บทที่ 23: วิถีพ่อบ้าน
ลู่ชวนมองดูแม่ยายที่กำลังส่งยิ้มกว้างมาให้พลางนึกในใจว่า คุณแม่เล่นเปิดทางให้ขนาดนี้แล้ว ผมจะไปเรียกอย่างอื่นได้ยังไงกันล่ะ
ชายหนุ่มรีบปรับสีหน้าและน้ำเสียงให้ดูนอบน้อมที่สุดก่อนจะเอ่ยปากตอบรับทันที
“แม่ครับ ต่อไปแม่เรียกว่าลู่ชวน หรือจะเรียกว่าต้าชวนก็ได้ทั้งนั้นครับ”
ภายในใจของลู่ชวนตอนนี้นั้นช่างอ้างว้างว่างเปล่าเหลือเกิน ในเมื่อตระกูลฟางยอมรับการแต่งงานครั้งนี้แล้ว ก็เท่ากับว่าเขาไม่มีสิทธิ์จะคิดเป็นอื่นหรือโต้แย้งอะไรได้อีก การทำตัวเป็นเด็กดีว่านอนสอนง่ายน่าจะช่วยให้ชีวิตหลังจากนี้เจ็บตัวน้อยที่สุด
นี่คือความจริงที่ตกผลึกจนกระจ่างแจ้งแล้ว นับจากนี้ไปลู่ชวนคนนี้ได้ถูกประทับตราจองจำไว้เรียบร้อยแล้วว่า เป็นผู้ชายของฟางหยวน
หวังชุ่ยเซียงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ สมกับที่เป็นคนมีความรู้เสียจริง ช่างหัวไวและเข้าใจสถานการณ์ได้ทะลุปรุโปร่ง
“ต้าชวนเอ้ย อย่าเห็นว่าฟางหยวนดูภายนอกเป็นคนร้ายกาจนะ จริงๆ แล้วแม่นั่นไม่มีพิษมีภัยอะไรหรอก จิตใจซื่อตรงจะตายไป วันหน้าวันหลังเธอก็ช่วยดูๆ น้องหน่อย เรื่องใหญ่ๆ อย่างการแยกบ้านแบบนี้ อย่าปล่อยให้ยายตัวแสบเข้าไปวุ่นวายจนเสียเรื่องล่ะ”
เธอไม่ได้เอ่ยปากถามเลยสักคำว่าตอนแบ่งสมบัติแยกบ้านนั้นลูกสาวของนางเสียเปรียบหรือไม่ เพราะเรื่องแบบนั้นไม่มีทางเกิดขึ้นได้เด็ดขาด ลูกสาวใครคนเป็นแม่ย่อมรู้นิสัยดีที่สุด
ลู่ชวนรีบรับคำอย่างรู้จังหวะ
“แม่ครับ พ่อกับแม่ของผมท่านเป็นคนใจอ่อน ขี้เกรงใจคน ฟางหยวนพูดถูกแล้วครับ ครอบครัวเราขาดคนที่เป็นเสาหลักคอยจัดการดูแลอย่างแม่ ไม่อย่างนั้นที่บ้านคงไม่วุ่นวายเละเทะกันขนาดนี้ งานแต่งงานมงคลแท้ๆ ก็คงไม่กลายเป็นเรื่องอลหม่านจนขายหน้าเขาไปทั่ว”
หวังชุ่ยเซียงได้ยินลูกเขยพูดยกยอถูกจุดถึงกับหัวเราะร่าออกมาอย่างอารมณ์ดี
“เด็กคนนี้ปากหวานจริงนะเรา ที่บ้านหลังนี้แม่ก็เชื่อฟังพ่อของแกทั้งนั้นแหละ บ้านเราน่ะให้ผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้า ส่วนพวกผู้หญิงในบ้านเราล้วนแต่เป็นคนมีเหตุผล ลูกวางใจเถอะ นิสัยฟางหยวนก็เหมือนแม่นั่นแหละ เชื่อฟังสามีจะตายไป”
ลู่ชวนลอบกวาดสายตามองไปที่ธรณีประตู เห็นบรรดาชายหนุ่มฉกรรจ์ตระกูลฟาง ทั้งพ่อตาและพี่ชายภรรยากำลังนั่งยองๆ จับกลุ่มคุยกันเจี๊ยมเจี้ยม แล้วหันกลับมามองแม่ยายที่นั่งเชิดหน้าอยู่บนเก้าอี้อย่างสง่าผ่าเผย
คำพูดของแม่ยายที่ว่าเชื่อฟังสามี ฟังหูไว้หูเถอะครับ ความน่าเชื่อถือแทบจะเป็นศูนย์
ดูจากสถานการณ์ตรงหน้า ใครใหญ่ใครคับบ้าน มันก็เห็นกันชัดๆ อยู่แล้วไม่ใช่หรือไง
