บทที่ 217: การเดิมพันครั้งใหญ่
ช่างหลิวที่ประจำอยู่อู่ซ่อมรถมักจะบ่นพึมพำอยู่เสมอด้วยความไม่เข้าใจ แกมระอาใจเล็กน้อย ตามประสาคนเก่าคนแก่ที่ผ่านโลกมามาก เขามักจะเปรยขึ้นมาลอยๆ ในยามที่เห็นนายจ้างสาวท้องโย้เดินไปเดินมาว่า หญิงตั้งครรภ์บ้านอื่นเขามีแต่จะนอนพักผ่อนอยู่บ้านให้สบายกายสบายใจ ใครเขาจะมาทำตัวยุ่งวุ่นวายหาเรื่องใส่ตัวเหมือนอย่างฟางหยวนกันบ้าง ช่วงเวลาที่ยังไม่มีลูกในท้องยังดูเหมือนจะอยู่นิ่งได้มากกว่านี้เสียอีก แต่นี่อะไร ท้องไส้ก็ใหญ่โตขนาดนี้แล้วยังจะเที่ยววิ่งรอกไปตามไซต์งานก่อสร้างนู้นทีนี้ทีไม่หยุดหย่อน เหมือนกับว่าเธอรังเกียจที่จะต้องนั่งเฉยๆ เฝ้าอู่ซ่อมรถอย่างไรอย่างนั้น
แต่ความจริงแล้วฟางหยวนไม่ได้รังเกียจหรือเบื่อหน่ายอู่ซ่อมรถแต่อย่างใด เพียงแต่เธอเห็นว่าช่างหลิวทำงานได้ดีอยู่แล้ว และเธอก็ไม่ใช่คนที่จะมานั่งจับเจ่ามองคนอื่นทำงานเฉยๆ เพื่อความสบายใจและเพื่อหาอะไรทำแก้เบื่อ เธอจึงเลือกที่จะอุ้มท้องแก่ๆ ของตัวเองตระเวนไปตามไซต์งานก่อสร้างต่างๆ ทั่วเมืองมณฑล
แน่นอนว่าการไปแต่ละครั้งไม่ได้ไปคนเดียว แต่มีแม่สามีอย่างแม่ลู่คอยประกบติดไปด้วยเป็นเงาตามตัว สองสะใภ้แม่สามีกลายเป็นคู่หูนักเจรจาที่ใครเห็นเป็นต้องทัก
ฟางหยวนไม่ได้ไปเดินเล่นกินลมชมวิวเฉยๆ แต่เธอไปเพื่อดิลงานและหางานซ่อมรถเข้าอู่โดยเฉพาะ เธอต้องการพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่างานที่เธอทำอยู่นี้มันทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำแค่ไหน เธอจะทำให้รถที่รอซ่อมจอดเรียงรายจนล้นอู่ ชนิดที่ว่าซ่อมกันไม่ทันเลยทีเดียว
ทุกครั้งที่ไปถึงหน้างาน สายตาของฟางหยวนจะกวาดมองไปรอบๆ อย่างรวดเร็วและแม่นยำ เธอสังเกตเห็นทุกรายละเอียดว่าไซต์งานแต่ละแห่งขาดแคลนเครื่องจักรหรืออุปกรณ์อะไรบ้าง ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้ผ่านเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา แต่ถูกบันทึกไว้อย่างเป็นระบบในสมองของเธอ เมื่อได้เงินกำไรจากการซ่อมรถหรือจากงานส่วนอื่น เธอก็ไม่รีรอที่จะนำเงินก้อนนั้นไปหมุนเวียนลงทุนซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ขาดแคลนเหล่านั้นมาเติมเต็มทันที
อาจเป็นเพราะเธอหลงใหลในเครื่องจักรกลเหล่านี้เข้าเส้นเลือด การควักกระเป๋าจ่ายเงินเพื่อซื้อของพวกนี้สำหรับฟางหยวนแล้ว จึงเป็นการตัดสินใจที่เด็ดขาดและไม่เคยมีความลังเลแม้แต่น้อย
ผลพลอยได้จากการที่ฟางหยวนขยันลงพื้นที่ ไม่ได้ตกอยู่ที่ใครอื่นไกล แต่เป็นพี่ชายของเธออย่างฟางอู่หู่และทีมงานนั่นเอง ข้อมูลที่ฟางหยวนเก็บรวบรวมมาทำให้พวกเขารู้ความเคลื่อนไหวของตลาดก่อสร้างอย่างทะลุปรุโปร่ง
