บทที่ 226: เป้าหมายของแม่ยาย
ลู่ชวนได้แต่นึกค่อนขอดอยู่ในใจ ตั้งแต่ฟางหยวนแต่งงานเข้ามาในตระกูลลู่ เขาไม่เคยปล่อยให้ภรรยาต้องแตะต้องงานซักผ้าแม้แต่ชิ้นเดียว ยิ่งตอนนี้เธอกำลังตั้งครรภ์อยู่ด้วยแล้ว ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ที่จะให้เธอลุกมาทำงานบ้านหนักๆ แบบนี้ ข้อเรียกร้องของแม่ยายในวันนี้ดูจะเกินมาตรฐานความรับผิดชอบไปหน่อยแล้ว
เมื่อเห็นท่าไม่ดี ลู่ชวนจึงรีบพุ่งตัวเข้าไปขวางหน้าฟางหยวนเอาไว้ทันที พร้อมกับแย่งกะละมังมาถือไว้เองพลางเอ่ยแก้ตัวกับแม่ยายด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ
“แม่ครับ เสื้อตัวนี้เมื่อวานผมทำกับข้าวแล้วทำเลอะเอง เดี๋ยวผมจัดการซักเองครับ แม่ไม่ต้องห่วง”
ทันทีที่พูดจบ เขาก็สังเกตเห็นว่าสีหน้าของแม่ยายเปลี่ยนไปในฉับพลัน
จากนั้นทั่วทั้งลานบ้านก็เต็มไปด้วยเสียงบ่นกระปอดกระแปดของหวังชุ่ยเซียงที่เทศนาลูกสาวคนเล็กอย่างไม่ไว้หน้า
“นี่ลูกจะให้ลูกเขยมานั่งซักเสื้อผ้าให้งั้นเหรอ แค่ท้องไส้นิดหน่อยถึงกับซักผ้าเองไม่ได้เลยหรือไง ดูพวกพี่สะใภ้ของลูกสิ มีคนไหนบ้างที่เขาไม่ต้องซักเสื้อผ้า หรือแม้แต่ตัวแม่เองตอนอยู่ที่บ้านก็ซักผ้าเองมาตลอด ลูกไม่ได้เรียนรู้เรื่องพวกนี้มาบ้างเลยหรือไง”
ลู่ชวนยืนฟังตาปริบๆ ไม่กล้าปริปากเถียงแม้แต่คำเดียว เขาเดาทางไม่ถูกว่าแม่ยายกำลังต้องการจะคิดบัญชีรวบยอดเรื่องความเกียจคร้านของลูกสาว หรือตั้งใจจะเชือดไก่ให้ลิงดูเพื่อข่มขวัญลูกเขยกันแน่
ชายหนุ่มได้แต่โทษตัวเองในใจว่าปากไวเกินไป ไม่น่ารีบออกรับแทนจนทำให้ภรรยาต้องมาโดนหางเลขไปด้วย คำพูดเมื่อกี้ไม่ควรพูดออกไปแบบนั้นเลยจริงๆ
จังหวะนั้นเอง ช่างหลิวที่อยู่ลานบ้านข้างๆ ก็ผลักประตูรั้วเดินเข้ามา พอเห็นเหตุการณ์ก็รีบเอ่ยสนับสนุนหวังชุ่ยเซียงทันทีด้วยน้ำเสียงประจบประแจง
“น้องสาวคนนี้ช่างเป็นคนที่รู้ความจริงๆ พูดถูกทุกอย่างเลยครับ”
ฟางหยวนเม้มปากแน่น เธอรู้สึกไม่ถูกชะตากับช่างหลิวคนนี้มาแต่ไหนแต่ไร และมันก็ไม่ใช่เพราะเธออคติไปเองฝ่ายเดียวด้วย แต่เป็นเพราะตาแก่นี่ชอบเสนอหน้าเข้ามาทำตัวน่ารำคาญแบบนี้ตลอด
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มตึงเครียดและฟางหยวนทำท่าจะจำใจหยิบเสื้อผ้าไปซักเพื่อตัดรำคาญ ลู่ชวนจึงตัดสินใจคว้าเสื้อตัวนั้นมาถือไว้แล้วทำท่าจะวิ่งหนีออกไป พร้อมกับตะโกนบอกแม่ยายเสียงดัง
