บทที่ 207: ล้วนยอดคน
บรรยากาศภายในอู่ซ่อมรถเต็มไปด้วยความตึงเครียด ช่างหลิววางประแจในมือลงกระแทกกับโต๊ะเสียงดังโครม ใบหน้าของชายชราแดงก่ำด้วยความโมโหที่อัดอั้นมานาน เขาหันไปจ้องหน้าลู่ชวนแล้วระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างเหลืออด
“นี่ครอบครัวพวกคุณแต่งลูกสะใภ้เข้ามา หรือว่าเชิญบรรพชนมาบูชาไว้บนหิ้งกันแน่ หา!”
ช่างหลิวชี้ไม้ชี้มือไปทางเรือนพักด้านหลัง พลางบ่นกระปอดกระแปดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความคับข้องใจ
“แม่ของคุณมีจุดอ่อนอะไรไปอยู่ในกำมือเมียคุณหรือเปล่า ดูสภาพแม่คุณตอนนี้สิ วิ่งวุ่นรับใช้ประจบประแจงจนฉันดูแล้วขัดหูขัดตา ไม่เคยเห็นแม่ผัวที่ไหนยอมก้มหัวทำตัวต่ำต้อยได้ขนาดนี้มาก่อนเลย”
คำพูดของช่างหลิวถือว่าแรงพอสมควร ฟังแล้วแสบเข้าไปถึงทรวงอก ลู่ชวนได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ พยายามไกล่เกลี่ยให้สถานการณ์เบาบางลง เขาเข้าใจดีว่าคนแก่มักจะขี้น้อยใจ แต่จะให้ยอมรับว่าแม่ตัวเองเป็นเบี้ยล่างก็คงไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องนัก
“ช่างหลิวครับ พูดแบบนี้มันทำร้ายจิตใจกันเกินไปหน่อยนะครับ” ลู่ชวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พยายามอธิบายด้วยเหตุผล
“ความจริงแล้วเป็นเพราะแม่ผัวลูกสะใภ้เขาเข้ากันได้ดีต่างหาก แม่ผมแกเต็มใจจะเอาใจลูกสะใภ้เอง อีกอย่างคุณก็เห็นไม่ใช่เหรอครับว่าฟางหยวนเองก็ใจป้ำ กล้าควักเงินให้แม่ผมใช้จ่ายแบบไม่เสียดายเลย จะเรียกว่าประจบก็คงไม่ถูก ต้องบอกว่าแม่ผมแกตามใจฟางหยวนมากกว่าครับ”
ช่างหลิวแค่นหัวเราะเสียงดัง หึ! ในลำคอ ก่อนจะสวนกลับทันควัน
“ถ้าฉันเจอแม่ผัวแบบนี้ เป็นฉันก็กล้าจ่ายไม่อั้นเหมือนกันแหละ คุณดูสิ เมียคุณสั่งคำเดียวว่าต้องทำงานวันละสิบห้าชั่วโมง แม่คุณก็รีบตื่นตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันโห่มาปลุกฉันให้ลุกขึ้นมาทำงาน แทบจะช่วยไก่ขันตอนเช้ามืดอยู่แล้ว”
ลู่ชวนรีบโบกมือปฏิเสธทันที “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ เมียผมไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำแบบนั้นสักหน่อย”