ที่ไหนกำลังจะมีโครงการขึ้นใหม่ ตรงไหนกำลังขาดแคลนคนงาน ฟางหยวนรู้ลึกรู้จริงไปเสียทุกเรื่อง ใครใช้ให้เธอขยันเอาตัวไปคลุกคลีอยู่กับผู้คนในวงการก่อสร้างทุกวี่ทุกวันแบบนี้เล่า
ใครจะไปคาดคิดว่า จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ อย่างอู่ซ่อมรถมอซอแห่งนี้ ฟางหยวนจะสามารถขยายลู่ทางและเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจได้กว้างไกลขนาดนี้ มันเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายของทุกคนจริงๆ
แม้แต่ฟางอู่หู่เองยังต้องออกปากชมด้วยความทึ่งว่า น้องสาวของเขานั้นดวงแข็งและมีโชคเรื่องงานอย่างน่าอิจฉา เรื่องยากๆ กลายเป็นเรื่องง่าย เรื่องที่คนอื่นมองไม่เห็นช่องทาง เธอกลับมองทะลุปรุโปร่งจนจับทางถูกไปหมด
ตอนนี้สถานการณ์ของฟางอู่หู่และทีมงานเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ พวกเขาไม่ต้องง้อคนจ้างเหมือนแต่ก่อนแล้ว แต่สามารถเลือกรับงานจากเจ้าของโครงการที่มีเครดิตดี จ่ายเงินตรงเวลา และมีชื่อเสียงที่ดีได้ หากเจ้าไหนจ่ายเงินช้าหรือตุกติก พวกเขาก็แค่ปฏิเสธไม่รับงาน เพราะทำไปก็เหนื่อยเปล่า เสียเวลาทำมาหากิน
นานวันเข้า ชื่อเสียงของอู่ซ่อมรถและเครือข่ายของตระกูลฟางกับตระกูลลู่ก็เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง บรรดาผู้รับเหมาและคนในวงการต่างรู้กันดีว่า ถ้ามีงานด่วน งานเร่ง หรือขาดเหลือคนงานและเครื่องจักร ให้ลองแวะมาที่อู่ซ่อมรถแห่งนี้ มาคุยกับเถ้าแก่ลู่ดูสักคำ ไม่แน่ว่าอาจจะโชคดีเจอคนงานหรือเครื่องจักรที่กำลังว่างพอดี แต่ข้อแม้สำคัญคือ คุณต้องมีเครดิตที่ดีพอให้พวกเขาไว้ใจด้วย
สามพี่น้อง ซึ่งประกอบด้วย ฟางอู่หู่ ลู่ชวน และฟางหยวน ได้ร่วมมือกันเปิดประตูแห่งโอกาสในเมืองมณฑลได้อย่างสวยงาม และที่น่าทึ่งที่สุดคือ พวกเขาทำมันสำเร็จด้วยวิธีการที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน
ในวงสนทนายามว่าง จางเว่ยเพื่อนสนิทของลู่ชวนอดไม่ได้ที่จะพูดถึงเรื่องนี้ด้วยความชื่นชมระคนแปลกใจ
“นายรู้สึกเหมือนฉันมั้ย ว่าเมียนายเนี่ย... เหมือนจะมีของดีติดตัวนะ ดวงของเธอมาพร้อมกับความโชคดีจริงๆ”
ลู่ชวนขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินชายอื่นพูดถึงภรรยาของตน แม้จะเป็นเพื่อนสนิทก็เถอะ เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่แสดงความเป็นเจ้าของอย่างชัดเจน
“เมียฉันจะมีแสงทองผ่องอำไพมาจากไหน นายก็ไม่ต้องไปจ้องมองหรือคิดอะไรทั้งนั้น”
จางเว่ยหัวเราะร่าพลางชกไหล่เพื่อนรักเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้
“โธ่เอ้ย พ่อคนขี้หวง ฉันพูดจริงๆ นะเว้ย ไม่ได้คิดอะไรสกปรก”
สำหรับลู่ชวนแล้ว ฟางหยวนคือความภูมิใจและความสดใสในชีวิต เขาตอบรับคำชมนั้นด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
