บทที่ 196: ในที่สุดก็สมหวัง
ลู่ชวนได้ฟังคำถามของภรรยาก็หัวเราะออกมาเบาๆ เขาอธิบายเหตุผลให้เธอฟังอย่างใจเย็นว่าที่ทำไปทั้งหมดนี้ก็เพื่ออนาคตของครอบครัวเราทั้งนั้น ลองมองย้อนกลับไปดูตอนที่พวกเราตัดสินใจซื้อบ้านพังๆ หลังนั้นสิ ตอนนี้เราขายออกไปจนกลายเป็นอู่ซ่อมรถ ราคาที่ดินตรงนั้นพุ่งสูงขึ้นตั้งกี่เท่าตัวแล้ว หากมองในแง่ของการลงทุนก็นับว่าคุ้มค่ามหาศาล
ฟางหยวนยังคงมีความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายจึงเอ่ยถามด้วยความใส่ใจ
“แล้วการซ่อมแซมปรับปรุงโรงงานเก่านั่นมันยุ่งยากมากไหม ต้องใช้เงินเยอะหรือเปล่า”
สำหรับฟางหยวนแล้ว อะไรก็ตามที่ต้องควักเงินออกจากกระเป๋า เธอจำเป็นต้องซักไซ้ให้ละเอียดรอบคอบเสมอ
“พวกเราแค่ทำการปรับปรุงซ่อมแซมจากโครงสร้างเดิม ตรงนั้นมันเป็นโรงงานเก่า พื้นที่ใช้สอยภายในกว้างขวางมาก ความสูงของหลังคาก็ได้มาตรฐานอยู่แล้ว ไม่ต้องลงแรงรื้อถอนอะไรให้วุ่นวายหรอก เครื่องไม้เครื่องมือใหม่ๆ ที่เราลงทุนซื้อมาก็สามารถขนเข้าไปติดตั้งได้เลย จัดวางให้เข้าที่เข้าทางทีเดียวจบ ดีกว่าต้องมาคอยขยับย้ายทีหลัง แบบนี้ช่วยประหยัดแรงงานและประหยัดงบไปได้เยอะ”
“ฉันเข้าใจแล้วน่า”
ฟางหยวนพยักหน้ารับอย่างเข้าใจในเหตุผล ก่อนจะเสริมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจังตามประสาคนงกเงิน
“ฉันลงทุนเงินก้อนใหญ่ไปจมอยู่ตรงนั้นตั้งเท่าไหร่ เดี๋ยวรอก่อนเถอะ พอทุกอย่างเข้าที่ฉันจะไปกว้านซื้อรถพังๆ กลับมาสักหลายๆ คัน ให้ช่างหลิวแกซ่อมปรับปรุงสภาพแล้วค่อยเอาออกมาขาย ทำแบบนั้นมันถึงจะคืนทุนได้ไวหน่อย”
ลู่ชวนรู้ทันความคิดของภรรยาจึงอดไม่ได้ที่จะเย้าแหย่
“คุณก็พูดมาตรงๆ เถอะว่าคุณแค่เจ็บใจที่ต้องเสียเงินจ้างช่างหลิว ก็เลยพยายามจะหาเรื่องหางานให้แกทำให้คุ้มค่าจ้าง ใช่ไหมล่ะ ผมรู้นิสัยคุณดีน่า”
ฟางหยวนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน
“ก็อุตส่าห์เสียเงินจ้างช่างมาแล้ว จะปล่อยให้นั่งว่างงานกินแรงเปล่าๆ ได้ยังไงกันล่ะ”
“คุณวางใจได้เลย ตลอดหนึ่งเดือนมานี้ผมตระเวนดูลาดเลาในเมืองมณฑลมาทั่วแล้ว ช่างหลิวเขามีฝีมือระดับครูพักลักจำ ขอแค่เครื่องมือและอุปกรณ์ของพวกเราได้มาตรฐาน รับรองว่าอู่ซ่อมรถของเราไม่มีทางว่างเว้นจากลูกค้าแน่นอน”