คำตอบของลู่ชวนยิ่งทำให้ช่างหลิวรู้สึกหมั่นไส้จนคิ้วกระตุก ชายชรามมองหน้าชายหนุ่มด้วยสายตาเอือมระอา ราวกับจะบอกว่า ‘นายรู้ดีอยู่แก่ใจว่าแม่นายเป็นคนยังไง’
“ในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่ ฉันพูดตรงๆ เลยนะว่าแม่คุณกำลังทำตัวเป็นคนให้ท้ายคนที่ทำผิด ฉันวิจารณ์แกแค่นี้ถือว่ายังน้อยไปด้วยซ้ำ”
ลู่ชวนได้ยินแบบนั้นก็ชักสีหน้าขึ้นมาเล็กน้อย เขาเป็นคนรักครอบครัว จะให้ใครมาว่าแม่หรือเมียก็ยอมไม่ได้เหมือนกัน
“คุณพูดถึงแม่ผมแบบนี้ก็เกินไปนะครับ แล้วที่คุณอารมณ์เสียอยู่นี่ เป็นเพราะฟางหยวนไม่ให้คุณรับงานซ่อมจักรยานแล้วใช่ไหมล่ะครับ”
ช่างหลิวอ้าปากค้าง จ้องมองลู่ชวนอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา ไม่เคยเห็นใครลำเอียงเข้าข้างเมียได้อย่างหน้าตาเฉยขนาดนี้มาก่อน ชายชราชี้หน้าลู่ชวนด้วยนิ้วที่สั่นระริก
“คุณมันก็เก่งแต่ปาก! ถ้าไม่ใช่เพราะไม่มีที่ไหนให้เงินเดือนฉันสูงเท่าคุณ จ้างให้ฉันก็ไม่มานั่งรองมือรองตีนพวกคุณหรอก ฝากไปบอกเมียคุณด้วยนะว่าท้องไส้อยู่ก็หัดนอนพักผ่อนอยู่แต่ในห้องเฉยๆ บ้าง อย่ามาเดินเพ่นพ่านแถวนี้ให้เกะกะลูกตา”
พูดจบช่างหลิวก็สะบัดหน้าหมุนตัวเดินหนีไปที่โต๊ะทำงานด้วยความหงุดหงิด ทิ้งให้ลู่ชวนยืนเกาหัวแกรกๆ อยู่คนเดียว
ลู่ชวนถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในลานบ้าน ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามา แม่ลู่ซึ่งยืนรอท่าอยู่แล้วก็เป็นฝ่ายเปิดฉากบ่นทันที
“แม่ไม่เคยพบเคยเห็น ลูกจ้างที่ไหนทำตัวกร่างหาเรื่องเจ้านายแบบนี้ แถมยังทำตัวปั้นปึ่งใส่อีกต่างหาก ฟางหยวนจะเข้ามาดูงานแล้วมันทำไม ฮึ! เจ้านายที่ไหนเขาก็ต้องคอยสอดส่องดูแลกิจการตัวเองกันทั้งนั้นแหละ”
ลู่ชวนรีบยกมือห้ามทัพก่อนที่แม่จะของขึ้นไปมากกว่านี้
“แม่ครับ ใจเย็นๆ ก่อน อย่าเพิ่งไปว่าแกเลย”
แต่แม่ลู่มีลูกสะใภ้คอยหนุนหลังอยู่แล้ว ความมั่นใจจึงพุ่งสูงปรี๊ด เธอเชิดหน้าขึ้นพลางเถียงฉอดๆ
“เรื่องเก่าๆ มันผ่านไปกี่ปีแล้ว ช่างมันเถอะ มาคุยกันเรื่องปัจจุบันดีกว่า” หญิงสูงวัยเว้นจังหวะหายใจนิดหนึ่งก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ลูกสะใภ้แม่ทำไปก็เพื่อหาเงินเข้าบ้าน เรื่องนี้ยังไงแม่ก็เข้าข้างฟางหยวน แกอย่าไปหลงเชื่อคำยุยงของตาแก่นั่นนะ”
ลู่ชวนพยักหน้ารับอย่างจำยอม “แม่วางใจเถอะครับ ฟางหยวนทำอะไรไม่เคยผิดอยู่แล้วในสายตาผม”