จนกระทั่งหวังชุ่ยเซียงเอ่ยปากชวนต้าชวนให้อยู่กินข้าวเย็นที่บ้านนั่นแหละ ทางฝั่งฟางต้าเลิ่งที่กำลังบ่นงึมงำเรื่องพิธีการแต่งงานอยู่ถึงได้เงียบเสียงลง
ลู่ชวนยิ่งตระหนักรู้แจ้งเห็นจริงในทันทีว่า พ่อตาของเขาเป็นผู้นำครอบครัวแบบไหนกันแน่
ชายหนุ่มหันไปมองฟางหยวนที่ยืนอยู่ข้างๆ ลู่เหล่าเอ้อร์คนนี้เข้าใจสัจธรรมชีวิตคู่ในอนาคตแล้ว ฟางหยวนถอดแบบแม่มาเปี๊ยบ ต่อไปสถานะในบ้านของเขาก็คงไม่ต่างจากพ่อตาเท่าไหร่หรอก
ฟางหยวนหันไปพูดกับพ่อของเธอเสียงเรียบ
“คุณดูสิ ฉันจัดการต้อนรับลูกเขยใหม่เรียบร้อยแล้ว”
ความหมายของเธอก็คือ พ่อไม่ต้องดิ้นรนแล้ว ยอมรับความจริงเถอะ เรื่องนี้มันจบแล้ว
ฟางต้าเลิ่งเหลือบตามองลู่ชวนแวบหนึ่ง ก่อนจะพยายามท้วงติงเฮือกสุดท้าย
“ตามธรรมเนียมมันต้องรอวันกลับไปเยี่ยมบ้านพรุ่งนี้ไม่ใช่เหรอ ทำแบบนี้จะมีใครว่าเอาไหม มันจะดูไม่ดีหรือเปล่า”
ขนาดประโยคท้วงติงยังถามแค่เรื่องธรรมเนียม ไม่กล้าหลุดปากบอกว่าขอพิจารณาเรื่องแต่งงานใหม่อีกสักรอบด้วยซ้ำ
คำพูดอ้อมแอ้มพวกนี้ดันหลุดออกมาจากปากของชายฉกรรจ์ร่างยักษ์สูงร้อยแปดสิบกว่า หนักเกือบร้อยกิโลกรัม มันช่างดูขัดหูขัดตาพิลึก
ตัดภาพมาที่หวังชุ่ยเซียง หญิงร่างเล็กสูงแค่ร้อยห้าสิบสี่ หุ่นกำลังดี ดูท่าทางใจดีมีเมตตา แต่พออ้าปากพูดทีกลับมีแต่วาจาเด็ดขาดทรงพลัง
“ลูกสาวฉันขนาดเจ้าบ่าวยังเปลี่ยนกลางอากาศในวันแต่งงานได้เลย บ้านเรายังต้องสนธรรมเนียมอะไรอีก รีบไปซื้อเหล้าอย่างดีมาต้อนรับลูกเขยเดี๋ยวนี้เลย”
ฟางต้าเลิ่งรีบหันไปสั่งลูกชายทันทีโดยไม่มีข้อโต้แย้ง
“ได้ยินแม่แกไหม รีบไปจัดการซะสิ”
ถ้าไม่ทำตามแล้วจะให้เขาพูดอะไรได้อีกล่ะ
ลู่เหล่าเอ้อร์ยืนสังเกตการณ์อยู่ข้างสนาม เก็บข้อมูลกระบวนการการเป็นผู้นำครอบครัวของพ่อตาอย่างละเอียดทุกขั้นตอน
หวังชุ่ยเซียงหันมาพูดกับฟางต้าเลิ่งต่อ
“คุณบ่นเช้าบ่นเย็นไม่ใช่เหรอว่าลูกหลานบ้านเราหัวทึบเรียนหนังสือไม่เก่ง ต่อไปนี้คุณไม่ต้องมานั่งเสียดายแล้วนะ ลูกเขยเราคนนี้เรียนเก่ง บ้านเรามีปัญญาชนกับเขาแล้ว”
หวังชุ่ยเซียงชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้ ฟางต้าเลิ่งคล้อยตามทันที
“นับเป็นคนบ้านเราจริงๆ แล้วใช่ไหม แบบนี้ฉันเอาไปคุยโวข้างนอกได้แล้วสินะ”
ฟังคำถามซื่อๆ นั่นสิ ลู่เหล่าเอ้อร์ผู้มีไหวพริบเป็นเลิศรีบพุ่งเข้าหาผู้มีอำนาจสูงสุดในห่วงโซ่อาหารทันที เขาขยับเข้าไปใกล้แม่ยายพร้อมหยอดคำหวาน
“ขอแค่แม่ไม่รังเกียจผมก็พอครับ”
หวังชุ่ยเซียงมองดูลูกเขยคนใหม่ด้วยความพึงพอใจเกินร้อย ดีมาก รู้จักเอาตัวรอด