“แม่ครับ วันนี้ที่มหาลัยผมมีวิชาที่ต้องใช้แรงงานพอดี เดี๋ยวเสื้อตัวนี้ผมเอาไปใส่ทำงานก่อน มันต้องเลอะอยู่แล้ว ไม่ต้องซักหรอกครับ ยังไม่ต้องซักจริงๆ นะ”
ไม่ว่าแม่ยายจะมีเจตนาอะไรแอบแฝง แต่สิ่งหนึ่งที่ลู่ชวนยึดมั่นคือภรรยาของเขาจะต้องไม่ถูกเอาเปรียบหรือต้องทนลำบาก ไม่อย่างนั้นถ้าแม่ลู่รู้เข้า มีหวังเขาโดนแม่แท้ๆ ของตัวเองเล่นงานตายแน่โทษฐานดูแลลูกสะใภ้ไม่ดี
หวังชุ่ยเซียงมองตามหลังลูกเขยไปก็ได้แต่ส่ายหน้า เธอไม่ได้ตาบอดจนดูไม่ออกว่าลูกเขยคนนี้รักและถนอมลูกสาวของเธอมากแค่ไหน ถึงขนาดยอมใส่เสื้อเลอะๆ เพื่อไม่ให้เมียต้องซักผ้า
ทางด้านฟางหยวนที่ยืนเผชิญหน้ากับแม่แท้ๆ ของตัวเองก็เริ่มหมดความอดทน เธอสวนกลับไปทันควัน
“ก็หนูท้องอยู่นี่นา แม่จะเอาอะไรอีก ตอนแม่สามีมาอยู่ด้วย แกยังไม่เคยให้หนูซักผ้าเองสักครั้งเลยนะ”
หวังชุ่ยเซียงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ก่อนจะตอกกลับลูกสาวไปอย่างเผ็ดร้อน
“นั่นมันแม่สามีของแก แต่ฉันเป็นแม่แท้ๆ ของแก ดูทำตัวเข้าสิ ถูกตามใจจนเคยตัวไปหมดแล้ว เดี๋ยวชาวบ้านชาวช่องเขาก็เอาไปนินทากันสนุกปากหรอก”
ฟางหยวนหน้างอด้วยความไม่พอใจ ชีวิตแบบนี้มันช่างน่าอึดอัดเสียจริง ยิ่งมีคนนอกอย่างช่างหลิวมาคอยผสมโรงด้วยยิ่งน่าโมโหเข้าไปใหญ่
สำหรับฟางหยวนแล้ว ตอนนี้แม่ของเธอมองอะไรก็ขวางหูขวางตาไปหมด เหมือนตั้งใจเดินทางมาเพื่อหาเรื่องจับผิดเธอโดยเฉพาะ
หญิงสาวจ้องหน้าแม่ตัวเองเขม็ง ก่อนจะถามออกไปตรงๆ ด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“แม่ บอกมาตามตรงนะ เป็นเพราะพี่สะใภ้ใหญ่ยุยงอะไรแม่มาใช่ไหม แม่ถึงได้ตั้งใจมาเล่นงานหนูถึงที่นี่”
หวังชุ่ยเซียงได้ยินแบบนั้นก็แทบอยากจะง้างมือฟาดกบาลลูกสาวสักที นี่เห็นแม่ตัวเองเป็นคนโง่เง่าเต่าตุ่นขนาดนั้นเชียวหรือ ถึงคิดว่าจะโดนลูกสะใภ้ยุยงให้มาจัดการลูกสาวในไส้ของตัวเองได้
นี่มันดูถูกสติปัญญาของเธอกันชัดๆ
บรรยากาศระหว่างแม่ลูกตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ ฟางหยวนรู้สึกไม่มีความสุขเอาเสียเลย การมีแม่มาอยู่ด้วยแทนที่จะอบอุ่นใจกลับเหมือนมีพระถังซัมจั๋งมาสวดคาถาใส่หงอคงไม่ได้หยุดหย่อน
ตกเย็น อาหารมื้อค่ำถูกยกมาวางบนโต๊ะ มีเพียงข้าวต้มเปล่าๆ ผักดองเค็มๆ และแป้งทอดไส้เนื้อที่เหลือจากมื้อก่อนไม่กี่ชิ้น นับตั้งแต่แม่ลู่เดินทางมาดูแลสะใภ้ ฟางหยวนก็ไม่เคยต้องทนกินอาหารสภาพแบบนี้มาก่อน