แม่ลู่ตบเข่าฉาดอย่างถูกใจ “นั่นปะไร! แม่บอกแล้วว่าลูกชายแม่ฉลาด ไม่ใช่คนหัวอ่อนที่จะให้ตาแก่เจ้าเล่ห์มาปั่นหัวได้ง่ายๆ เงินทองไหลมาเทมาเข้าบ้านเราตั้งเท่าไหร่ อย่าว่าแต่ฟางหยวนทนเห็นแกนั่งว่างไม่ได้เลย แม่เองก็ทนเห็นแกอู้งานไม่ได้เหมือนกัน จ้างมาแพงก็ต้องใช้ให้คุ้มสิ”
ลู่ชวนได้แต่ยืนฟังตาปริบๆ นี่สินะที่เขาเรียกว่า ‘ขูดรีดแรงงาน’ ของจริง สองแม่ลูกคู่นี้เข้าขากันดีเหลือเกินจนเขารู้สึกสงสารช่างหลิวขึ้นมาตงิดๆ
ลู่ชวนยอมใจแม่ตัวเองจริงๆ ถ้าแม่ช่วยพูดปรามฟางหยวนบ้างสักนิด ภรรยาของเขาก็น่าจะยอมฟังอยู่แล้ว แต่ปัญหาก็คือแม่ลู่ไม่มีความคิดที่จะห้ามปรามลูกสะใภ้เลยแม้แต่น้อย ในใจของแม่ลู่ตอนนี้ ลูกสะใภ้ทำอะไรก็ถูกต้องดีงามไปเสียทุกอย่าง
คำพูดติดปากที่แม่ลู่ชอบพูดกรอกหูเขาทุกวันคือ ‘ตอนอยู่หมู่บ้าน แม่ไม่เคยยืดอกเชิดหน้าได้ขนาดนี้มาก่อน แต่พอมาอยู่เมืองมณฑลกับลูกสะใภ้ แม่เดินตัวตรงหลังไม่เคยงอ ชีวิตนี้ไม่เคยมีความสุขเท่านี้มาก่อนเลย’
ผลจากการโดนแม่สามียอเช้าเย็น ทำให้ฟางหยวนเกิดความภาคภูมิใจในตัวเองจนแทบจะตัวลอย
‘คนบ้านเราทำมาหากินสุจริต มีเหตุผล ก็ต้องยืดอกสู้คนเข้าไว้สิคะแม่’ นี่คือสิ่งที่ฟางหยวนมักจะพูดตอบกลับไป
ลู่ชวนอยากจะแย้งใจจะขาดว่า เรื่องที่พวกคุณสองคนแม่ลูกไปวุ่นวายกับช่างหลิวนั้น มันไม่ได้มีความชอบธรรมสักเท่าไหร่เลย
ช่างหลิวอายุปูนนั้นแล้ว สิ่งที่เขามีค่าที่สุดคือทักษะและประสบการณ์ แค่เขายืนคุมงานแล้วชี้แนะลูกศิษย์ให้ทำงานออกมาดีได้ ก็ถือว่าคุ้มค่าจ้างแล้ว ไม่จำเป็นต้องลงมือลงแรงทำเองทุกอย่างเหมือนกรรมกร
คนระดับนี้เปรียบเสมือน ‘ของดีประจำร้าน’ ที่ต้องดูแลรักษาไว้ให้ดี ถ้าไม่รู้จักเอาใจแถมยังไปค่อนขอดรังเกียจเขาอีก สองแม่ผัวลูกสะใภ้นี่ช่างมีตาหามีแววไม่ มองไม่เห็นทองที่ฝังอยู่ในหิน
แต่ถึงพูดไปก็คงไม่มีใครฟัง ความจริงแล้วแม่ลู่เองก็ไม่ได้รังเกียจช่างหลิวเสียทีเดียว ถ้าไม่ใช่เพราะแม่พยายามแอบดูวิชาแล้วจำไม่ได้สักที แม่ลู่คงอยากจะขโมยวิชามาให้รู้แล้วรู้รอด จะได้ไม่ต้องง้อตาแก่ขี้บ่นให้ลูกสะใภ้ต้องลำบากใจ