เธอคลอดลูกมาหกคน เป็นลูกชายห้าคน และลูกสาวคนสุดท้องอีกหนึ่ง ตอนที่คลอดลูกสาวออกมา ฟางต้าเลิ่งดีใจจนเนื้อเต้นตั้งชื่อว่า ฟางหยวน ที่หมายถึงความสมบูรณ์แบบของชีวิต
แต่พูดกันตามตรง ลูกๆ ทั้งหกคนไม่มีใครหัวไวรู้จักพูดจาเอาใจคนเลยสักคน แต่ละคนมีแต่ความมุทะลุดุดัน ขาดไหวพริบ ไม่คิดเลยว่าลูกเขยที่ได้มาแบบงงๆ คนนี้จะเป็นคนรู้จักดูทิศทางลมขนาดนี้
ถ้าจะให้เทียบกัน ลูกเขยคนนี้ดีกว่าคนที่แม่สื่อแนะนำมาตอนแรกแน่นอน แต่ติดอยู่อย่างเดียว ของที่ดีเกินไปมักจะทำให้คนเป็นแม่ไม่วางใจ
เรื่องการแต่งงานระหว่างฟางหยวนกับลู่เฟิงในตอนแรกนั้นเป็นเรื่องสุดวิสัย เพราะบรรดาพี่ชายทั้งห้าคนเล่นประคบประหงมน้องสาวจนไข่ในหินมิดชิดเกินเหตุ ทำให้หาผู้ชายมาแต่งงานด้วยยาก สุดท้ายเลยต้องจำใจยอมรับลู่เฟิงที่เคยถอนหมั้นไปแล้ว
การตัดสินใจครั้งนั้นของสองผัวเมียตระกูลฟางเป็นทางเลือกที่ไร้ทางออก ไม่ได้ถูกใจอะไรนักหนา ใครจะไปคิดว่าสถานการณ์จะพลิกผัน ลูกสาวตัวดีดันไปคว้าผู้ชายอีกคนกลับมาด้วยตัวเอง
ตระกูลลู่ก็ยังเป็นตระกูลเดิม แต่ลูกเขยคนนี้อายุน้อยกว่า แถมยังมีการศึกษา หน้าตาก็ดี ดูท่าทางแล้วเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวไม่ใช่เล่น
หวังชุ่ยเซียงเริ่มรู้สึกเหมือนกำลังกำหนามตำมือ ลูกเขยคนนี้เธอพอใจแน่ๆ พอใจกว่าคนที่เธอหาให้ลูกสาวเสียอีก แต่มันติดที่ความรู้สึกระแวงนี่แหละ
หวังชุ่ยเซียงต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่ง ลูกเขยคนนี้ดีเกินไป ดูไม่ค่อยเหมาะสมกับลูกสาวของเธอเท่าไหร่ โบราณว่าฝืนเด็ดลูกมาบ่มรสชาติย่อมไม่หวาน แต่ลูกสาวเธอเป็นพวกหัวรั้นดื้อดึง ถ้าได้เด็ดมาแล้ว จะหวานหรือขมคนอย่างฟางหยวนก็ไม่มีทางคายทิ้งแน่นอน
ดังนั้นคนบ้านตระกูลฟางจึงต้องมาจับเข่าคุยกันว่าจะวางตัวกับเขยใหม่คนนี้อย่างไรดี
ก่อนจะเริ่มตั้งโต๊ะกินข้าว ฟางหยวนพาลู่ชวนออกไปซื้อของที่ร้านค้าในตำบล เป็นจังหวะเดียวกับที่หวังชุ่ยเซียงและฟางต้าเลิ่งเรียกลูกชายทั้งหลายมาล้อมวงปรึกษาหารือเรื่องท่าทีที่ต้องปฏิบัติกับลูกเขย
ฟางต้าเลิ่งผู้ซื่อบื้อถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจ
“จะเป็นอะไรไปได้ล่ะ ก็รับมาเป็นลูกเขยแล้ว ก็คือลูกเขย เป็นคนกันเองแล้ว จะต้องมีพิธีรีตองอะไรอีก”
หวังชุ่ยเซียงถอนหายใจด้วยความกลัดกลุ้ม
“พวกคุณนี่มันซื่อบื้อจริงๆ นั่นใช่ลูกเขยธรรมดาที่ไหน นั่นมันลูกเขยหน้าขาวที่มีความรู้ ดูแววตาเขาสิ เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวขนาดนั้น พวกคุณพ่อลูกมัดรวมกันทั้งหมดยังตามไม่ทันเขาเลย”