ฟางหยวนวางตะเกียบลงทันที เธอไม่กินเด็ดขาด นี่ไม่ใช่อาหารที่คนท้องควรกิน หญิงสาวลุกขึ้นประท้วงเพื่อสิทธิของตัวเอง
“ต่อให้เป็นแม่ก็ทำแบบนี้ไม่ได้นะ จะให้หนูทนกินของพวกนี้แล้วปล่อยให้หลานในท้องของแม่หิวโซหรือไง”
ลู่ชวนนั่งอยู่ข้างๆ แอบส่งกำลังใจให้ภรรยาผ่านทางสายตา เขาเองก็เห็นด้วยว่าอาหารมื้อนี้มันออกจะเกินไปหน่อยสำหรับคนท้อง แต่ครั้นจะให้พูดออกไปตรงๆ ก็ไม่กล้าหือกับแม่ยาย เขาได้แต่คำนวณในใจว่าคืนนี้คงต้องแอบหาอะไรดีๆ ให้ภรรยากินเสริมทีหลัง
หวังชุ่ยเซียงเห็นลูกสาวทำท่ากระฟัดกระเฟียดก็ของขึ้นทันที
“ฉันยังไม่ได้จัดการแกเลยนะ แค่นี้ทำเป็นกินไม่ลง แกเป็นคุณหนูมาจากไหนกัน อยากจะกินอะไรนักหนา ฮึ แบบนี้เขาเรียกว่าคนลืมกำพืด”
ลู่ชวนเห็นท่าไม่ดี รีบไกล่เกลี่ยสถานการณ์
“แม่ครับ มันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องลืมกำพืดหรือยกตนข่มท่านหรอกครับ แต่ฟางหยวนกำลังท้องกำลังไส้ ปากคออาจจะกินยากกว่าปกติ ถ้าอย่างนั้นมื้อนี้เดี๋ยวผมไปเข้าครัวทำอะไรเพิ่มให้เธอหน่อยดีไหมครับ เราไม่ได้จะเรียกร้องความหรูหราอะไร แต่หลักๆ คือต้องไม่ให้ลูกในท้องขาดสารอาหาร ใช่ไหมครับแม่”
หวังชุ่ยเซียงหน้าตึง ปฏิเสธเสียงแข็ง
“ไม่ได้ ต้องกินแค่นี้แหละ”
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอไม่ไว้หน้าลูกเขย ข้าวขาวแป้งละเอียดขนาดนี้ทำไมจะกินไม่ได้ ลูกสาวเธอมาอยู่เมืองมณฑลแล้วใช้ชีวิตหรูหราจนเคยตัวหรือไง ถึงได้กินของพวกนี้ไม่ลง ถ้าเรื่องนี้รู้ไปถึงหูคนอื่นที่บ้านเกิดคงโดนหัวเราะเยาะตาย
ประจวบเหมาะกับที่ฟางอู่หู่ หรือพี่ห้าของฟางหยวนเดินเข้ามาในบ้านพอดี เขาปรายตามองอาหารบนโต๊ะแล้วขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะโพล่งออกมาเสียงดัง
“กินกันแค่นี้เองเหรอ ฟางหยวนจะกินลงได้ยังไง แม่ครับ อย่าให้หลานชายของผมต้องอดอยากปากแห้งเลยนะ”
หวังชุ่ยเซียงหน้าดำคร่ำเครียด ข้าวมื้อนี้คงกินกันไม่ลงแล้วจริงๆ เธอหันขวับไปมองลูกชายคนที่ห้าด้วยสายตาคาดโทษ
“ทำไม แกก็รู้สึกว่าฉันเลี้ยงน้องไม่ดีงั้นสิ”
ฟางอู่หู่รีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน
“ไม่ใช่แบบนั้นครับแม่ คือตอนที่แม่ของลู่ชวนมาดูแลฟางหยวน แกไม่กล้าให้ลูกสะใภ้กินแบบนี้จริงๆ นะครับ พวกเราเป็นคนกันเองแท้ๆ จะมาทำตัวขี้เหนียวไม่ดูตาม้าตาเรือได้ยังไง ในเมื่อฟางหยวนแต่งงานออกไปแล้ว เราก็ต้องดูแลเธอตามมาตรฐานที่บ้านสามีเขาเลี้ยงดูมาสิครับ ถูกไหม”
หวังชุ่ยเซียงตวัดสายตามองลูกเขยแวบหนึ่ง เริ่มระแวงว่าเจ้าลูกชายตัวดีนี่คงเป็นกองหนุนที่ลูกเขยไปตามมาช่วยแน่ๆ เพราะลำพังสมองทื่อๆ ของฟางอู่หู่ไม่มีทางพูดจามีหลักการแบบนี้ได้หรอก
คิดได้ดังนั้น เธอก็หันไปเปิดศึกกับลู่ชวนตรงๆ
“งั้นบ้านเธอกินอยู่กันมาตรฐานไหนล่ะ”
ลู่ชวนก้มหน้าหลบสายตาพิฆาต ไม่กล้าเสนอเงื่อนไขอะไรทั้งสิ้น รังสีอำมหิตของแม่ยายรุนแรงเกินต้านทาน
สุดท้ายก็ต้องพึ่งพาพี่ห้าผู้ใจกล้า ฟางอู่หู่ตอบแทนอย่างระมัดระวัง
“มาตรฐานก็คือ... ต้องให้ฟางหยวนกินอิ่มนอนหลับ สบายกายสบายใจครับ”
หวังชุ่ยเซียงแค่นเสียงในลำคอ “ฮึ!”
คนพวกนี้รวมหัวกันมาปั่นหัวเธอชัดๆ คิดจะมาเล่นละครตบตาคนอย่างเธอหรือไง
“พ่อลูกเขย นี่เธอคิดว่าฉันกำลังรังแกเมียเธออยู่ใช่ไหม”
ลู่ชวนรู้ตัวทันทีว่าเมื่อกี้พี่ห้าพูดเข้าข้างเขามากไปหน่อยจนแม่ยายจับไต๋ได้ คราวหลังคงให้พี่ห้ามาช่วยเจรจาไม่ได้แล้ว
ชายหนุ่มรีบแก้ตัวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“แม่ครับ ฟางหยวนไม่ใช่คนเรื่องมากหรือดัดจริตอะไรหรอกครับ แต่คนท้องน่ะบางทีมันก็เอาแน่เอานอนไม่ได้ ร่างกายมันไม่ค่อยฟังคำสั่ง ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเจ้าตัวเล็กในท้องดื้อครับ เดี๋ยวรอคลอดออกมาเมื่อไหร่ แม่จะจับตีก้นสั่งสอนยังไงก็ได้เลยเต็มที่ แม่ดูสิครับ ฟางหยวนโดนลูกในท้องแผลงฤทธิ์ใส่จนโทรมไปหมดแล้ว ผู้หญิงถึกทนอย่างเธอยังมีสภาพแบบนี้ ผมเห็นแล้วปวดใจจริงๆ”
หวังชุ่ยเซียงฟังแล้วก็อดหมั่นไส้ไม่ได้
“เด็กยังไม่ทันคลอดออกมา เธอก็โยนความผิดให้ลูกเสียแล้ว ช่างกล้าพูดจริงๆ นะ”
ลู่ชวนทำหน้าตาน่าสงสารพลางตอบแม่ยายเสียงอ่อย
“เรื่องนี้... สงสัยจะได้นิสัยแม่ผมมาน่ะครับ”
ฟางหยวนที่นั่งหน้างออยู่ถึงกับหลุดขำออกมาพรืดใหญ่ คำพูดนี้จริงยิ่งกว่าจริง แม่สามีของเธอก็เป็นประเภทพร้อมจะโยนลูกชายทิ้งถังขยะเพื่อลูกสะใภ้เหมือนกัน
หวังชุ่ยเซียงเองก็กลั้นขำไม่อยู่จนต้องหลุดยิ้มออกมา ลูกเขยคนนี้ช่างสรรหาคำมาเปรียบเปรย แต่ก็นะ... เรื่องจริงมันเถียงไม่ได้