จนกระทั่งวันหนึ่ง ฟางหยวนไปเจอซากรถเก่าคันหนึ่งที่สภาพดูแล้วแทบจะเรียกว่าเศษเหล็ก เธอตัดสินใจลากมันกลับมาที่อู่ ช่างหลิวเห็นสภาพรถแล้วถึงกับส่ายหน้าด้วยความรังเกียจ บ่นอุบอิบว่าขยะแบบนี้จะเอามาทำอะไรได้ แต่สุดท้ายด้วยความรับผิดชอบในหน้าที่ เขาก็ยอมลงมือซ่อมให้
ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ซากรถเศษเหล็กที่ถูกลากเข้ามา กลับฟื้นคืนชีพจนสามารถสตาร์ทเครื่องติดและขับออกไปได้หน้าตาเฉย มิหนำซ้ำยังมีลูกค้าตาถึงเดินเข้ามาเสนอราคาขอซื้อไปในราคาหลายพันหยวน
วินาทีนั้น สายตาที่แม่ลู่มองช่างหลิวก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ
ในมื้ออาหารเย็นวันนั้น แม่ลู่ถึงกับต้มไข่ไก่มาประเคนให้ช่างหลิวถึงที่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
แม่ลู่เข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่า นี่แหละคือ ‘ยอดคน’ ของจริง
หญิงชราหันมากระซิบกระซาบกับฟางหยวนอย่างตื่นเต้น “เราต้องอดทนกับแกหน่อยนะลูก เดี๋ยวแม่จะหาจังหวะแอบไปดูแกทำงานบ่อยๆ ถ้าแม่ขโมยวิชาแกมาได้เมื่อไหร่ รับรองว่าพวกเราสบายไปทั้งชาติ กำไรเห็นๆ”
ลู่ชวนได้ยินแล้วถึงกับเหงื่อตก รีบห้ามแม่ตัวเองแทบไม่ทัน “แม่ครับ อย่าไปวุ่นวายทางนั้นเลยครับ อายุป่านนี้แล้วจะไปขโมยวิชาอะไรได้ อีกอย่างถ้าคนอื่นเขาเห็นแม่ไปด้อมๆ มองๆ แถวนั้น เดี๋ยวเขาจะเอาไปนินทาว่าแม่ไปติดพันคนแก่เข้า มันจะไม่งามนะครับ”
ทางด้านช่างหลิวเองก็คงรู้ทัน เขาพูดดักคอไว้อย่างเจ็บแสบ “ถ้ามีญาติพี่น้องหัวไวๆ ฉันก็ยินดีจะสอนงานให้นะ แต่บอกแม่คุณหน่อยเถอะว่าอย่ามาจ้องฉันตาเป็นมันแบบนั้น ฉันลูกเมียมีแล้ว ไม่สะดวกใจ”
คำพูดนั้นช่างเชือดเฉือนเหลือเกิน ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าแม่ลู่ต้องการแอบดูวิธีซ่อมรถ แต่แกก็ยังแกล้งพูดให้ฟังดูเหมือนแม่ลู่กำลังมาทอดสะพานให้ ซึ่งก็ต้องโทษแม่ลู่ด้วยที่ทำตัวไม่เนียน การจะไปขโมยวิชาคนอื่นเขาดันทำอย่างโจ่งแจ้งซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเขาจับได้
ลู่ชวนรู้สึกว่าชีวิตช่วงนี้ช่างมีสีสันเหลือเกิน ฟางหยวนเองก็ทำหน้าที่ได้ครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งหาเงิน บำรุงครรภ์ และคอยปั่นหัวสามีให้ปวดเศียรเวียนเกล้าได้ทุกวันไม่มีขาดตกบกพร่อง