ฟางหยวนส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอสองสามที ท่าทางของเธดูเกียจคร้านอ่อนเพลียผิดปกติ
“เรื่องพวกนี้คุณก็จัดการไปเถอะ อย่าว่าแต่เห็นตัวเงินปลิวออกจากกระเป๋าเลย แค่คิดว่าจะต้องเสียเงิน ฉันก็ปวดใจจะแย่อยู่แล้ว ไม่อยากจะรับรู้”
พูดจบเธอก็กลั้นใจหลับตาปี๋ แล้วโยนสมุดบัญชีเงินฝากไปให้ลู่ชวนอย่างไม่ไยดี ฟางหยวนไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว แต่พอถึงคราวต้องจ่ายเงินก้อนโตจริงๆ เธอก็ทำใจไม่ได้ทุกที
ลู่ชวนสังเกตเห็นความผิดปกติของภรรยาจึงถามด้วยความเป็นห่วง
“ผมดูท่าทางคุณไม่ค่อยสดชื่นเลยนะ ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า”
ฟางหยวนตอบกลับไปอย่างไม่ใส่ใจนัก
“ก็ไม่ค่อยสบายตัวเท่าไหร่ สงสัยว่าน่าจะท้องมั้ง ช่างเถอะ อย่าเพิ่งมาชวนคุยตอนนี้ คุณรีบเอาสมุดบัญชีไปจัดการธุระให้เสร็จๆ ไปเลย ฉันกำลังหงุดหงิด”
ลู่ชวนถึงกับสมองตื้อไปชั่วขณะ คำพูดเมื่อครู่นี้มันใช่เรื่องที่จะมาพูดเล่นกันส่งๆ ได้ที่ไหน
“เมื่อกี้คุณพูดว่าอะไรนะ”
“ก็บอกว่าสงสัยจะท้อง หรือคุณได้ยินว่าฉันกำลังหงุดหงิด ประโยคไหนที่คุณฟังไม่ชัดกันแน่”
ลู่ชวนเบิกตากว้างจ้องมองฟางหยวนเขม็ง
“ทะ...ท้อง คุณท้องแล้วเหรอ แล้วทำไมคุณถึงได้ดูสงบนิ่งขนาดนี้ล่ะ”
ความตกใจทำให้ลู่ชวนทำอะไรไม่ถูก แม้แต่สมุดบัญชีที่รับมาก็แทบจะหลุดจากมือ
“แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ ฉันเองก็เฝ้ารอให้ท้องทุกวี่ทุกวัน พอท้องขึ้นมาจริงๆ มันก็เป็นเรื่องปกติที่สมควรจะเกิดขึ้นไม่ใช่หรือไง ถ้าไม่ท้องสิถึงจะน่าเป็นห่วง”
ลู่ชวนเริ่มพูดจาติดขัดด้วยความตื่นเต้น
“ไม่ใช่สิ หมายถึงทำไมคุณไม่รีบบอกผมให้เร็วกว่านี้”
“ก็มันยังไม่แน่ใจนี่นา ฉันก็เลยกะว่าจะดูอาการให้นิ่งๆ สักหน่อย รออีกสักสองสามวันค่อยไปหาหมอเพื่อตรวจให้แน่ใจ จะได้ไม่ต้องโดนหมอคนนั้นบ่นเอาอีกว่าฉันตื่นตูมไปเอง”
ลู่ชวนหันมาเอ็ดภรรยาด้วยความร้อนรน
“ทีเรื่องที่ควรจะรีบคุณกลับไม่รีบ แต่เรื่องที่ไม่ควรจะรีบคุณกลับใจร้อน”
พูดจบเขาก็คว้าข้อมือฟางหยวนแล้วฉุดให้ลุกขึ้นทันที เขาไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ตอนนี้ต้องไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจให้รู้เรื่องรู้ราวเดี๋ยวนี้
