บทที่ 230: ทรัพย์สินงอกเงย
โครงการก่อสร้างที่บริษัทห้าพยัคฆ์ทำร่วมกับลู่ชวนนั้นเสร็จสิ้นลงตามกำหนดการพอดิบพอดีก่อนที่ผืนดินจะแข็งตัวเพราะความหนาวเหน็บที่คืบคลานเข้ามา
ปีนี้ต้องยอมรับเลยว่าสองพี่น้องคู่นี้กอบโกยรายได้จนเต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างแท้จริง ทั้งฟางอู่หู่และลู่ชวนต่างก็ได้ลิ้มรสชาติของความอิสระที่หอมหวาน การที่ไม่ต้องถูกใครกดขี่หรือบีบบังคับด้วยอำนาจเงินนั้นมันช่างสุขใจเสียเหลือเกิน
ฟางอู่หู่ดึงแขนลู่ชวนเข้ามาใกล้ด้วยความตื่นเต้น สีหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจและชื่นชมในตัวน้องเขยคนนี้อย่างปิดไม่มิด
“น้องเขย นี่มันเป็นจุดที่พี่มองไม่เห็นจริงๆ เป็นความสูงที่พี่เอื้อมไม่ถึงเลยนะเนี่ย ถ้าไม่ได้นาย พี่คงไม่มีวันมายืนอยู่ตรงจุดนี้ได้หรอก”
ลู่ชวนยิ้มรับด้วยความถ่อมตน แววตาที่มองพี่ชายภรรยาเต็มไปด้วยความจริงใจ
“พี่ห้า นี่มันเป็นเรื่องของพวกเราสองคนพี่น้องครับ ถ้าไม่มีพี่ห้า ต่อให้มีเงินกองอยู่ตรงหน้า ผมคนเดียวก็คงไม่มีปัญญาไปกวาดต้อนมันมาได้หรอก เราอย่ามาพูดเรื่องใครเก่งกว่าใครกันเลยครับ”
เมื่อสิ้นเสียงพูดคุย ทั้งสองหนุ่มต่างก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน เสียงหัวเราะของพวกเขาดังก้องไปทั่วลานกว้าง เป็นเสียงแห่งความสำเร็จที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อแรงกาย ผลลัพธ์ที่ได้มันช่างงดงามและคุ้มค่าเหนื่อยยิ่งนัก
แต่สิ่งที่ทำให้สองพี่น้องดีใจที่สุดไม่ใช่แค่เงินทองที่กองอยู่ตรงหน้า แต่เป็นอนาคตในปีหน้าที่มีงานมารอจ่อคิวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากไม่ใช่เพราะพวกเขาสองคนระมัดระวังตัว กลัวว่าจะรับงานมากเกินไปจนเคี้ยวไม่ละเอียดล่ะก็ คงไม่ต้องกังวลเรื่องไม่มีเงินใช้ไปอีกนานโข
เมื่อถึงเวลาต้องแจกจ่ายสวัสดิการส่งท้ายปีให้กับเหล่าช่างและคนงาน หน้าที่การจัดซื้อของขวัญเหล่านี้ตกเป็นของฟางหยวน โดยปกติแล้วบริษัทอื่นเขาจะแจกพวกขนมนมเนย เหล้า หรืออาหารแห้งเพื่อความเบิกบานใจ แต่ฟางหยวนกลับมีแนวคิดที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
สิ่งที่เธอซื้อมาแจกจ่ายให้กับคนงานคือ ประแจ ค้อน และเครื่องมือช่างสารพัดชนิด เหตุผลของเธอนั้นเรียบง่ายแต่หนักแน่นว่า
“ของพวกนี้มันใช้งานได้จริง บ้านไหนจะไม่ต้องใช้บ้างล่ะ?”