“เมียฉันเป็นคนมีวาสนาอยู่แล้ว เรื่องนี้ไม่ต้องให้นายมาบอกหรอก”
จางเว่ยส่ายหน้าอย่างระอาใจกับความหลงเมียของเพื่อน แต่ก็อดที่จะขยายความในสิ่งที่ตัวเองคิดไม่ได้
“สิ่งที่ฉันจะสื่อมันคนละเรื่องกับที่นายเข้าใจ นายลองมองย้อนกลับไปดูสิ ตอนที่นายเพิ่งมาถึงเมืองมณฑลใหม่ๆ สภาพเป็นยังไง แล้วพอน้องสะใภ้ตามมาอยู่ด้วย ชีวิตนายเปลี่ยนไปขนาดไหน ฉันไม่เคยเห็นใครที่ทำอะไรแล้วราบรื่นไปซะทุกอย่างแบบคู่ของนายเลยจริงๆ”
ลู่ชวนยิ้มบางๆ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น
“มันอยู่ที่การทำตัวของเราด้วย ขยันขันแข็ง ซื่อสัตย์สุจริต แล้วก็ได้มาทำงานกับลูกพี่ที่ไว้ใจได้อย่างนาย ฉันจะมีเหตุผลอะไรที่ชีวิตจะไม่ราบรื่นล่ะ นายว่าจริงมั้ย”
คำพูดของลู่ชวนทำให้จางเว่ยยืดอกรับด้วยความภาคภูมิใจ มันก็จริงอย่างที่เพื่อนว่า ส่วนหนึ่งก็เพราะพวกเขาเลือกคบคนถูกและเลือกทางเดินที่ถูกต้อง
“นายพูดมาก็มีเหตุผล ถือว่านายเลือกตามคนถูกก็แล้วกัน” จางเว่ยพยักหน้าเห็นด้วย แต่แล้วเขาก็ฉุกคิดขึ้นมาได้อีกเรื่อง “แต่เดี๋ยวก่อน... แล้วเรื่องอู่ซ่อมรถนั่นล่ะ ใครจะไปคิดว่ามันจะรุ่งเรืองขนาดนี้ ทั้งที่ตอนแรกดูไม่น่าจะไปรอด”
ลู่ชวนตอบอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับว่ามันเป็นเรื่องปกติธรรมดา
“ก็ตรงนั้นมันมีที่ดินว่างเปล่าอยู่พอดี มันก็แค่ความบังเอิญที่ลงตัว”
จางเว่ยถึงกับกรอกตาใส่เพื่อนรัก
“ที่ดินว่างเปล่าบ้านนายน่ะสิ มันได้มายังไงล่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะน้องสะใภ้ตาทิพย์ ใครมันจะไปซื้อที่รกร้างเป็นกองขยะแบบนั้น นั่นแหละที่ฉันบอกว่าน้องสะใภ้มีโชค ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะที่จะจิ้มเลือกที่มั่วๆ แล้วกลายเป็นขุมทรัพย์แบบนี้”
ลู่ชวนนึกย้อนกลับไปถึงตอนนั้น เหตุผลในการซื้อที่ดินแปลงนั้นมันช่างเรียบง่ายและตรงไปตรงมา
“ฉันมาเรียนต่อที่เมืองมณฑล อนาคตก็คงไม่ได้กลับไปอยู่หมู่บ้านเดิมแล้ว การซื้อบ้านหรือที่ดินเก็บไว้มันก็เป็นการวางรากฐาน ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน มันต้องใช้เงินซื้อมานะ ไม่ได้ได้มาฟรีๆ”
“แต่วิธีการใช้เงินของพวกนายนี่สิที่มันเหลือเชื่อ ซื้อบ้านไม่พอ ดันไปซื้อที่ที่เป็นลานเก็บของเก่าซะอย่างนั้น” จางเว่ยยังคงทึ่งไม่หาย ถ้าเป็นเขา คงไม่มีทางควักเงินซื้อที่ดินแปลงนั้นเด็ดขาด
ลู่ชวนหัวเราะเบาๆ เมื่อนึกถึงภรรยา
“เมียฉันน่ะเหรอ เขาแค่อยากได้รถเครน แล้วรถเครนคันเบ้อเริ่มเทึ่มขนาดนั้น มันต้องมีที่จอด เราก็เลยต้องหาที่ดินที่มันถูกๆ อยู่ห่างไกลชุมชนหน่อยก็ไม่เป็นไร ขอแค่มีรั้วรอบขอบชิดก็พอแล้ว เราคิดแค่นั้นจริงๆ ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน ทิศทางและเป้าหมายของเรามันชัดเจนมาตั้งแต่ต้น”