ฟางหยวนคาดไม่ถึงว่าลู่ชวนจะมีปฏิกิริยาตอบสนองรุนแรงขนาดนี้ ปกติแล้วชายหนุ่มคนนี้มักจะสุขุมเยือกเย็นเสมอ แถมยังเคยบอกเธออยู่บ่อยๆ ว่าเรื่องลูกไม่ต้องรีบร้อน
“ไหนคุณเคยบอกว่าไม่รีบมีลูกไม่ใช่เหรอ”
ลู่ชวนไม่มีกะจิตกะใจจะมาต่อล้อต่อเถียง สายตาของเขาจับจ้องไปที่หน้าท้องของฟางหยวนไม่วางตา
“นี่มันไม่ใช่ปัญหาเรื่องรีบหรือไม่รีบแล้ว พอเถอะ คุณไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ตอนนี้ใจผมเต้นรัวจนสับสนไปหมดแล้ว”
ฟางหยวนอดไม่ได้ที่จะพูดจาเหน็บแนมสามี
“คนท้องก็ไม่ใช่คุณ คนที่จะคลอดก็ไม่ใช่คุณ คุณจะมาสับสนวุ่นวายอะไรด้วยเล่า”
ลู่ชวนคิดในใจว่านั่นมันลูกของเขานะ เขาเป็นพ่อของเด็กเชียวนะ จะไม่ให้ตื่นเต้นดีใจได้อย่างไรกัน
ฟางหยวนเห็นท่าทางของสามีแล้วก็พูดดักคอขึ้นมาอย่างเนือยๆ
“บอกไว้ก่อนนะว่ายังไม่แน่นอน คุณอย่าเพิ่งตื่นเต้นเกินเหตุ ฉันเองก็ไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องพวกนี้มาก่อน”
ลู่ชวนสวนกลับทันควัน
“ต่อให้คุณชี่ยวชาญ ผมก็คงดีใจไม่ออกหรอกถ้าไม่ใช่เรื่องนี้ เงียบปากไปก่อนเลย พอไปถึงโรงพยาบาลเดี๋ยวก็รู้ผลกันเองนั่นแหละ”
ฟางหยวนจึงยอมเงียบปากลงแต่โดยดี เพราะเธอก็อยากรู้ผลตรวจให้แน่ชัดเหมือนกัน
เมื่อมาถึงแผนกสูตินารีเวช คุณหมอเจ้าของไข้พอเห็นหน้าสามีภรรยาคู่นี้ก็ถอนหายใจด้วยความรู้สึกซับซ้อน ตั้งแต่เป็นหมอมายังไม่เคยเจอคู่สามีภรรยาวัยรุ่นคู่ไหนที่อยากมีลูกจนตัวสั่นขนาดนี้มาก่อน
คุณหมอเอ่ยทักทายด้วยความระอาใจ
“พวกคุณสองคนจะรีบร้อนอะไรกันนักหนา ไม่เห็นจำเป็นต้องมาถี่ขนาดนี้เลย”
ลู่ชวนรู้สึกว่าท่าทีของคุณหมอยังขาดความกระตือรือร้นเท่าที่ควร จึงรีบแย้งขึ้น
“ครั้งนี้ต้องตรวจให้ละเอียดนะครับ ครั้งนี้เธอมีปฏิกิริยาตอบสนองจริงๆ”
คุณหมอกระตุกมุมปากเล็กน้อยก่อนจะเหน็บแนมทั้งคู่กลับไป
“เมื่อสองเดือนก่อนที่ภรรยาคุณกินของผิดสำแดงจนท้องเสีย เธอก็บอกว่ามีปฏิกิริยาตอบสนองเหมือนกันนั่นแหละ”
คราวนั้นทำเอาวุ่นวายกันไปทั้งแผนก ไม่รู้จักจำใส่สมองกันบ้างเลยหรืออย่างไร ต้องชมว่าเพราะยังหนุ่มยังสาวกันอยู่แท้ๆ หน้าถึงได้ทนทานต่อความอับอายได้ขนาดนี้
ฟางหยวนรีบแก้ต่างให้ตัวเอง
“มันไม่เหมือนกันค่ะหมอ ครั้งนี้ฉันไม่ได้กินอะไรผิดสำแดงมานะ”
คุณหมอส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ
“เอาเถอะ คุณว่าไม่เหมือนก็ไม่เหมือน ครั้งหน้าถ้ากินอะไรผิดสำแดงมาอีกก็ช่วยไปแผนกอายุรกรรมเถอะ อย่ามาแผนกสูตินารีเวชเลย”
ดูจากบทสนทนาก็รู้ว่าคุณหมอปวดหัวกับสองสามีภรรยาคู่นี้ขนาดไหน สนิทสนมกันจนถึงขั้นพูดจาหยอกล้อเหน็บแนมกันได้แล้ว
ฟางหยวนตัดสินใจพูดเข้าประเด็น
“หมอคะ แต่ครั้งนี้ฉันรู้สึกเหมือนว่าจะมีน้องจริงๆ นะ”
คุณหมอหันมามองหน้าฟางหยวน ไม่ได้ซักถามอาการอะไรเพิ่มเติม แต่หยิบสมุดบันทึกประวัติคนไข้ขึ้นมาเปิดดู
“ดูเหมือนว่าจะจริงแฮะ”
จากนั้นหมอก็เริ่มเขียนใบสั่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพราะหมอจำรอบเดือนของฟางหยวนได้แม่นยำ ยิ่งตั้งแต่ย้ายมาอยู่เมืองมณฑล ฟางหยวนก็แวะเวียนมาหาหมอบ่อยจนแทบจะกลายเป็นญาติสนิท
มิน่าล่ะ หมอถึงได้กุมขมับทุกครั้งที่เห็นหน้าทั้งคู่โผล่มา
คุณหมอมองหน้าคู่สามีภรรยาวัยละอ่อนแล้วเอ่ยแซว
“คราวนี้คงได้สมพรปากแล้วสินะคะ”
ฟางหยวนตอบกลับด้วยท่าทีนิ่งเฉยราวกับทองไม่รู้ร้อน
“ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนี่คะ”
น้ำเสียงนั้นฟังดูไม่น่าเชื่อถือเอาเสียเลย ทำราวกับว่าคนที่เทียวไล้เทียวขื่อมาถามหมอทุกเดือนว่าทำไมยังไม่ท้องไม่ใช่ตัวเธออย่างนั้นแหละ
คุณหมอต้องยอมรับในใจว่า แม่หนูน้อยคนนี้หน้าหนาและใจสู้ดีแท้
ส่วนลู่ชวนนั้นยืนฉีกยิ้มกว้างจนหุบปากไม่ลงแล้ว
“คุณหมอครับ พวกเราไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วยเลย มีอะไรต้องระวังเป็นพิเศษไหมครับ”
คุณหมอหันไปมองลู่ชวนอย่างพิจารณา
“ปกติเห็นคุณทำท่าไม่รีบร้อนไม่ใช่เหรอ ทำไมวันนี้ถึงเก็บอาการไม่อยู่ล่ะ ไปตรวจให้เรียบร้อยก่อนเถอะค่ะ”
คู่สามีภรรยาคู่นี้ทำให้หมอตามอารมณ์ไม่ถูก คนที่ดูเหมือนจะรีบร้อนอยากมีลูก พอท้องขึ้นมาจริงๆ กลับทำหน้านิ่งเฉย ส่วนคนที่ดูเหมือนจะไม่รีบ กลับตื่นเต้นจนพูดจาแทบไม่รู้เรื่อง
ลู่ชวนหันไปพูดกับคุณหมอด้วยความจริงจัง
“ท้องกับไม่ท้องมันจะเหมือนกันได้ยังไงล่ะครับ”
คุณหมอคิดในใจว่า ที่ผ่านมาเธอคงเข้าใจผิดไปเอง คิดว่าผู้ชายคนนี้ไม่อยากมีลูก
ยิ่งพอรู้ว่าลู่ชวนเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย หมอก็ยิ่งปักใจเชื่อในความคิดเดิมของตัวเอง ในสายตาของหมอก่อนหน้านี้ ลู่ชวนก็ไม่ต่างอะไรกับพวกผู้ชายใจจืดใจดำที่ไม่สนใจความรู้สึกภรรยา จึงไม่ค่อยอยากจะเสวนากับลู่ชวนดีๆ เท่าไหร่นัก