ทางด้านฟางอู่หู่ ช่วงนี้ดูเหมือนจะมีเรื่องกลุ้มใจอยู่บ้าง เรื่องหาคู่ก็ยังไม่คืบหน้า แถมงานการก็มีปัญหาจุกจิกกวนใจ ล่าสุดนอกจากรับงานเหมาช่วงต่อจากจางเว่ยแล้ว ฟางอู่หู่ยังไปรับงานจากคนรู้จักในวงการก่อสร้างมาทำเองอีกด้วย แต่พองานเสร็จเรียบร้อย ถึงเวลาเบิกเงินค่าจ้าง อีกฝ่ายกลับทำมึนราวกับไม่เคยมีเรื่องเงินๆ ทองๆ ตกลงกันมาก่อน
ฟางอู่หู่ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนตอนอยู่บ้านนอก ชื่อเสียงของตระกูลฟางนั้นเลื่องลือระบือไกล ใครหน้าไหนก็ไม่กล้าเบี้ยวเงิน
แต่พอมาอยู่ในเมืองมณฑล สงสัยคนพวกนั้นคงเห็นเสือเป็นแมวป่วย ถึงได้กล้ามาลูบคมเล่นแง่กับฟางอู่หู่แบบนี้
ฟางอู่หู่ไม่เคยรับมือกับคนประเภทนี้มาก่อน คนพวกนี้มันเหมือน ‘เนื้อติดเอ็นที่เหนียวจนมีดหั่นไม่เข้า’ จะต้มยำทำแกงยังไงก็ยากไปหมด
วั่นซุ่นกับลูกน้องคนอื่นๆ เสนอว่าให้ไปรุมกระทืบสั่งสอนมันสักยก แล้วไม่ต้องเอาเงินก็ได้ ขอแค่ระบายแค้นก็พอ คนอย่างพวกเขาไม่เคยต้องมาทนก้มหัวให้ใครเอาเปรียบแบบนี้
ฟางอู่หู่ส่ายหน้าด้วยความเจ็บใจ “ทำแบบนั้นไม่ได้หรอก เงินตั้งเยอะแยะจะทิ้งไปเฉยๆ ได้ยังไง ตัวมันมีค่าไม่ถึงเศษเสี้ยวของเงินก้อนนั้นด้วยซ้ำ ถ้าฉันมีเวลาว่างนะ ฉันจะตามรังควานมันให้ถึงที่สุดเลยคอยดู ที่มันกล้าทำแบบนี้เพราะมันรู้ว่าฉันยุ่ง ไม่มีเวลาไปตามจิกมันน่ะสิ”
ตอนที่ฟางอู่หู่มาบ่นเรื่องนี้ให้ลู่ชวนฟัง ลู่ชวนได้แต่เตือนสติพี่เมียด้วยความหวังดี
“ถือว่าเป็นบทเรียนครับพี่ห้า ครั้งหน้าเราต้องดูคนให้ดีกว่านี้ แต่ถึงเขาจะเบี้ยวเรา เราก็ห้ามเบี้ยวค่าแรงลูกน้องเด็ดขาดนะครับ เราต้องจ่ายเงินให้คนงานก่อน เพื่อรักษาเครดิตของทีมเราไว้ ถ้าคนงานหนีหมด ต่อไปใครจะกล้ามาทำงานกับเรา”
ฟางหยวนพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ค่ะพี่ห้า เราต้องรักษาฐานคนงานไว้ เงินแค่นี้เราจ่ายไหว จ่ายไปก่อนเถอะ”
เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกัดฟันพูดด้วยน้ำเสียงดุดัน “แต่เรื่องนี้ฉันยอมไม่ได้ พี่ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวฉันจะไปทวงเงินคืนเอง” คนอย่างฟางหยวนไม่เคยกลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น
ลู่ชวนรีบเบรกตัวโก่ง “คุณท้องอยู่นะ อย่าหาเรื่องใส่ตัวเลย”
