บทที่ 248: ถอยทัพ
ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าแม่ของติงหมิ่นไม่เห็นด้วยกับการที่คนสองคนจะคบหาดูใจกัน คำพูดพวกนี้ย่อมเชื่อถือไม่ได้ ไม่ควรไปเชื่อ และยิ่งไม่ควรถามออกมาให้เสียความรู้สึก
แต่ฟางอู่หู่ในตอนนี้ยังไม่มีความสุขุมเยือกเย็นมากพอ ด้วยวัยเพียงเท่านี้ เขาจึงไม่สามารถข่มกลั้นความสงสัยใคร่รู้ในเรื่องนี้ได้
ฟางอู่หู่ลุกขึ้นยืนพลางหันไปมองหน้าติงหมิ่น น้ำเสียงของเขาฟังดูอู้อี้เล็กน้อยคล้ายคนกำลังสะกดกลั้นอารมณ์
“เรื่องจริงเหรอครับ”
ดูเหมือนว่าในที่สุดเขาก็เข้าใจเสียที ว่าทำไมตัวเองถึงโชคดีเหมือนถูกหวย เก็บตกผู้หญิงที่เพียบพร้อมและยอดเยี่ยมขนาดนี้มาได้ง่ายๆ
ติงหมิ่นได้ยินฟางอู่หู่ถามย้ำแบบนั้น สีหน้าของเธอก็ดูไม่สู้ดีนัก เธอจ้องมองฟางอู่หู่กลับไปพร้อมกับเอ่ยขึ้น
“ใครบ้างจะไม่มีอดีต หรือไม่เคยมีคนคุยมาก่อน แต่ฉันจริงจังกับการคบหากับคุณนะ”
คำตอบนั้นเท่ากับยอมรับกลายๆ ว่ามีเพื่อนชายสมัยเด็กอยู่จริง และความสัมพันธ์ก็คงดีมากถึงขั้นมีการพูดคุยเรื่องแต่งงานกันจริงๆ สีหน้าของฟางอู่หู่ไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก น้ำเสียงที่ใช้ก็ยังคงราบเรียบพอสมควร
“คุณเห็นผมเป็นตัวอะไรครับ ถึงขนาดพาผมมาที่นี่พร้อมกับน้องสาวและน้องเขย ติงหมิ่น คุณทำเกินไปแล้วนะ”
สีหน้าของคนรอบข้างในเวลานี้ดูย่ำแย่จนแทบดูไม่ได้
พอพูดจบ ฟางอู่หู่ก็คว้าข้อมือฟางหยวนเตรียมจะพาเดินออกไป เรื่องนี้มันหนักหนาเกินกว่าที่ขีดความอดทนของฟางอู่หู่จะรับไหวจริงๆ
ฟางหยวนสะบัดมือฟางอู่หู่ออก แล้วหันไปตวาดใส่แม่ของติงหมิ่นด้วยความโมโห
“คุณรังแกพี่ห้าของฉัน! จะบอกให้นะ ไม่ต้องมาอ้างเรื่องพ่อสื่อแม่ชัก หรือเพื่อนสมัยดงสมัยเด็กอะไรนั่นหรอก ตราบใดที่ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส ยังไม่ได้จัดงานแต่งงาน เรื่องที่คุณพูดมามันก็ไม่มีความหมายอะไรทั้งนั้น แล้วก็เลิกจ้องจะงาบลู่ชวนสามีฉันได้แล้ว อย่ามาอ้างว่าบ้านคุณมีฐานะดีอย่างนั้นอย่างนี้ ขอบอกคำเดิมเลยนะ แค่ดูจากนิสัยของคุณ คุณก็ไม่คู่ควรกับเขาแล้ว!”