แต่วันนี้ดูท่าจะต้องเปลี่ยนความคิดเสียแล้ว ที่เห็นว่านิ่งๆ ไม่ใช่อาการของคนไม่อยากมีลูก แต่นี่คืออาการของคนดีใจจนทำตัวไม่ถูก ปกติที่เห็นเขาสุขุมเยือกเย็นคงเป็นเพราะต้องคอยปลอบใจภรรยามากกว่า นับว่าเป็นผู้ชายที่หนักแน่นใช้ได้
แม่หนูฟางหยวนถึงแม้จะมีนิสัยห้าวหาญไม่ค่อยน่ารักน่าเอ็นดูเท่าไหร่ แต่การได้เจอผู้ชายดีๆ แบบนี้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีด้วย
หมอมองตามหลังทั้งคู่ที่เดินออกไปแล้วก็ส่ายหน้ายิ้มขำให้กับตัวเอง ในที่สุดก็จะได้หมดเวรหมดกรรม ไม่ต้องคอยรับมือกับการก่อกวนของสองคนนี้เสียที
หลังจากฟางหยวนตรวจร่างกายตามรายการเสร็จเรียบร้อย ลู่ชวนก็ประคองเธอมานั่งรอฟังผลที่ห้องทำงานของหมอ
ขั้นตอนต่างๆ ที่เหลือ ลู่ชวนเป็นคนวิ่งเต้นจัดการเองทั้งหมด โชคดีที่โรงพยาบาลในยุคนี้ยังมีขนาดไม่ใหญ่โตมากนัก ไม่อย่างนั้นลู่ชวนคงได้วิ่งจนขาขวิดแน่
เมื่อผลตรวจยืนยันแน่ชัดว่ามีสิ่งมีชีวิตเล็กๆ กำลังเติบโตอยู่ในท้อง คุณหมอก็เห็นลู่ชวนเบิกตาโตจ้องมองหน้าท้องของฟางหยวนไม่วางตา ส่วนฟางหยวนเองก็ได้แต่ก้มหน้ามองท้องตัวเองด้วยความตะลึงงัน ท่าทางของทั้งคู่ดูตกใจราวกับเจอปัญหาใหญ่ระดับชาติ
“พวกคุณยังหนุ่มยังสาวกันทั้งคู่ ไม่เห็นจะต้องกังวลเรื่องลูกขนาดนั้นเลย”
ลู่ชวนรีบแย้ง
“ไม่ให้กังวลได้ยังไงครับ ภรรยาผมเธอเฝ้ารอมาเป็นปีแล้ว เจ้าเด็กคนนี้ไม่ค่อยให้ความร่วมมือเลย”
ฟางหยวนฟาดฝ่ามือลงบนตัวลู่ชวนดังเพียะ
“อย่าพูดจาเพ้อเจ้อนะ เดี๋ยวลูกได้ยิน”
คุณหมอกระตุกมุมปากระริก คู่สามีภรรยาคู่นี้มันช่างไม่รู้อะไรบ้างเลยจริงๆ
“เอาล่ะๆ เรื่องข้อควรระวังต่างๆ หมอจะอธิบายให้ภรรยาคุณฟังรอบหนึ่งแล้ว ยังต้องให้พูดซ้ำอีกไหม”
ลู่ชวนพยักหน้ารัวๆ
“รบกวนด้วยครับ ยังไงก็ต้องฟังครับ”
คุณหมอถอนหายใจเฮือกใหญ่ จำต้องร่ายยาวเรื่องข้อควรปฏิบัติซ้ำอีกรอบ ก่อนจะกำชับด้วยความรับผิดชอบในฐานะแพทย์
“พวกคุณยังเด็กกันมาก ดูท่าทางแล้วคงไม่ประสีประสาเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ ถ้าที่บ้านมีผู้หลักผู้ใหญ่ ก็ควรจะตามให้มาช่วยดูแลสักระยะหนึ่ง แล้วถ้าร่างกายมีความผิดปกติอะไร ให้รีบมาโรงพยาบาลทันที เรื่องนี้ห้ามประมาทเด็ดขาด”
ลู่ชวนและฟางหยวนพยักหน้ารับคำอย่างพร้อมเพรียง
“คุณหมอวางใจได้เลยครับ/ค่ะ พวกเราจะไม่ประมาท”
[จบบท]