จางเว่ยตบเข่าฉาด
“นี่แหละที่ฉันนนับถือ ทิศทางของพวกนายมันถูกต้องเป๊ะๆ ไม่มีหลงทางเลย แล้วแบบนี้จะไม่ให้เรียกว่าราบรื่นได้ยังไง”
“ก็นายพูดเองว่าทิศทางมันถูก แล้วจะมีเหตุผลอะไรที่จะไม่ราบรื่นล่ะ” ลู่ชวนย้อนถาม
จางเว่ยถึงกับพูดไม่ออก เถียงไม่ออกแม้แต่คำเดียว
ลู่ชวนลอบยิ้มในใจ เขาเองรู้ดีที่สุดว่าภรรยาของเขาเก่งกาจแค่ไหน แต่เรื่องอะไรจะต้องไปป่าวประกาศให้คนอื่นรู้อย่างละเอียดด้วยล่ะ
“ปีนี้ทั้งปี นายเองก็กอบโกยกำไรไปไม่น้อยเลยนี่ ฉันว่านายต่างหากที่ดวงเฮงกว่าใคร เพื่อนพูดคำนั้นที คำนี้ที นายไม่ต้องลงแรงอะไรมาก แค่คอยประสานงาน เงินก็ไหลเข้ากระเป๋าตุงแล้ว” ลู่ชวนเปลี่ยนเรื่องมาแซวเพื่อนบ้าง
จางเว่ยทำหน้าเหมือนกินยาขม
“ทำไมฟังดูเหมือนนายกำลังด่าฉันทางอ้อมเลยวะ”
“ไม่ได้ด่า แค่พูดความจริง” ลู่ชวนยักไหล่ ยอมรับว่าบางทีเขาก็แอบอิจฉาวิธีการหาเงินของจางเว่ยที่ดูง่ายดายเหลือเกิน
“นั่นไง นายด่าฉันจริงๆ ด้วย” จางเว่ยโวยวาย “ฉันต้องรับความเสี่ยงตั้งเท่าไหร่ นายไม่เห็นเหรอ ฉันต้องคอยตามทวงค่าจ้างให้พวกนาย ต้องเป็นคนกลางคอยประสานงาน มันไม่ง่ายนะโว้ย”
“ก็ถ้าไม่มีนาย พวกฉันก็คงลำบากเหมือนกัน นายโชคดียิ่งกว่าเมียฉันอีกนะ การได้เจอนายถือว่าเป็นความโชคดีของฉันเลยล่ะ” ลู่ชวนหยอดคำหวานปิดท้าย
จางเว่ยยิ้มแก้มปริ พอใจกับคำชมนี้
“มันก็แน่อยู่แล้ว ถ้าไม่มีฉัน พวกนายจะเหนื่อยกว่านี้เยอะ”
“รู้แล้วน่า ว่าขาดนายไม่ได้ แต่อย่าไปงมงายเรื่องดวงให้มากนักเลย”
“นายก็พูดไป ฉันแค่คิดเผื่อไว้เฉยๆ แต่ยังไงฉันก็ยังเชื่อในดวงของน้องสะใภ้อยู่ดี วันหน้าถ้ามีโปรเจกต์ดีๆ ฉันจะชวนน้องสะใภ้มาร่วมหุ้นด้วย”
ลู่ชวนฟังแล้วรู้สึกทะแม่งๆ ชอบกล ทำไมต้องหวังพึ่งแต่ดวง เชื่อในฝีมือกันบ้างไม่ได้หรือไง
แต่จะว่าไป ครอบครัวของเขาเองก็เริ่มจะมีฐานะและฝีมือที่แข็งแกร่งขึ้นมาอย่างเงียบๆ โดยไม่รู้ตัว
ตอนนี้ในทีมงานก่อสร้างของฟางอู่หู่ ไม่ได้มีแค่คนงานจากหมู่บ้านเดิมที่พามาด้วยกันตั้งแต่แรก แต่ยังมีช่างฝีมือดีอีกหลายคนที่ฟางอู่หู่ใช้ความพยายามและความจริงใจดึงตัวมาร่วมงานด้วย
ในช่วงที่งานก่อสร้างซบเซาหรือไม่มีงานใหญ่ๆ เข้ามา ฟางอู่หู่ก็ไม่เคยทอดทิ้งช่างฝีมือเหล่านี้ เขาพยายามวิ่งหางานที่ดีที่สุด ค่าจ้างงามที่สุดมาป้อนให้ เพื่อเลี้ยงคนเก่งให้อยู่กับทีมต่อไป
วั่นซุ่นและคนงานดั้งเดิมยอมเสียสละ นั่งตบยุงว่างงาน หรือรับงานเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้ช่างฝีมือเหล่านั้นมีงานทำและมีรายได้ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพเอาไว้กับทีม
ฟางอู่หู่ยอมทุ่มทุนและเสียสละในส่วนนี้อย่างเต็มใจ คนกันเองที่กอดคอกันมาจากบ้านนอกต่างรู้ซึ้งถึงน้ำใจและความตั้งใจของพี่ห้าเป็นอย่างดี ทุกคนจึงร่วมแรงร่วมใจ สามัคคีกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว
เมื่อสิ้นสุดช่วงปิดเทอมฤดูร้อน โครงการก่อสร้างใหญ่ครั้งแรกที่ฟางอู่หู่และทีมงานรับหน้าที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักก็เสร็จสมบูรณ์และส่งมอบงานได้อย่างงดงาม ผลงานออกมาดีเยี่ยม ค่าตอบแทนที่ได้รับก็คุ้มค่าเหนื่อย
ถึงเวลาที่ฟางอู่หู่ต้องแจกจ่ายค่าแรงให้กับทุกคน แน่นอนว่าค่าแรงของช่างฝีมือย่อมสูงที่สุดตามทักษะและความสามารถ ซึ่งเป็นหลักการบริหารที่ลู่ชวนวางไว้ให้ คือใครทำมากได้มาก ใครเก่งมากได้มาก
ส่วนคนกันเองในครอบครัวและทีมงานดั้งเดิม ก็ได้รับค่าแรงตามมาตรฐานปกติ แต่หลังจากเสร็จสิ้นเรื่องงาน ลู่ชวน ฟางอู่หู่ และฟางหยวน ได้เรียกตัววั่นซุ่นและแกนนำลูกน้องคนสนิทมาที่บ้าน
พี่น้องตระกูลฟางและเขยตระกูลลู่ มอบเงินพิเศษให้คนละสามร้อยหยวน เป็นสินน้ำใจที่ทุกคนเหนื่อยยากลำบากมาด้วยกันตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา
ลู่ชวนและฟางอู่หู่รู้ดีว่าทุกคนให้ใจและทุ่มเทเพื่อพวกเขาขนาดไหน จะให้เอาเปรียบคนกันเองได้อย่างไร
วั่นซุ่นและเพื่อนๆ ต่างรู้ตัวดีว่าฝีมือของพวกตนยังเทียบชั้นกับช่างฝีมือพวกนั้นไม่ได้ จึงพากันปฏิเสธที่จะรับเงินก้อนนี้
ลู่ชวนจึงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพี่ห้าในการเจรจา
“รังเกียจเงินน้อยรึไง” ฟางอู่หู่แกล้งถามเสียงเข้ม
ฟางหยวนรีบเสริมขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงใจ
“พวกนายทำงานของบริษัทเหมือนเป็นงานของตัวเอง ยอมเสียสละงานดีๆ เพื่อเลี้ยงช่างฝีมือเอาไว้ ส่วนตัวเองยอมทำงานหนักงานสกปรกที่เงินน้อยกว่า พวกเรารู้เห็นทุกอย่าง เงินจำนวนนี้พวกนายรับไว้เถอะ เดี๋ยวพอถึงตรุษจีน ฉันจะให้คนทางบ้านที่หมู่บ้านเชือดหมูหมักเกลือ แล้วส่งมาแบ่งกันกินที่นี่”
ฟางอู่หู่พยักหน้าสนับสนุน
“เชื่อฟางหยวนเถอะ ฉันกับน้องเขยไม่ได้ทำงานเหนื่อยเปล่า พวกเราก็มีกำไรเหมือนกัน”
คำพูดของฟางหยวนทำให้ทุกคนยิ้มกว้างด้วยความดีใจ ยิ่งกว่าตอนเห็นเงินเสียอีก
“น้องสาวเรานี่ใจกว้างจริงๆ เงินพวกนี้พวกเราจะรับไว้ แต่เรื่องหมูช่วงตรุษจีนพวกเรารอนะ จะรอมากินหมูของพี่ห้ากับน้องสาว แล้วก็น้องเขยด้วย... เรื่องงานน่ะ พวกเราเต็มใจทำแบบนั้น เรารู้ว่าถ้าไม่มีช่างฝีมือเก่งๆ เราก็คงรับงานใหญ่ไม่ได้ พวกเราเข้าใจจุดนี้ดี การให้เกียรติและดูแลช่างพวกนั้น พวกเราทำด้วยความเต็มใจ แค่พวกพี่มองเห็นสิ่งที่พวกเราทำ พวกเราก็เกรงใจจะแย่แล้ว เรื่องนี้ถือว่าจบนะ ขอบคุณมากครับ”
บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความอบอุ่นของมิตรภาพและความจริงใจ คำพูดสวยหรูไม่จำเป็นต้องมีมากความ แค่ความเข้าใจและการกระทำที่สื่อถึงกันก็เพียงพอแล้ว
[จบบท]