บทที่ 195: ถ้าไม่ยอมสละลูก ก็คงจับหมาป่าไม่ได้
พ่อลู่ได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ เขารู้สึกว่าภรรยาของตนยังมองโลกตื้นเขินเกินไปหน่อย ถ้าลองสังเกตดูดีๆ ฟางหยวนไม่เคยผิดใจกับใครพร่ำเพรื่อ นอกจากกับคู่สามีภรรยาบ้านลู่เฟิงแล้ว เธอเคยอาละวาดใส่ใครที่ไหนกัน
เขาช่วยฟางหยวนเฝ้าดูเครื่องผสมปูนมาตั้งหลายเดือน รู้จักนิสัยใจคอของลูกสะใภ้คนนี้เป็นอย่างดีว่าเธอไม่ใช่คนไม่มีเหตุผล
“คุณวางใจเถอะ ฟางหยวนเป็นคนรู้ความ อะไรควรทำอะไรไม่ควรทำเธอรู้ดี เธอไม่มานั่งผิดใจกับคุณเรื่องหยุมหยิมพวกนี้หรอก”
แม่ลู่พยักหน้ารับคำอย่างเข้าใจ แต่ก็ยังมีความกังวลอยู่บ้าง
“เรื่องนั้นฉันเข้าใจดี ฉันเองก็จะไม่ทำอะไรให้ฟางหยวนต้องโมโหเหมือนกัน”
พ่อลู่คิดในใจว่าภรรยาก็ยังคงกลัวลูกสะใภ้อยู่ดี แต่เรื่องมันก็คงประมาณนี้แหละ เอาเป็นว่าเด็กอย่างฟางหยวน ถ้าเราดีกับเธอ เธอก็จะดียิ่งกว่าตอบแทนเราแน่นอน
ทางฝั่งฟางหยวน จนกระทั่งเวลาล่วงเลยเข้าสู่เดือนมิถุนายน เธอก็ยังไม่ได้ยินข่าวคราวเรื่องที่หลี่เหมิงคลอดลูกหลุดออกมาจากหมู่บ้านเลยแม้แต่น้อย
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ หญิงสาวก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้
“แม่ยังคงเข้าใจฉันจริงๆ ท่านรู้ว่าฉันไม่ชอบหน้าสองผัวเมียคู่นั้น ก็เลยไม่ส่งข่าวมาบอกพวกเราเลยสักคำ”
ลู่ชวนได้ฟังภรรยาพูดแบบนั้น เขาก็แอบแย้งในใจเงียบๆ ว่านั่นอาจจะไม่ใช่ความคิดของแม่ลู่เสียทีเดียว เผลอๆ อาจจะเป็นเจ้าเสี่ยวซานตัวแสบที่คอยกำกับอยู่เบื้องหลังก็ได้
แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ลู่ชวนก็ไม่อยากจะสนทนาหัวข้อเกี่ยวกับพี่ชายคนโตต่อ เรื่องบ้านลู่เฟิงจะคลอดลูกหรือมีอะไรเกิดขึ้น มันก็ไม่เกี่ยวกับเขาอยู่แล้ว
ชายหนุ่มจึงเลือกที่จะเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อความสบายใจ
“งั้นคุยเรื่องที่น่าดีใจกว่านี้ดีกว่า ช่างหลิวไปเจอรถคันหนึ่งมา แกบอกว่าซ่อมแล้วน่าจะใช้งานได้อีกหลายปีเลยนะ”
พอเป็นเรื่องรถ ฟางหยวนก็หูผึ่งทันที ความสนใจทั้งหมดพุ่งเป้าไปที่เรื่องธุรกิจจนลืมเรื่องดราม่าในบ้านไปจนหมดสิ้น
“ราคาเศษเหล็กหรือเปล่า”
ลู่ชวนได้ยินคำถามนั้นก็แทบจะกลั้นขำไม่อยู่ เขาต้องพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วเอ่ยเตือนภรรยาด้วยความเอ็นดู
“เราไม่ได้รับซื้อของเก่านะคุณ จะให้หมกมุ่นกับรถเศษเหล็กราคาถูกอย่างเดียวได้ยังไง”