พอระเบิดอารมณ์ใส่ฉอดๆ เสร็จ ฟางหยวนก็ทำท่าทางฮึดฮัดด้วยความโกรธ มือข้างหนึ่งลากพี่ชาย อีกข้างลากสามี เดินดุ่มๆ ออกไปจากบ้านทันที เรื่องพี่สะใภ้อย่างติงหมิ่นคนนี้ เห็นทีจะต้องเอากลับไปทบทวนใหม่ให้ละเอียดเสียแล้ว
ครั้งนี้แม้แต่หน้าตาของคุณหมออู๋ก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว ฟางหยวนประกาศกร้าวทิ้งท้าย
“ต่อไปนี้ฉันจะไม่มาตรวจครรภ์ที่โรงพยาบาลเฮงซวยของคุณอีกแล้ว!”
คุณหมออู๋อยากจะอธิบายเหลือเกินว่า เรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานมันคนละส่วนกัน เธอยังมีจรรยาบรรณแพทย์ครบถ้วน แต่ดูจากท่าทางแล้ว แม่คุณคนนี้คงไม่ได้ใจกว้างพอจะรับฟังเหตุผลในตอนนี้แน่
ลู่ชวนหันไปมองหน้าคุณหมออู๋ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมและจริงจัง
“ต้องขอโทษด้วยนะครับ แต่คำพูดคำจาของผู้ใหญ่ในบ้านคุณ มันช่างสวนทางกับเกียรติยศศักดิ์ศรีของตระกูลที่คุณพร่ำบอกเหลือเกิน”
ใบหน้าของคุณหมออู๋ร้อนผ่าวด้วยความอับอาย ไม่รู้กี่ปีแล้วที่ไม่ได้โดนคนมาชี้หน้าด่ายกตระกูลแบบนี้ มันน่าขายหน้าจริงๆ
เมื่อทั้งสามคนเดินจากไปแล้ว ติงหมิ่นก็นั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น สีหน้าย่ำแย่ถึงขีดสุด แม้จะเพิ่งคบหากับฟางอู่หู่ได้แค่สัปดาห์เดียว แต่เธอก็จริงจังกับความสัมพันธ์ครั้งนี้มาก ถึงแม้จะต้องเลิกรากัน แต่ก็ไม่ควรจบลงด้วยความเข้าใจผิดแบบนี้ ติงหมิ่นไม่ใชคนประเภทที่ชอบทำอะไรยืดเยาดคาราคาซัง
เธอหันไปมองหน้าแม่ของตัวเองแล้วเอ่ยขึ้น
“ทีนี้พอใจหรือยังคะ แม่ชอบไอ้เพื่อนสมัยเด็กคนนั้นมากนัก ก็แต่งงานกับเขาเองสิ”
พูดจบติงหมิ่นก็เดินกลับเข้าห้องไปทันที
ห้องรับแขกตกอยู่ในความเงียบสงัด แม่ของติงหมิ่นพูดขึ้นมาลอยๆ ว่า
“ดูมันพูดเข้าสิ ฉันเลี้ยงดูสั่งสอนมันมาให้เป็นคนแบบนี้หรือไง”
พ่อของติงหมิ่นอดรนทนไม่ไหวต้องเอ่ยปากบ้าง
“อย่าพูดถึงเรื่องการอบรมสั่งสอนเลย วันนี้กิริยามารยาทของคุณเองก็น่าขายหน้ามากพอแล้ว ผมเองก็อยากจะถามคุณเหมือนกันว่า ไอ้ฐานะตระกูลของเราเนี่ย มันวิเศษวิโสมาจากไหน ถึงทำให้คุณกลายเป็นคนมองไม่เห็นหัวคนอื่นแบบนี้”