ลู่ชวนได้แต่นึกทึ่งในความคิดของภรรยา แม้จะชื่นชมในความประหยัดและมองการณ์ไกลของเธอ แต่ในสถานการณ์นี้เขาคิดว่ามันอาจจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่นักที่จะให้ของพวกนี้เป็นโบนัสปีใหม่
สุดท้ายก็เป็นฟางอู่หู่ที่ทนดูไม่ได้ เขาคิดว่าขืนแจกแค่ค้อนกับประแจคงดูไม่จืดแน่ๆ จะมีการแจกสวัสดิการที่ไหนเขาทำกันแบบนี้ จึงควักกระเป๋าเพิ่มเงินโบนัสพิเศษเข้าไปอีกก้อนใหญ่ ทำให้เหล่าคนงานต่างยิ้มแก้มปริ ดีใจกันถ้วนหน้า
หลังจากเคลียร์บัญชีและแจกจ่ายของรางวัลเสร็จสิ้น คนงานที่ร้อนใจอยากกลับบ้านต่างก็ทยอยเก็บข้าวของแยกย้ายกันกลับภูมิลำเนา ส่วนคนที่ยังไม่รีบร้อนกลับบ้าน ฟางอู่หู่ก็ไม่ได้ทอดทิ้ง เขาติดต่อจางเว่ยเพื่อหางานเล็กๆ น้อยๆ ให้คนเหล่านี้ทำฆ่าเวลาระหว่างฤดูหนาว การดูแลลูกน้องอย่างดีเช่นนี้ ถือเป็นการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับจางเว่ยไปด้วยในตัว
จางเว่ยที่เห็นฟางอู่หู่มาของานเล็กๆ น้อยๆ ก็อดที่จะแซวไม่ได้
“พี่ห้า ระดับพี่แล้วยังจะมาสนใจงานจิ๊บจ๊อยพวกนี้อีกเหรอครับ”
ฟางอู่หู่ได้ยินดังนั้นก็ตบไหล่จางเว่ยเบาๆ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ไอ้น้อง พูดแบบนี้ไม่ถูกนะ พี่ห้าของนายเป็นคนยังไง นายก็น่าจะรู้ดี งานของนาย พี่เคยทำให้เสียเรื่องหรือเปล่าล่ะ”
แน่นอนว่าไม่เคยมีประวัติเสีย แต่ประเด็นคือช่วงนี้มันไม่มีงานใหญ่ๆ เข้ามาเลย จางเว่ยรู้สึกประทับใจในตัวฟางอู่หู่มาก แม้จะมีบริษัทเป็นของตัวเองจนใหญ่โตแล้ว แต่ก็ไม่เคยถือตัว ไม่ดูถูกงานเล็กงานน้อย ไม่ว่าเงินมากหรือเงินน้อยก็ยินดีทำหมด โดยเฉพาะกับเพื่อนฝูงอย่างเขา ฟางอู่หู่ยังคงปฏิบัติเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คนแบบนี้แหละที่น่าคบหาเป็นสหายไปตลอดชีวิต
ฟางอู่หู่ถือว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ได้ทั้งงานให้ลูกน้องและได้กระชับมิตรกับคู่ค้า
แต่แล้วก็มีเรื่องที่ทำให้ฟางอู่หู่ต้องรู้สึกสะเทือนใจ เมื่อวั่นซุ่น ลูกน้องคนสนิท ประกาศว่าจะพาแฟนสาวชาวเมืองมณฑลกลับไปเยี่ยมบ้านช่วงตรุษจีนนี้ ข่าวนี้เปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจคนเป็นลูกพี่อย่างเขา
ฟางอู่หู่เป็นคนประเภทเก็บความสงสัยไว้ไม่อยู่ เขาจึงรี่เข้าไปถามพี่จาง พนักงานบัญชีหญิงประจำบริษัททันที
“พี่จางครับ ถามหน่อยสิ พี่แนะนำแฟนให้วั่นซุ่น แล้วทำไมตอนเลือกถึงเลือกวั่นซุ่นล่ะครับ?”
จริงๆ แล้วเขาอยากจะถามตรงๆ ว่า 'ทำไมพี่ไม่แนะนำให้ผมบ้าง ทำไมไม่มองผมบ้าง' แต่ด้วยความเขินอายจึงเลี่ยงไปถามอ้อมๆ แทน แต่คนฉลาดฟังดูก็รู้ทันทีว่าเขาหมายถึงอะไร
พี่จางวางปากกาลงแล้วเงยหน้าขึ้นตอบด้วยรอยยิ้ม
“วั่นซุ่นเขาเป็นเด็กดี ซื่อสัตย์สุจริตจะตายไป ทำงานอยู่กับเธอก็มีความมั่นคง ใครไม่เลือกวั่นซุ่นสิถึงจะแปลก”
ฟางอู่หู่ชี้มาที่จมูกตัวเองด้วยความงุนงง
“พี่จาง แล้วพี่ดูผมสิ ผมไม่ซื่อสัตย์ตรงไหน ผมไม่ดีตรงไหนเหรอครับ”
เขาสงสัยจริงๆ นะ ขนาดวั่นซุ่นที่ทำงานกับเขายังดูดีมีอนาคต แล้วเขาที่เป็นถึง 'ฟางอู่หู่' หัวหน้าของวั่นซุ่น จะไม่ดีพองั้นเหรอ?