ฟางหยวนขมวดคิ้วทันทีเมื่อรู้ว่าไม่ใช่ของถูก เธอกังวลเรื่องต้นทุนจนอดบ่นออกมาไม่ได้
“รถมันจะพังแค่ไหนกันเชียว หรือช่างหลิวไม่อยากซ่อมล่ะสิ ช่างคนนี้ใช้ไม่ได้เลย จ้องแต่จะหาวิธีสบายท่าเดียว”
ลู่ชวนรีบแก้ต่างให้ช่างฝีมือประจำร้านทันที เพื่อความยุติธรรม
“ช่างหลิวแกเป็นช่างฝีมือนะ ไม่ได้เจ้าเล่ห์เพทุบายแบบที่คุณคิดหรอก”
ฟางหยวนยังคงทำหน้าไม่เชื่อถือ เธอบ่นกระปอดกระแปดต่อไป
“ก็เขาชอบวางมาดจะตายไป แค่ซ่อมจักรยานทำเหมือนกับว่าลดตัวลงมาทำอย่างนั้นแหละ ซ่อมอะไรมันก็คือซ่อมเหมือนกันไม่ใช่เหรอ ได้เงินเหมือนกันแท้ๆ”
ลู่ชวนไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี การให้ช่างซ่อมรถยนต์ฝีมือดีมานั่งปะยางซ่อมจักรยาน มันก็เป็นการใช้งานผิดประเภทจริงๆ นั่นแหละ เหมือนเอาดาบฆ่ามังกรมาหั่นผัก แต่มันช่วยไม่ได้นี่นา
“ช่างหลิวแกกลัวว่าจะถ่วงเวลาทำมาหากินของคุณต่างหาก แกอยากช่วยคุณหาเงินเยอะๆ ไง”
ฟางหยวนเบะปากอย่างรู้ทัน
“ฉันว่าเขาจ้องจะผลาญเงินฉันมากกว่า คุณรู้ไหมเมื่อวันก่อนเขามาบอกให้ฉันซื้อเครื่องมืออะไรก็ไม่รู้ ราคาเป็นพันหยวนเลยนะ คุณดูสิว่าเขาคิดจะทำอะไร ตั้งแต่ทำงานมาเขาหาเงินให้ฉันได้ถึงพันหยวนหรือยัง กล้าดียังไงมาเสนอให้ซื้อของแพงๆ แบบนั้น”
ลู่ชวนมุมปากกระตุกเล็กน้อย เพราะช่างหลิวเองก็เคยมาปรับทุกข์กับเขาเหมือนกันว่าฟางหยวนเอาแต่จะกอบโกยกำไร แต่ไม่ยอมลงทุนอะไรเลย
“ที่แกเสนอแบบนั้นก็เพื่อให้การซ่อมรถมันสะดวกขึ้น ถ้าเราอยากให้มีลูกค้าเอารถมาซ่อมเยอะๆ เราก็ต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยไว้รองรับสิ”
ฟางหยวนเชิดหน้าขึ้นอย่างถือดี เถียงกลับด้วยตรรกะของเธอ
“ตอนไม่มีเครื่องบ้าๆ นั่น ก็เห็นซ่อมรถได้ไม่ใช่เหรอ ของแบบนี้ถ้าฝีมือถึงจริง มันไม่เห็นต้องใช้อุปกรณ์เยอะแยะอะไรเลย”
สรุปง่ายๆ ก็คือเธองกนั่นแหละ ลู่ชวนรู้ดีว่าภรรยาเป็นคนประเภทไหน นอกจากเรื่องรถเครนที่เธอยอมทุ่มไม่อั้นแล้ว เรื่องอื่นเธอแทบจะไม่ยอมควักกระเป๋าจ่ายเลยถ้าไม่จำเป็น
ลู่ชวนรู้ว่าพูดไปก็เปลืองน้ำลาย เขาจึงตัดสินใจพาฟางหยวนเข้าเมืองมณฑล ไปดูอู่ซ่อมรถขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งให้เห็นกับตา
ที่นั่นรับซ่อมแต่รถดีๆ รถหรูๆ ไม่มีทางที่จะรับซ่อมซากรถพังๆ แบบที่ฟางหยวนชอบแน่นอน
เมื่อไปถึงและได้เห็นการทำงาน รวมถึงอัตราค่าบริการของอู่มาตรฐาน ฟางหยวนถึงกับตาโตด้วยความตกตะลึง
ไม่ใช่แค่ตกใจในความซับซ้อนของการซ่อมรถ แต่ที่ช็อกที่สุดคือราคาค่าซ่อมที่แพงหูฉี่!