ฟางหยวนถลึงตาใส่สามี “ทำไม! ท้องแล้วต้องเป็นง่อยทำอะไรไม่ได้เลยเหรอ จะให้ฉันนั่งดูดายปล่อยให้คนอื่นมาขี่คอเล่นหรือไง คนพรรค์นี้มันต้องเจอฉันสั่งสอนให้รู้จักที่ต่ำที่สูงซะบ้าง”
ฟางอู่หู่มองน้องสาวแล้วถึงกับลอบปาดเหงื่อ ในใจคิดว่าขนาดเขาที่เป็นผู้ชายอกสามศอกมาอยู่เมืองใหญ่ยังต้องเจียมเนื้อเจียมตัว ไม่นึกเลยว่าน้องสาวตัวเองจะห้าวหาญชาญชัยขนาดนี้
ฟางหยวนทำท่าจะลุกขึ้นไปจัดการจริงๆ จนลู่ชวนต้องรีบกดไหล่เธอให้นั่งลง “งานนี้ผมจัดการเอง ผมจัดการเองครับคุณนาย”
ฟางหยวนหรี่ตามองสามีอย่างไม่ไว้ใจ เรื่องบู๊ล้างผลาญแบบนี้ไม่ใช่ทางถนัดของบัณฑิตหน้าขาวอย่างลู่ชวนแน่นอน “คุณจะไหวเหรอ”
ลู่ชวนยืดอกตอบอย่างมั่นใจ “ทำไมจะไม่ไหวล่ะครับ ผมก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าคุณหรอกนะ ผมไม่ได้จะห้ามคุณเพราะคิดว่าคนท้องทำอะไรไม่ได้ แต่คุณลองคิดดูสิ จะให้ลูกในท้องเราต้องไปข้องแวะกับคนประเภทนั้นตั้งแต่ยังไม่เกิด มันไม่เป็นมงคลหรอกครับ”
เขาเว้นวรรคเล็กน้อย ก่อนจะเสนอแผนการอันชาญฉลาด “จะจัดการกับคนพาลแบบนั้น เราต้องใช้หนามย่งเอาหนามบ่ง ผมว่าเราไปเชิญ ‘น้องเมียของพี่ใหญ่’ มาช่วยจัดการดีกว่าไหมครับ”
ฟางอู่หู่ได้ยินชื่อนี้ก็ตบโต๊ะดังปัง ดวงตาเป็นประกายวาววับ “สุดยอด! คิดได้ยังไงเนี่ย คนแบบนั้นมันต้องเจอคนประเภทเดียวกันถึงจะสมน้ำสมเนื้อ ต้องให้ไอ้ตัวแสบนั่นไปป่วนให้เข็ด จะได้รู้ฤทธิ์ของพี่ห้าคนนี้ซะบ้าง”
ฟางอู่หู่อดไม่ได้ที่จะวิจารณ์ต่อ “พูดก็พูดเถอะนะ ถ้าจะหาใครที่ตอแยยากและกัดไม่ปล่อย นอกจากฟางหยวนแล้ว ก็มีแต่ไอ้ลูกเวรนั่นแหละที่สูสีกัน”
ลู่ชวนรีบทำหน้าขึงขังปกป้องภรรยา “พี่ห้าพูดจาให้มันดีๆ หน่อยครับ ฟางหยวนไม่ใช่คนแบบนั้นสักหน่อย”
ฟางอู่หู่อยากจะย้อนถามเหลือเกินว่า ‘ที่นายเสนอชื่อน้องเมียพี่ใหญ่ออกมา ไม่ใช่เพราะเห็นว่านิสัยเหมือนกันหรอกเรอะ?’
แต่พอเห็นสายตาดุๆ ของสองผัวเมียที่จ้องมา ฟางอู่หู่ก็รีบกลืนก้อนความจริงลงคอไปทันที
ฟางหยวนทำหน้าไม่ค่อยพอใจนัก เธอรู้สึกว่าตัวเองจัดการได้โดยไม่ต้องพึ่งคนนอก “ไปจ้างคนอื่นมา ก็ต้องเสียเงินอีกน่ะสิ”
ฟางอู่หู่รีบตัดบท “เงินแค่นี้พี่ออกเอง จ่ายไม่อั้นขอแค่ให้ได้สั่งสอนมันก็พอ”
สมกับที่เป็นพี่น้องกันจริงๆ พอตัดสินใจได้แล้ว ฟางอู่หู่ก็ไม่รอช้า รีบคว้ากุญแจรถจักรยานปั่นออกไปตามตัวช่วยทันที ทิ้งฝุ่นตลบไว้เบื้องหลัง
[จบบท]