บทที่ 255: ลูกไม้ตื้นๆ
หวังชุ่ยเซียงคิดในใจว่าโชคดีที่นี่คือเมืองมณฑล ตราบใดที่มีเงินก็สามารถหาซื้อของที่ถูกใจได้ หากเป็นที่บ้านนอกคงไม่สะดวกสบายรวดเร็วทันใจขนาดนี้
ลู่ชวนเดินไปไหว้วานช่างหลิวให้มาช่วยดูรถ จนในที่สุดก็ได้รถกระบะคันหนึ่งมาครอบครอง แต่เงินเก็บของฟางอู่หู่ก็แทบจะเกลี้ยงกระเป๋าไปเลยทีเดียว
งานนี้ทำเอาฟางอู่หู่ปวดใจไม่น้อย เพราะเงินเก็บของสองสามีภรรยาน้องสาวนั้นเอาไปเปิดอู่ซ่อมรถ ซึ่งมีแต่จะทำเงินเข้ากระเป๋าทุกวัน
ส่วนเงินเก็บของเขาดันเอามาลงกับรถคันนี้ ซึ่งมีแต่เรื่องให้ต้องควักเงินจ่ายออกทุกวัน แถมในอนาคตถ้าจะซ่อมแซมหรือบำรุงรักษาก็ต้องวิ่งเอาเงินไปให้สองผัวเมียคู่นั้นอีก แล้วแบบนี้เมื่อไหร่เขาจะไล่ตามฐานะของน้องสาวกับน้องเขยทันกันล่ะ
ใครใช้ชีวิตก็ต้องมีความทะเยอทะยาน อยากจะเปรียบเทียบแข่งขันกันบ้างไม่ใช่หรือไง ดูท่าการจะแต่งเมียสักคนนี่ไม่ง่ายเลยจริงๆ
ทางด้านลู่ชวนนั้นกลับดีใจจนยิ้มแก้มปริ ในที่สุดลูกเมียของเขาก็จะได้นั่งรถไปไหนมาไหนสบายๆ สักที ของพี่ห้าก็เหมือนของที่บ้านเขานั่นแหละ วันข้างหน้าถ้าพี่ห้าเอารถมาซ่อม เขาจะไม่คิดเงินเลยสักหยวน
เมื่อหวังชุ่ยเซียงพอใจกับของที่ได้มาแล้ว ก็สั่งการให้ฟางต้าเลิ่งจัดการล้างขัดสีฉวีวรรณหมูและแกะที่อยู่ในลานบ้านจนสะอาดเอี่ยมอ่อง จากนั้นก็ขนขึ้นรถไถเดินตามที่ไปยืมชาวบ้านมา พร้อมพาบรรดาลูกสะใภ้ ลูกเขย ลูกสาว และว่าที่ลูกสะใภ้ ยกขบวนไปสู่ขอสาวให้ฟางอู่หู่อย่างเอิกเกริก
เล่นเอาคนสุขุมเยือกเย็นอย่างติงหมิ่นถึงกับเริ่มประหม่าจนทำตัวไม่ถูก งานนี้เธอรู้ซึ้งแล้วว่าใครคือผู้มีอำนาจตัดสินใจตัวจริงในบ้านตระกูลฟาง
เมื่อต้องปรึกษาหารือเรื่องสำคัญ ติงหมิ่นจึงต้องหันไปถามความเห็นจากน้องเขยอย่างลู่ชวน "ฉันควรจะกลับไปเกริ่นกับที่บ้านก่อนดีไหม ถ้าเกิดคนในครอบครัวฉันทำหน้าตึงใส่คุณอาคุณน้าขึ้นมาจะทำยังไง"
ลู่ชวนรีบปฏิเสธทันควัน "ไม่ต้องหรอกครับ พี่สะใภ้ห้ากลับไปพร้อมกันนี่แหละ ไม่ต้องไปเตรียมการอะไรล่วงหน้า พ่อกับแม่ท่านรู้ดีว่าต้องทำยังไง ต่อให้สถานการณ์มันจะดูไม่สวยงามไปบ้าง แต่ท่านจะไม่ดึงพี่สะใภ้ห้าลงไปเกี่ยวข้องแน่นอน เรื่องนี้วางใจได้เลยครับ"
ติงหมิ่นขมวดคิ้วมุ่น สถานการณ์จริงมันจะราบรื่นสวยหรูเหมือนที่จินตนาการไว้ได้ยังไง "นายน่ะพูดง่าย" ถ้าทำให้พ่อแม่สามีเสียหน้า แล้วเธอที่เป็นลูกสะใภ้จะมีชีวิตที่ดีในวันข้างหน้าได้อย่างไร
อีกอย่าง พ่อแม่สามีแบบนี้ ติงหมิ่นเองก็มีใจเคารพรัก เธอไม่อยากให้พวกท่านต้องมาเจอเรื่องลำบากใจ
แต่ลู่ชวนนั้นเชื่อมั่นในฝีมือของแม่ยายอย่างสุดหัวใจ "แม่ผมไปด้วยทั้งคน ผมไม่กล้าหลอกพี่สะใภ้ห้าหรอกน่า"
ติงหมิ่นส่ายหน้า "ไม่ได้การ ฉันต้องกลับไปก่อน อย่างน้อยต้องให้พวกเขารู้เรื่องที่จดทะเบียนสมรสกันแล้ว"
ถ้าบอกเรื่องนี้ไป พ่อแม่เธอน่าจะระวังคำพูดคำจาขึ้นบ้าง ไม่ถึงขั้นหักหน้าพ่อแม่สามีจนเกินไป