ปากของเธออ้าค้างจนแทบจะหุบไม่ลง นี่มันขุมทรัพย์ชัดๆ วงการนี้มันทำเงินได้มหาศาลขนาดนี้เชียวหรือ!
พอกลับมาถึงบ้าน ไม่ต้องรอให้ลู่ชวนพูดเกลี้ยกล่อมอะไรอีก ฟางหยวนก็พุ่งตรงเข้าไปหาช่างหลิวเพื่อเปิดอกคุยทันที
“ทำไมที่อื่นเขาซ่อมรถ คิดค่าบริการกันแพงระยับขนาดนั้น ทำไมพอมาถึงอู่เรา ค่าซ่อมถึงได้ถูกแสนถูกแบบนี้ล่ะ”
สรุปว่าไปดูงานมาตั้งนาน สิ่งเดียวที่เธอมองเห็นคือ ‘ทำไมฉันได้เงินน้อยกว่าเขา’
ลู่ชวนที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับต้องหันหน้าหนีมองออกไปนอกรั้วบ้าน เขาต้องสงบสติอารมณ์ตัวเองสักพักกับตรรกะของภรรยา
ช่างหลิวได้ยินคำถามนั้นก็กลอกตามองบนอย่างเหลืออด
“คุณดูสภาพร้านเราสิ จะเอาอะไรไปเรียกราคาแบบเขา ฉันถามหน่อยเถอะว่าฉันจะเอาหน้าที่ไหนไปเปิดราคาแพงๆ”
จากนั้นช่างหลิวก็ระเบิดอารมณ์ที่อัดอั้นมานานออกมาเป็นชุด
“คุณลองมองดูอู่ของเราสิว่ามันโทรมขนาดไหน รถที่เข้ามาซ่อมมีแต่รถสภาพดูไม่ได้ คุณคิดว่าคนที่มีรถดีๆ เขาจะกล้าขับเข้ามาให้เราซ่อมเหรอ พอฉันบอกให้ซื้อเครื่องมือ คุณก็ทำหน้าเหมือนฉันจะโกงเงินคุณ สภาพแบบนี้คุณยังหวังจะฟันกำไรก้อนโตอีกเหรอ ฝันไปเถอะ!”
ลู่ชวนฟังแล้วยังรู้สึกสะดุ้ง ช่างหลิวแกเก็บกดมานานจริงๆ เล่นด่ากราดไม่ไว้หน้าเเลย
ฟางหยวนโดนตอกกลับหน้าหงายก็เริ่มโมโหขึ้นมาบ้าง
“อะไรกัน! หมายความว่าฉันไม่มีวาสนาจะได้ซ่อมรถดีๆ งั้นสิ ทำไมต้องมาดูถูกกันด้วย”
บรรยากาศเริ่มมาคุจนเกือบจะวางมวยกัน ถ้าฟางหยวนรู้แต่แรกว่าการลงทุนจะทำให้ได้ผลตอบแทนมหาศาลขนาดนั้น มีหรือที่เธอจะไม่ยอมควักกระเป๋า
เรื่องทำนองว่า 'ถ้าไม่ยอมสละลูก ก็คงจับหมาป่าไม่ได้' กฎการลงทุนข้อนี้เธอเข้าใจดี
ลู่ชวนเห็นท่าไม่ดีรีบเข้ามาห้ามทัพ
“ใจเย็นๆ ทั้งสองคนเลย จุดประสงค์ของเราคือการหารือว่าจะทำยังไงให้ร้านเรามีมาตรฐานค่าบริการเทียบเท่ากับที่อื่น ใช่ไหมครับ?”