อู๋หลานเองก็รีบพูดเสริมขึ้นมาทันที
“แม่คะ เรื่องการแต่งงานของน้องเล็ก พวกเราที่เป็นพี่ชายพี่สะใภ้คงตัดสินใจแทนไม่ได้ แม่จะชอบหรือไม่ชอบก็แล้วแต่แม่เถอะค่ะ แต่วันนี้สิ่งที่แม่ทำลงไป มันทำให้น้องเล็กเสียใจ แล้วก็ทำให้คนนอกเขาหัวเราะเยาะเอาได้ วันหน้าวันหลังถ้าจะมีเรื่องแบบนี้อีก แม่ไม่ต้องเรียกพวกเรากลับมาทานข้าวหรอกนะคะ”
พูดจบเธอก็พาลูกเดินออกไปเลย เธอโกรธจริงๆ ทำไมแม่สามีถึงได้ทำร้ายจิตใจคนอื่นได้ขนาดนี้
แม่ของติงหมิ่นคาดไม่ถึงว่าจะโดนลูกสะใภ้หักหน้ากลางวงแบบนี้
“ปีกกล้าขาแข็งกันหมดแล้วสินะ! พวกเธอก็เห็นอยู่ว่ายัยเล็กมันไม่รักดี จะไปแต่งงานกับคนบ้านนอกคอกนา อย่างมากก็แค่เศรษฐีใหม่ พวกเธอที่เป็นพี่ชายพี่สะใภ้คิดว่ามันน่าภูมิใจนักหรือไง”
พี่สะใภ้สามของติงหมิ่นลุกขึ้นยืนบ้าง แล้วพูดกับแม่สามีว่า
“แม่คะ ผู้หญิงคนเมื่อกี้เขาพูดถูกแล้วค่ะ ถ้าจะให้แต่งเข้าบ้านพวกเขา ด้วยนิสัยแบบนี้ ฐานะทางบ้านเราคงเทียบเขาไม่ได้จริงๆ หนูว่าเขาพูดได้ดีมากเลยนะ”
พูดจบเธอก็เดินสะบัดก้นออกไป โดยไม่สนใจพี่ชายคนที่สามของติงหมิ่นที่นั่งหน้าเหวออยู่เลยด้วยซ้ำ คำด่าของฟางหยวนเมื่อครู่ช่วยระบายความอัดอั้นตันใจของเธอได้เป็นอย่างดี
หลายปีมานี้ เพราะหน้าที่การงานของเธอ ทำให้โดนแม่สามีคนนี้พูดจากระทบกระเทียบเหน็บแนมอยู่ตลอดเวลา นึกว่าตัวเองสูงส่งมาจากไหนกันเชียว
พี่ชายคนที่สามของติงหมิ่นรีบพูดขึ้น
“แม่ ผมไปก่อนนะ เรื่องนี้พวกผมคงพูดอะไรไม่ได้ แล้วก็จะไม่ยุ่งด้วย หน้าตาของพวกผมไม่ได้ขึ้นอยู่กับการแต่งงานของน้องเล็ก”
พ่อของติงหมิ่นกลัวว่าแม่ของติงหมิ่นจะหาทางลงไม่ได้ จึงรีบตัดบท
“เอาล่ะๆ พวกแกกลับไปกันให้หมดเถอะ วันนี้แม่แกสติสตังไม่ค่อยดี”
แม่ของติงหมิ่นหน้าถอดสี ไม่คิดว่าทุกคนจะพร้อมใจกันต่อต้านเธอขนาดนี้
“เรื่องการแต่งงานครั้งนี้ ยังไงฉันก็ไม่เห็นด้วย!”
ติงหมิ่นหิ้วกระเป๋าใบใหญ่เดินลงมาจากชั้นบน พร้อมกับพูดสวนกลับไป
“แม่จะไม่เห็นด้วยก็ตามใจแม่เถอะ”
พูดจบเธอก็เดินดุ่มๆ ออกไป
แม่ของติงหมิ่นร้องเสียงหลง
“นั่นแกจะทำอะไร! แกจะไปไหน!”