พี่จางถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเฉลยความจริง
“โธ่... ไม่ใช่ว่าเถ้าแก่ไม่ดีหรอกนะ แต่ประเด็นหลักคือเถ้าแก่น่ะ ไม่ค่อยดึงดูดคนดีๆ ให้เข้ามาหาน่ะสิ ลองมองออกไปดูสาวๆ ที่มาเดินด้อมๆ มองๆ แถวหน้าบริษัทเราสิ พวกนั้นน่ะพุ่งเป้ามาที่เธอทั้งนั้น”
ฟางอู่หู่ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ รู้สึกถึงความไม่ยุติธรรม
“แต่ผมไม่ได้ไปยุ่งกับพวกหล่อนเลยนะครับ”
“เถ้าแก่ไม่ต้องไปยุ่งกับพวกหล่อนหรอก แค่พวกหล่อนมายุ่งกับเถ้าแก่ก็ปวดหัวจะแย่แล้ว ถ้าผู้หญิงดีๆ คนไหนมาแต่งงานกับเถ้าแก่ คงต้องปวดใจตายวันละหลายรอบ เถ้าแก่คะ ถ้าจะหาแฟนจริงๆ คงต้องหาคนที่ใจกว้างดั่งมหาสมุทรนั่นแหละค่ะ”
คำพูดของพี่จางช่างแทงใจดำเหลือเกิน ฟังดูเหมือนชมแต่ก็เจ็บลึกๆ
ฟางอู่หู่นั่งหน้าซึมด้วยความหดหู่ ลู่ชวนเห็นพี่ชายภรรยาเศร้าจึงพยายามหาทางปลอบใจและวิเคราะห์สถานการณ์
“พี่ห้า ผมว่านะ ปัญหามันอยู่ที่รถมอเตอร์ไซค์ของพี่นั่นแหละ มันสะดุดตาเกินไป ถ้าอย่างนั้นเราเปลี่ยนรถกันมั้ยครับ”
ฟางอู่หู่ฟังแล้วก็รู้สึกว่ามีเหตุผล เขาจึงพยักหน้าเห็นด้วยทันที
“ใช่เลย ต่อไปนี้นายเอามอเตอร์ไซค์ไปขี่ ส่วนพี่จะขี่จักรยานเอง”
ลู่ชวนถึงกับผงะ ไม่คิดว่าผลลัพธ์จะออกมาในรูปแบบนี้
“เดี๋ยวครับพี่ห้า ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น เราลองมองให้ไกลกว่านั้นหน่อยสิครับ พี่เป็นถึงเถ้าแก่บริษัทนะ”
“ไปไกลๆ เลยไอ้น้องเขย อย่ามาเรียกพี่ว่าเถ้าแก่ ถ้าขืนเรียกแบบนี้ต่อไป พี่คงได้ครองตัวเป็นโสดไปตลอดชีวิตแน่”
พี่จางที่นั่งฟังอยู่ก็พยักหน้าเห็นด้วย
“จริงของเถ้าแก่นะคะ ถ้าเถ้าแก่ขับรถเก๋งโก้ๆ ผู้หญิงที่จะมาคู่กับเถ้าแก่ได้ คงเหลือน้อยเต็มที”
ลู่ชวนรู้สึกเหมือนพี่จางกำลังช่วยซ้ำเติมมากกว่าช่วยแก้ปัญหา รู้อย่างนี้เขาเตี๊ยมกับพี่จางก่อนเสียก็ดี
เรื่องการซื้อรถยนต์ของบริษัทคงต้องพับโครงการเก็บเข้าลิ้นชักไปอย่างไม่มีกำหนด ดูจากความมุ่งมั่นที่จะหาเมียของพี่ห้าแล้ว สงสัยเจ้าตัวคงจะยอมปั่นจักรยานไปอีกนาน
ปัญหาคืออากาศตอนนี้เริ่มหนาวเหน็บเข้ากระดูก ลู่ชวนเองก็ไม่อยากจะขี่มอเตอร์ไซค์ฝ่าลมหนาวเหมือนกัน