เมื่อจับประเด็นหลักได้ถูกจุด ฟางหยวนก็เงียบลง ส่วนช่างหลิวก็แค่นเสียงในลำคออย่างยอมรับ เพราะสุดท้ายทุกคนก็ต้องการเงินเหมือนกัน
ในที่สุด ฟางหยวนก็ตบโต๊ะดังปัง ตัดสินใจเด็ดขาด
“ก็แค่ซื้ออุปกรณ์ไม่ใช่เหรอ! ซื้อ! จะเอาอะไรก็ว่ามา คุณเป็นช่างซ่อมก็ต้องเป็นคนบอกสิ ฉันจะไปตรัสรู้ได้ยังไงว่าต้องใช้อะไรบ้าง!”
ช่างหลิวหน้าแดงก่ำด้วยความโมโหปนหมั่นไส้ ตัวเองไม่รู้เรื่องอะไรเลยแท้ๆ ยังจะมาตะคอกใส่คนอื่นอีก กล้าดียังไงมาทำเสียงดังใส่ช่างฝีมือแบบเขา
ผู้หญิงคนนี้คงใช้วิธี ‘ปล้น’ มาสินะ ถึงได้สามีเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยอย่างลู่ชวนมาได้
จะบอกว่าช่างหลิวบังเอิญเดาถูกก็คงไม่ผิดนัก
ลูกศิษย์ตัวน้อยรีบวิ่งเอายาลดความดันมาป้อนใส่ปากอาจารย์ พลางคิดในใจว่านี่เป็นแค่งานจ้าง อาจารย์อย่าไปจริงจังจนเส้นเลือดในสมองแตกเลย มันไม่คุ้ม
กำไรหรือขาดทุนมันเรื่องของนายจ้าง พวกเราแค่กินเงินเดือน ทำไมอาจารย์ถึงไม่ปล่อยวางบ้างนะ
ฟางหยวนทิ้งคำพูดไว้แค่นั้นแล้วก็เดินสะบัดก้นจากไป เธอต้องรีบไปเช็กดูเงินเก็บในบัญชีว่าพอที่จะเอามาละลายกับค่าเครื่องมือพวกนี้หรือเปล่า
ลู่ชวนรีบเข้าไปปลอบใจช่างหลิวที่กำลังนั่งดมยาดมอยู่
“ช่างหลิวใจเย็นๆ นะครับ อย่างน้อยผลลัพธ์ก็คือเราจะได้ซื้อเครื่องมือใหม่แล้ว ถูกไหมครับ ถึงเมียผมจะเป็นคนอารมณ์ร้อนไปหน่อย แต่เธอก็เป็นคนมีเหตุผลนะ”
ช่างหลิวชี้หน้าลู่ชวนด้วยมือที่สั่นเทา
“เมียแกมีเหตุผลตรงไหน! แกใช้ตาข้างไหนมองไม่ทราบ รีบไปโรงพยาบาลเช็กสายตาเถอะไป!”