ติงหมิ่นยืนอยู่ที่หน้าประตูใหญ่ หันกลับมามองแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“หนูโตแล้วค่ะ ทำทุกอย่างให้ถูกใจแม่ไปซะทุกเรื่องไม่ได้หรอก เรื่องแต่งงานหนูค่อยๆ คุย ค่อยๆ ดูกันไปได้ นิสัยใจคอผู้ชายหนูก็ศึกษาดูใจกันไปได้ ถ้าคนนี้ไม่ดี หนูก็หาคนใหม่ดูตัวใหม่ได้ แต่คนทีหนูไม่อยากแต่งด้วย ยังไงหนูก็ไม่แต่งเด็ดขาด”
สิ้นคำประกาศิต ติงหมิ่นก็เดินออกจากบ้านไปโดยไม่หันหลังกลับมามองอีก
เหลือเพียงพี่ชายคนรองของติงหมิ่นที่ยังอยู่ เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะพูดกับพ่อแม่
“พ่อครับ แม่ครับ น้องเล็กโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว จะชอบใครรักใคร น้องย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ ถ้าแม่ไม่วางใจ ก็ช่วยสแกนคนที่น้องชอบก็พอ ไม่ใช่ไปยัดเยียดคนที่น้องไม่ชอบให้ ถ้าทำแบบนั้นจะพาลทำให้คนในครอบครัวมองหน้ากันไม่ติดเปล่าๆ เพราะคนนอกแค่คนเดียว”
แม่ของติงหมิ่นโวยวาย
“พวกแกก็รุมแต่จะโทษฉัน! แต่ลองถามตัวเองดูซิว่า ไอ้คนนั้นใช่คนที่น้องแกชอบจริงๆ หรือเปล่า จู่ๆ ก็เปลี่ยนใจปุบปับแบบนี้ แล้วต่อไปสองครอบครัวจะมองหน้ากันยังไง”
พี่ชายคนรองตอบกลับทันควัน
“ถ้ามองหน้ากันไม่ติดก็ไม่ต้องคบสิครับ จะไปหวังพึ่งบารมีเขาเลื่อนยศหรือหวังให้เขามาช่วยให้เราร่ำรวยขึ้นหรือไง บ้านเราก็ไม่ได้ตกต่ำถึงขนาดต้องไปง้อใคร หรือจะบอกว่าบ้านเราแย่กว่าครอบครัวชาวนาที่แม่ดูถูกนักหนา ดูสิครับ เขาเลี้ยงลูกสาวมาดีขนาดไหน ไม่ยอมให้ลูกตัวเองต้องเจ็บช้ำน้ำใจเลยสักนิด”
แม่ของติงหมิ่นเถียงข้างๆ คูๆ
“ทำไมจะทนไม่ได้ ฉันทำเพื่อใครกันล่ะ ที่ผ่านมาฉันเคยทำให้มันลำบากไหม!”
พี่ชายคนรองของติงหมิ่นสรุปจบประเด็นทันที
“เอาเป็นว่าเรื่องนี้ตกลงตามนี้นะครับ เดี๋ยวผมจะไปคุยกับพี่ใหญ่กับน้องสี่เอง ต่อให้ติงหมิ่นจะเคยชอบใครมาก่อน แต่ถ้าตอนนี้ไม่ได้ชอบแล้ว ก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาแต่งงานกัน”
เขาพูดทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“แล้วเรื่องนี้ ต่อไปห้ามใครพูดถึงในบ้านอีกเด็ดขาด”
แม่ของติงหมิ่นคราวนี้ร้อนรนจนนั่งไม่ติด
“เจ้ารอง! แกจะมามัดมือชกตัดสินใจเองแบบนี้ไม่ได้นะ เรื่องนี้แกจะไปเป่าหูพี่ใหญ่กับน้องไม่ได้ แม่ไม่ยอม!”
พ่อของติงหมิ่นถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย
“พอได้แล้ว! ก็เอาตามที่เจ้ารองมันว่านั่นแหละ จบเรื่องนี้กันเสียที ฟังความต้องการของลูกบ้าง เธอน่ะเลิกนิสัยเอะอะก็อ้างชาติตระกูล อ้างฐานะสักทีเถอะ มันน่ารำคาญ”
ทางฝั่งบ้านตระกูลติงจะถกเถียงกันดุเดือดแค่ไหน ฟางหยวนไม่อาจล่วงรู้ได้ แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้เธอโกรธจนปวดท้องไปหมดแล้ว
บ้านนี้มันบ้านบ้าอะไรกัน!