ฟางต้าเลิ่งเกาหัวแกรกๆ
“ก็มีคุณอยู่ทั้งคนไม่ใช่เหรอ”
สิ่งที่เขาไม่กล้าพูดคือ เมื่อกี้ตอนอยู่ต่อหน้าลูกเขย คุณไม่ได้พูดแบบนี้นี่นา ท่าทางก็ไม่ได้เป็นแบบนี้ด้วย
หวังชุ่ยเซียงหน้าทะมึนทันที
“ฉันเป็นคนใช้ชีวิตคู่กับเขาหรือไง”
ฟางต้าเลิ่งรีบแย้ง
“ยายแก่คนนี้พูดจาเลอะเทอะ ลูกสาวหาผัว จะให้หนีบแม่ยายไปด้วยได้ยังไง บ้านเราไม่ทำเรื่องพรรค์นั้นหรอก”
หวังชุ่ยเซียงกลอกตามองบนอย่างเหนื่อยหน่าย
“ฟางหยวนของเราดีพร้อมทุกอย่างก็จริง แต่พอมาจับคู่กับลูกเขยคนนี้ ฉันกลัวว่าลูกสาวเราจะเอาเขาไม่อยู่น่ะสิ”
ฟางต้าเลิ่งยืดอก
“ไม่ต้องกลัว พวกเราพ่อลูกมีไว้ทำไม ถ้ามันกล้าหือ ถึงจะเป็นบัณฑิตฉันก็จะจัดการสั่งสอนให้เข็ด”
หวังชุ่ยเซียงกุมขมับ
“คุณมันไม่รู้อะไรเลย”
ฟางต้าเลิ่งถลึงตาโตเหมือนจะหาเรื่องใคร แต่ประโยคที่หลุดออกมากลับกลายเป็นว่า
“คุณรู้นี่นา งั้นพวกเราฟังคุณก็แล้วกัน”
หวังชุ่ยเซียงถอนหายใจยาวเหยียด
“ไอ้เรื่องจิตใจคนนี่นะ พวกเราอายุปูนนี้แล้วยังไม่กล้าฟันธงเลยว่ามองคนขาด ไม่แน่ว่าวันดีคืนดี คุณอาจจะไปหลงเสน่ห์นังจิ้งจอกสาวที่ไหนเข้าก็ได้ แล้วฉันจะไปกล้ารับประกันอะไรกับลูกเขยที่เพิ่งเคยเห็นหน้ากันล่ะ ถ้าไปเจอคนไม่มีหัวใจเข้า นานไปมันก็เปลี่ยนกันได้ ขอให้ลูกสาวเราโชคดี หลับตาจิ้มแล้วได้คนดีมีคุณธรรมมาก็แล้วกัน”
สำหรับหวังชุ่ยเซียงแล้ว ลูกเขยคนนี้คือความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ อนาคตของลูกสาวช่างน่าเป็นห่วงเหลือเกิน
ฟางต้าเลิ่งเริ่มฉุน
“นังแก่ปากเสีย มาแช่งอะไรฉัน บอกมาเถอะว่าตกลงจะให้พวกเราพ่อลูกทำยังไงกันแน่ พูดมาให้ชัดๆ สักที”
หวังชุ่ยเซียงกัดฟันพูดอย่างมุ่งมั่น
“ทำดีกับเขาให้มากๆ ดีจนกระทั่งถ้าเขาคิดจะทำไม่ดีกับลูกสาวคนเล็กของเราเมื่อไหร่ ให้เขารู้สึกผิดจนทนไม่ได้ไปเลย”
ฟางต้าเลิ่งงงเป็นไก่ตาแตก
“เฮ้ย ไม่ถูกนะ ตอนลูกแต่งงาน คุณไม่ได้บอกพวกเจ้าลูกชายแบบนี้นี่นา คุณบอกให้ข่มขวัญลูกเขย อย่าไปให้ท้ายมันไม่ใช่เหรอ”
หวังชุ่ยเซียงอธิบายเสียงเขียว
“มันจะไปเหมือนกันได้ยังไง คนนี้เขาเป็นคนมีความรู้ ความคิดความอ่านซับซ้อน แถมยังมีเรื่องเปลี่ยนตัวเจ้าบ่าวเข้ามาคั่นกลางอีก ถ้าในใจเขารู้สึกตะขิดตะขวงใจ เขาจะดีกับฟางหยวนของเราอย่างจริงใจได้ยังไง”
ฟางต้าเลิ่งฟังแล้วก็ยังไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการน้อมรับคำบัญชาของเมียรัก
“แม่ของลูกนี่ฉลาดจริงๆ เอาตามที่คุณว่านั่นแหละ”
จากนั้นเขาก็พึมพำทิ้งท้าย
“เจ้าเด็กนั่นโชคดีชะมัด”
[จบบท]