ถ้าไม่โกรธจัดจริงๆ ช่างหลิวคงไม่พูดจารุนแรงขนาดนี้ เห็นได้ชัดว่าแกอัดอั้นตันใจกับฟางหยวนมากแค่ไหน พอระบายกับเจ้าตัวไม่ได้ ก็ต้องมาลงที่สามีอย่างลู่ชวนนี่แหละ
ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะเครียดจนป่วยตายเสียก่อน
ลู่ชวนไม่ได้ถือสาที่โดนเหน็บแนม เพราะตั้งแต่แต่งงานกับฟางหยวน สายตาของเขาก็ไม่เคยปกติอีกเลยจริงๆ เวลาที่มีฟางหยวนอยู่ด้วย เขาก็มองไม่เห็นคนอื่นแล้ว
“อย่างน้อยผลลัพธ์ก็ออกมาดีนะครับ เราจะได้เครื่องมือครบชุดเลย”
พอได้ยินคำยืนยันว่าจะซื้อของ ช่างหลิวก็หายโกรธเป็นปลิดทิ้งแถมยังแก้แค้นด้วยการลิสต์รายการของที่อยากได้มานานแบบจัดเต็ม เรียกได้ว่ากะเอาให้คุ้มกับที่โดนด่าเมื่อกี้เลยทีเดียว
ฟางหยวนนั่งดูรายการสั่งซื้อในมือด้วยอาการมือไม้สั่น แทบอยากจะพุ่งออกไปทะเลาะกับช่างหลิวอีกรอบ
“ตาแก่นั่นเป็นบ้าไปแล้วเหรอ! นี่มันเงินเท่าไหร่กันเนี่ย กะจะปล้นกันชัดๆ!”
ลู่ชวนเห็นตัวเลขแล้วก็ปวดหัวตุบๆ เหมือนกัน แต่ก็ต้องทำใจดีสู้เสือ ในเมื่อตัดสินใจจะยกระดับอู่แล้ว ก็ต้องทำให้มันดีไปเลย
“เราคงต้องปรับปรุงโรงเรือนฝั่งนั้นด้วยนะ ถึงจะวางเครื่องมือพวกนี้ได้”
ฟางหยวนกัดริมฝีปากล่างแน่นด้วยความเจ็บปวดใจ
“เอาสิ! ไม่เข้าถ้ำเสือก็ไม่ได้ลูกเสือ เงินที่ฉันอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาครึ่งปี ต้องมลายหายไปในพริบตาเดียว”
ลู่ชวนพยายามปลอบใจ
“คิดในแง่ดีสิครับ อย่างน้อยตอนนี้เราก็ยังไม่ต้องใช้เงินซื้อรถเครน อีกอย่าง อู่ซ่อมรถนี่ก็ทำเงินได้ไม่น้อยเลยนะ”
ฟางหยวนยังคงบ่นอุบอิบไม่เลิก
“หามาได้แล้วจะมีประโยชน์อะไร สุดท้ายก็ต้องควักเนื้อจ่ายออกไปอยู่ดี ตาแก่ช่างหลิวนั่นวันๆ จ้องแต่จะผลาญเงินฉัน คุณดูสิ ทำไมเงินฉันถึงเก็บไม่อยู่เลยนะ เข้ามือซ้ายจ่ายมือขวาตลอด”
นานๆ ทีฟางหยวนจะมานั่งครุ่นคิดปรัชญาชีวิตแบบนี้ ลู่ชวนมองดูภรรยาด้วยความเพลิดเพลินเจริญใจ แต่ก็ไม่ลืมที่จะเอ่ยปากปลอบโยน
“เงินที่จ่ายออกไป มันก็จะกลับมาหาคุณในรูปแบบของกำไรที่เพิ่มขึ้นไงครับ”
ฟางหยวนถอนหายใจเฮือกใหญ่
“กำไรอะไรกัน ถ้ารู้อย่างนี้ฉันไม่ซื้อที่แปลงนี้แต่แรกหรอก เห็นว่าราคาถูกก็เลยซื้อมา ที่ไหนได้ กลายเป็นว่าต้องมาเสียเงินถมไม่รู้จักจบจักสิ้นแบบนี้”
[จบบท]