แล้วยัยติงหมิ่นนั่นก็ตัวดี มีแฟนอยู่แล้วยังจะมาวอแวกับพี่ห้าอีก ฟางหยวนนึกเสียใจที่หลวมตัวไปสนิทสนมด้วย คนในเมืองนี่ไว้ใจไม่ได้จริงๆ ไม่มีความจริงใจเอาเสียเลย
แต่ถ้าพูดกันตามตรง ตราบใดที่พี่ห้ายังชอบอยู่ ก็คงต้องวัดกันที่ฝีมือแล้วล่ะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนัก ปัญหาหลักๆ มันอยู่ที่แม่ของติงหมิ่นนั่นแหละ นิสัยไม่น่าคบหาเอาเสียเลย
ลู่ชวนเห็นภรรยาหน้าดำหน้าแดงก็รีบเข้ามาประคอง เพราะฟางหยวนกำลังท้องกำลังไส้ เขาไม่อยากให้เธอต้องมาอารมณ์เสีย
“ไม่ว่าบ้านนั้นจะเป็นใครมาจากไหน เราก็ไม่ควรเอามาใส่ใจให้เสียสุขภาพจิตนะคุณ”
ฟางอู่หู่เองก็เป็นห่วงน้องสาว กลัวว่าจะเป็นอะไรไป
“แค่ผู้หญิงคนเดียว ถ้าไปกันไม่ได้ก็แค่เลิกคบ เธออย่าเก็บมาคิดมากจนไม่สบายใจเลย เดี๋ยวจะเป็นอันตราย อย่าทำให้พี่ตกใจสิ”
ฟางหยวนหันไปมองพี่ชาย
“พี่จะมาท้อแท้อะไรตอนนี้ พี่สะใภ้ห้าเขายังไม่ได้พูดปฏิเสธพี่สักคำ เอาไว้เราไปถามให้รู้เรื่องก่อน ถ้าหล่อนกล้าปั่นหัวพี่เล่นจริงๆ ล่ะก็ ฉันไม่ปล่อยไว้แน่”
ฟางอู่หู่หน้าทะมึน สวนกลับเสียงเข้ม
“เลิกเรียกพี่สะใภ้ห้าได้แล้ว ต่อไปนี้ไม่มีแล้ว พี่ห้าของเธอถึงจะไม่มีความสามารถ แล้วก็ยังขาดคู่ครอง แต่ก็ไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอกถึงขนาดต้องไปให้ใครเขาเก็บไปเป็นตัวตลกคั่นเวลานะ”
ลำพังแค่ติงหมิ่นมีเพื่อนชายสมัยเด็ก มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่การที่ถึงขั้นคุยเรื่องแต่งงานกันแล้ว แต่ยังพาเขาไปให้ครอบครัวดูตัวอีก นี่มันจงใจหลอกให้เขาเป็นตัวตลกชัดๆ
ฟางหยวนแย้งขึ้น
“จะเป็นตัวตลกได้ยังไง ก็แค่อดีตเคยคบกันไม่ใช่เหรอ ทีฉันเองยังเคยหมั้นหมายมาก่อนเลย แต่พอถึงเวลาแต่งงาน ฉันก็เปลี่ยนมาแต่งกับลู่ชวน แล้วมันผิดตรงไหน”
ลู่ชวนได้ยินดังนั้นก็ถึงกับสะดุ้งโหยง รีบแก้ต่างพลางเหงื่อตก
“คุณอย่าพูดจามั่วซั่วสิครับ นั่นไม่ได้เรียกว่าเปลี่ยนตัวเจ้าบ่าว หรือเปลี่ยนมาแต่งงานใหม่ แต่คุณแต่งงานแค่ครั้งเดียว คือแต่งกับผม! นั่นเรียกว่าการเลือกเส้นทางชีวิตที่ถูกต้องต่างหากล่ะ!”
[จบบท]