานกลับไปได้เหรอ”
เขาไม่ได้พูดเรื่องว่าจะปักหลักอยู่ที่เมืองมณฑลหรือไม่ แต่ถามใจฟางหยวนเองว่า เธอ จะตัดใจกลับไปได้หรือเปล่า ช่างเป็นวาทศิลป์ที่เหนือชั้นจริงๆ
ฟางหยวนพยักหน้า เธอย่อมตัดใจทิ้งงานกลับไปไม่ได้จริงๆ แต่ที่หมู่บ้านก็ขาดบ้านพักไม่ได้เช่นกัน “แล้วค่าเช่าแพงไหม”
ลู่ชวนตอบว่า “ห้องที่พวกเราอยู่นี่เดือนละห้าหยวน แล้วนี่ผมเช่าระยะสั้น ถ้าเช่าระยะยาวจะถูกกว่านี้อีก”
แต่ห้องนี้มีขนาดแค่สิบกว่าตารางเมตร ถ้าเปลี่ยนไปเช่าห้องที่ใหญ่กว่านี้ ราคาย่อมต้องแพงขึ้นแน่นอน เรื่องนี้เขาละไว้ไม่พูด
ฟางหยวนขมวดคิ้ว “ไม่น้อยเลยนะ ที่ตำบลเงินสามสิบหยวนเช่าได้ทั้งปี แถมยังได้บ้านเดี่ยวมีรั้วรอบขอบชิดอีกต่างหาก”
ลู่ชวนอธิบาย “ที่นี่มันเมืองมณฑลนะ ค่าครองชีพย่อมต้องสูงกว่าอยู่แล้ว”
เขาพูดต่อ “พวกเราต้องอยู่อีกยาว ถ้าคำนวณดูแล้ว ซื้อเอาเลยจะคุ้มกว่า แต่เรื่องนี้ก็ต้องดูว่ามีที่ไหนเหมาะสมไหม แล้วเงินในกระเป๋าเรามีเหลือพอหรือเปล่า”
ลู่ชวนเปรยขึ้นว่า “ได้ยินว่าเมื่อปีก่อน เงินไม่กี่ร้อยหยวนก็ซื้อบ้านได้หลังหนึ่งแล้ว ผ่านไปแค่ปีเดียวราคาก็ขึ้นมา ตอนนี้ถ้าไม่มีเงินสักหนึ่งพันคงหาซื้อไม่ได้แล้ว”
ฟางหยวนสูดหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ “หนึ่งพัน! บ้านใหญ่ขนาดไหนกันเชียว นี่มันปล้นกันชัดๆ”
ลู่ชวนรีบเสริม “เราต้องลองไปสืบราคาดูก่อน ถ้าเป็นบ้านเก่าหน่อย อาจจะราคาถูกกว่านี้ก็ได้”
ในใจของฟางหยวนกำลังชั่งน้ำหนักเรื่องค่าใช้จ่ายเหล่านี้อย่างหนัก “คุณคิดว่าพวกเราจะสามารถตั้งหลักปักฐานในเมืองมณฑลได้จริงๆ เหรอ”
[จบบท]