ในยุคสมัยนี้ ถ้าผู้ชายขี่จักรยานแล้วอาสาไปส่งผู้หญิง สาวเจ้าอาจจะขอบคุณและยอมซ้อนท้ายไปด้วยความเขินอาย แต่ถ้าขับรถยนต์แล้วชวนสาวขึ้นรถ ผู้หญิงเขาคงไม่กล้าเสี่ยงเพราะกลัวจะเป็นพวกต้มตุ๋นหรือคนร้าย ลากไปทำมิดีมิร้าย การทำดีในยุคนี้มันช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน
ดังนั้นความคิดของฟางอู่หู่ที่จะขี่จักรยานเพื่อหาแฟน จึงถือว่าเป็นยุทธวิธีที่ค่อนข้างเข้าท่าและมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงทีเดียว
ตัดภาพมาที่ฟางหยวน ช่วงนี้เธอกำลังกลุ้มใจเรื่องสถานที่เก็บรถ เพราะงานก่อสร้างส่วนใหญ่หยุดพักช่วงฤดูหนาว รถเครื่องจักรหนักของเธอทั้งหมดจึงต้องถูกเรียกตัวกลับมาจอดที่อู่ ลองนับนิ้วดูแล้วก็มีตั้งสี่ห้าคันเข้าไปแล้ว
โชคดีที่ลานบ้านของเธอกว้างขวางพอสมควร ไม่อย่างนั้นคงไม่มีที่จอดแน่ๆ
แต่ถึงอย่างนั้น การเอารถก่อสร้างสภาพมอมแมมมาจอดกองรวมกัน ก็ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของอู่ซ่อมรถไม่น้อย ช่างหลิวบ่นกระปอดกระแปดใส่ฟางหยวนมาหลายรอบแล้ว แกบอกว่าพอเอารถพวกนี้มาจอดเรียงกัน มันทำให้เกรดของอู่ดูลดต่ำลง รถดีๆ หรูๆ ที่ไหนจะกล้าเลี้ยวเข้ามาซ่อม
ฟางหยวนที่กำลังท้องแก่ อารมณ์แปรปรวนง่าย โดนบ่นเข้าบ่อยๆ ก็ชักจะหงุดหงิด
“รถฉันมันไม่ดีตรงไหนล่ะช่างหลิว รถพวกนี้แหละที่หาเงินเข้ากระเป๋าฉัน การที่มีรถพวกนี้จอดอยู่ มันแสดงให้เห็นว่าอู่ของเรางานชุกแค่ไหนต่างหาก”
ช่างหลิวยังคงไม่ยอมแพ้ สวนกลับทันควัน
“ก็ใช่น่ะสิ แต่ถ้าจอดแช่อยู่อย่างนี้ตลอด ลูกค้าเขาจะพาลคิดว่าช่างที่นี่ฝีมือห่วยแตก ซ่อมรถมาทั้งหน้าหนาวแล้วยังซ่อมไม่เสร็จสักที”
และประโยคสุดท้ายที่ทำเอาฟางหยวนฟิวส์ขาดคือ
“มันทำให้ชื่อเสียงของผมมัวหมองไปด้วยนะคุณรู้มั้ย”
ฟางหยวนที่ถูกบีบคั้นทางอารมณ์ ประกอบกับฮอร์โมนคนท้อง จึงตัดสินใจแก้ปัญหาแบบคนรวยด้วยการควักเงินก้อนโตซื้อที่ดินว่างเปล่าข้างๆ อู่ซ่อมรถมันเสียเลย
“ฉันมีที่แล้ว! ฉันจะเอารถไปจอดฝั่งนู้น คอยดูซิว่าชื่อเสียงของลุงจะดีขึ้นขนาดไหนเชียว!”