ลู่ชวนลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก อย่างน้อยบรรยากาศในบ้านก็ผ่อนคลายลงแล้ว นี่แหละที่เขาเรียกว่ายอมทำตัวตลกเพื่อให้ผู้ใหญ่เอ็นดู เป้าหมายสูงสุดของเขาก็เพื่อให้ภรรยาได้กินอิ่มนอนหลับอย่างสบายใจที่สุด
“แม่ครับ ผมไม่ได้หมายความแบบนั้นจริงๆ หรอก หลักๆ คืออยากให้ฟางหยวนได้พักผ่อนเยอะๆ กินของดีๆ ฟางหยวนเขาลำบากนะครับ แม่เห็นเขาดูแข็งแรงแบบนี้ แต่เวลาทำงานจริงๆ เขาทั้งแพ้ท้องอาเจียนโอกอาก แล้วยังต้องมานั่งคิดบัญชี สั่งงานลูกน้องสารพัด เป็นแบบนี้จริงๆ ครับ”
ฟางอู่หู่ชำเลืองมองแม่ตัวเอง สายตาเหมือนจะบอกว่า ‘เห็นไหมล่ะ แม่นั่นแหละคิดมากไปเอง ทำตัวเป็นตัวร้ายไปได้’
“นี่ลู่ชวนเขารักเมียหรอกครับ แม่ก็เพลาๆ ลงหน่อยเถอะ”
หวังชุ่ยเซียงค้อนขวับ “ฉันพูดอะไรหรือยัง ฉันกลายเป็นแม่ยายใจร้ายไปตั้งแต่เมื่อไหร่”
ฟางหยวนรีบเสริมทันที “แม่สามีหนูไม่เป็นแบบนี้หรอก ห้ามใครมาว่าแม่สามีหนูนะ”
หวังชุ่ยเซียงถลึงตาใส่ลูกสาวก็ไร้ผล สุดท้ายฟางอู่หู่ต้องรีบเข้าไปในครัวเพื่อทอดไข่เจียวเพิ่มให้ฟางหยวน แต่ถึงอย่างนั้นคุณเธอก็ยังไม่วายบ่นอุบอิบว่าอร่อยสู้ฝีมือแม่สามีไม่ได้
ลู่ชวนนึกนับถือแม่บังเกิดเกล้าของตัวเองอยู่ในใจอย่างสุดซึ้ง ตัวคนกลับบ้านไปตั้งนานแล้ว แต่บารมียังคงแผ่ปกคลุมอยู่ในใจลูกสะใภ้ไม่เสื่อมคลาย จนกลายเป็นมาตรฐานวัดความดีความชอบไปเสียแล้ว
หวังชุ่ยเซียงเองก็สังเกตเห็นความจริงข้อนี้ ลูกสาวของเธอมีชีวิตที่ดีจริงๆ ไม่ใช่แค่การสร้างภาพเปลือกนอก
ถ้าแม่ผัวไม่ดีจริง มีหรือที่แม่แท้ๆ อย่างเธอจะโดนลูกสาวค่อนขอดเปรียบเทียบทุกฝีก้าวแบบนี้
เรื่องราวความขัดแย้งบนโต๊ะอาหารจึงจบลงแต่เพียงเท่านี้
แต่พอลับหลังแม่ยาย ลู่ชวนก็ยังคงแอบหาของอร่อยมาบำรุงภรรยาไม่ให้ขาด
เสื้อผ้าชั้นในของฟางหยวน เขาก็แอบลุกขึ้นมาซักให้ตอนกลางคืนเงียบๆ ซักรวมไปกับเสื้อผ้าของเขาเอง ส่วนเสื้อตัวนอกก็ใส่มันซ้ำๆ แบบนั้น ปิดหูปิดตาใส่ไป ไม่ยอมเปลี่ยนบ่อยๆ เพราะกลัวแม่ยายเห็นแล้วจะมาบ่นว่าภรรยาเขาขี้เกียจอีก
ลู่ชวนมีความสุขกับการทำแบบนี้ อย่างน้อยการที่แม่ยายมาอยู่ด้วย ก็ทำให้ฟางหยวนหันมาเข้าข้างเขาเต็มตัว ถึงขนาดเดินตามต้อยๆ ออกไปหาอะไรกินข้างนอกด้วยกัน
แถมคู่สามีภรรยายังมีเรื่องให้กระซิบกระซาบกันไม่หยุดหย่อน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องแผนการรับมือกับแม่ยายนั่นแหละ
[จบบท]