ผลกรรมจึงมาตกที่ฟางอู่หู่ เขาต้องรับงานก่อสร้างกำแพงล้อมรอบที่ดินผืนใหม่ ซึ่งเจ้าของงานก็คือน้องสาวตัวเองนั่นแหละ
ฟางอู่หู่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าฟางหยวนจะใจเด็ดขนาดนี้ ถึงขั้นซื้อที่ดินเพื่อประชดช่างหลิวเนี่ยนะ
ฟางหยวนยืนเท้าสะเอวบ่นด้วยความโมโห
“ฉันมองออกแล้ว ช่างหลิวเขาคงทนเห็นรถพวกนี้ไม่ได้จริงๆ เดี๋ยวพอลูกรักคันใหม่ รถเครนคันใหญ่ของฉันมาถึง ก็คงไม่มีที่จอดอีก ซื้อที่ไว้เลยก็ดีเหมือนกัน ฉันจะทำเป็นลานจอดรถส่วนตัวไปเลย”
ฟางอู่หู่ส่ายหัวยิ้มๆ
“มีเงินนี่มันดีจริงๆ จะเอาแต่ใจยังไงก็ได้ น้องเขยเขาก็ไม่ว่าอะไรสักคำ งั้นก็ตามใจเธอเลย อยากจะทำอะไรก็ทำ แต่ถามจริง จะสร้างกำแพงล้อมรั้วทำไมให้เปลืองเงินเปล่าๆ”
ฟางหยวนแย้งเสียงแข็ง
“ที่ดินของฉันเอง ถ้าไม่ล้อมรั้วไว้ ฉันนอนไม่หลับหรอกน่า อีกอย่าง รถพวกนั้นถึงจะดูเก่า แต่มันก็เป็นรถนะ ถ้าไม่ล้อมรั้วให้ดี เกิดใครมาขโมยไปจะทำยังไง”
ลู่ชวนเองก็ปล่อยภรรยาทำตามใจทุกอย่าง รีบหันไปเร่งฟางอู่หู่อีกแรง
“พี่ห้า รีบจัดการเรื่องกำแพงเถอะครับ เดี๋ยวอากาศเย็นกว่านี้จะก่อสร้างลำบาก”
เอาเถอะ ในเมื่อฟางหยวนเป็นคนจ่ายเงิน ฟางอู่หู่จะมีสิทธิ์อะไรไปขัดใจได้
ค่าที่ดินไม่ใช่ถูกๆ ค่าก่อสร้างกำแพงก็บานปลายพอสมควร เพราะพื้นที่มันกว้างขวาง ล้อมรั้วทีก็กินงบไปโข
พอกลับมานั่งดูตัวเลขในบัญชี ฟางหยวนเริ่มหน้าซีดและเกิดอาการร้อนรน
“เมื่อก่อนฉันก็ไม่ได้อารมณ์ร้อนขนาดนี้นี่นา ทำไมอยู่ดีๆ ถึงกลายเป็นคนสุรุ่ยสุร่ายแบบนี้ไปได้ ไม่อย่างนั้นปีหน้าฉันอาจจะมีเงินพอซื้อรถเครนแล้วแท้ๆ”
ลู่ชวนรีบเข้ามาบีบนวดไหล่ปลอบใจภรรยา
“ถึงซื้อรถเครนมาได้ ก็ต้องหาที่จอดอยู่ดีไม่ใช่เหรอครับ?”
ฟางหยวนมองหน้าสามีด้วยสายตาละห้อย เหมือนเพิ่งจะสำนึกได้ว่าเงินในกระเป๋าพร่องไปเยอะ
“คุณทำไมไม่ห้ามฉันบ้างล่ะ”
ลู่ชวนนึกในใจว่า 'ใครจะไปห้ามเธอทัน' แต่ปากก็พูดถนอมน้ำใจว่า
“ประเด็นคือที่ดินตรงนี้มันติดกับอู่ของเราพอดี เป็นโอกาสที่ดีมากที่จะขยายพื้นที่นะครับ”
ฟางหยวนตาเป็นประกายขึ้นมานิดหนึ่ง
“จริงเหรอ?”
“จริงสิครับ พวกเราลูกหลานชาวนา จะมีที่ดินเยอะไว้ก่อนก็ไม่เสียหายอะไรนี่นา”
“มันก็จริง พ่อฉันเคยบอกว่า มีที่ดินไว้ไม่อดตาย”
ฟางหยวนรู้ตัวดีว่าเธอใช้เงินวู่วามไปหน่อย จึงพยายามหาทางใช้ประโยชน์จากที่ดินให้คุ้มค่าที่สุด
“ปีหน้าเรามาปลูกข้าวโพด ปลูกถั่วฝักยาวริมกำแพงกันเถอะ ของชอบของคุณทั้งนั้นเลย”
ลู่ชวนเพิ่งจะพยักหน้าเห็นด้วย ยังไม่ทันได้เอ่ยปากชม ด้านนอกก็มีคนมาตะโกนเรียกฟางหยวน เป็นคนคุ้นเคยกันนี่เอง เขาเข้ามาเพื่อเจรจาขอเช่าลานดินที่เพิ่งล้อมรั้วเสร็จหมาดๆ เพื่อเอารถก่อสร้างของตัวเองมาฝากจอดสักสิบกว่าคัน
สาเหตุก็เพราะทำเลตรงนี้ของฟางหยวนมันดีเกินไป แถมยังมีกำแพงรั้วรอบขอบชิด ดูปลอดภัยหายห่วง เหมาะแก่การฝากรถข้ามปีเป็นที่สุด
[จบบท]