ลู่ชวนมองหน้าติงหมิ่นแล้วพูดขึ้นประโยคหนึ่ง "แม่ไม่พูดเรื่องนั้นหรอกครับ" พี่สะใภ้ห้ากำลังดูถูกความสามารถของแม่ยายเขาเกินไปแล้ว
ติงหมิ่นสวนกลับทันที "นายจะไปรู้อะไร เรื่องนี้มันปิดครอบครัวฉันไม่มิดหรอก อย่างมากแม่ฉันก็อาจจะยังไม่รู้เรื่อง" แล้วจะปิดบังไปเพื่ออะไรกัน
ลู่ชวนฟังแล้วก็เข้าใจได้ทันทีว่าคนในครอบครัวติงหมิ่นหูตาไวไม่เบา
ติงหมิ่นหันมาพูดกับลู่ชวนสั้นๆ ว่า "ขอบใจนะ" ทัศนคติและความมั่นใจของลู่ชวนทำให้เธอรู้สึกวางใจขึ้นมาบ้าง
ว่าแล้วติงหมิ่นก็ขี่มอเตอร์ไซค์ของฟางอู่หู่บึ่งล่วงหน้าไปก่อน เธอต้องไปตามพี่สะใภ้ของตัวเองกลับมาช่วยคุมสถานการณ์ที่บ้าน
ฟางอู่หู่มองตามแผ่นหลังและท่วงท่าอันสง่างามของภรรยาแล้วอดบ่นอุบอิบไม่ได้ "ทำไมเวลาฉันขี่มอเตอร์ไซค์ มันถึงไม่ได้ดูเท่แบบนี้บ้างนะ"
ฟางหยวนสวนขึ้นมาทันควัน "ก็เวลาพี่ขี่ บนรถถ้าไม่พกค้อนก็พกพลั่ว แล้วมันจะไปดูดีมีราศีได้ยังไงกัน"
ฟางอู่หู่ลองนึกภาพตามที่น้องสาวพูด ก็จริงของมัน เขาขี่รถดูแย่กว่าติงหมิ่นเยอะเลย "ต่อไปฉันจะไม่พกแล้ว"
ฟางหยวนทำหน้าตึงใส่พี่ชายทันที "ไม่พกเครื่องมือทำมาหากิน แล้วพี่ไม่อยากทำงานทำการแล้วหรือไง พี่สะใภ้ห้าเขาชอบพี่ที่ตรงไหน ก็ชอบที่พี่เป็นคนขยันทำมาหากินไม่ใช่เหรอ พี่นี่มันชักจะลืมกำพืดตัวเองแล้วนะ"
แค่คำพูดไม่กี่ประโยคนี้ เรียกสติฟางอู่หู่กลับมาได้อย่างชะงัดนัก จะให้เขาลอยชายทำตัวเป็นหนุ่มเจ้าสำราญคงไม่ได้จริงๆ
ฟางอู่หู่ตวัดสายตาค้อนใส่น้องสาวไปทีหนึ่ง หมดอารมณ์จะเพ้อฝันเลยจริงๆ
ทางด้านหวังชุ่ยเซียงสั่งให้คนเอาดอกไม้แดงดอกใหญ่ผูกติดไว้ที่หน้ารถไถเดินตาม เช็ดถูตัวรถจนเงาวับสะท้อนแสงแดด
บนกระบะรถบรรทุกทั้งหมู แพะ เป็ด และไก่ ถ้าขับรถคันนี้ออกไปพร้อมกับเสียงเครื่องยนต์ที่ดัง ตูมตาม สนั่นหวั่นไหว รับรองว่าอานุภาพการทำลายล้างและความสนใจต้องพุ่งถึงขีดสุดแน่นอน
ลู่ชวนเห็นสภาพแล้วถึงกับเดาะลิ้น "แม่ครับ มันต้องเอิกเกริกขนาดนี้เลยเหรอครับ"
หวังชุ่ยเซียงถอนหายใจยาว "มันไม่มีทางเลือกแล้วลูก จริงๆ แม่ก็ไม่อยากทำแบบนี้หรอก แต่วันนี้เราตั้งใจจะไปเล่นบทหน้าด้านหน้าทน ถ้าเล่นเล็กๆ แม่กลัวว่าจะเอาไม่อยู่ ลูกสะใภ้คนนี้อุตส่าห์เรียกแม่ว่าแม่แล้ว แม่จะทำให้เธอผิดหวังไม่ได้"
ลู่ชวนยกนิ้วโป้งให้แม่ยายด้วยความนับถือ จากนั้นก็ยัดกระดาษแผ่นหนึ่งใส่มือแม่ยาย "นี่เป็นกำไรครึ่งปีของผมกับพี่ห้า แม่เก็บไว้เป็นทุนรอนสร้างความมั่นใจนะครับ"
เขากลัวว่าแม่ยายจะรู้สึกไม่มั่นใจเพราะฐานะทางบ้านอาจจะดูไม่ภูมิฐานเท่าฝ่ายหญิง ลูกเขยคนนี้ช่างรู้ใจและกตัญญูเสียจริง
หวังชุ่ยเซียงก้มดูตัวเลขในกระดาษ แม้จะดูไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ แต่เธอรู้ใจลูกเขยคนนี้ดี ถ้าไม่ใช่ของดีที่เอาไปอวดชาวบ้านได้ เขาคงไม่ยัดใส่มือเธอในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ "แบบนี้คงไม่เรียกว่าใช้อำนาจเงินข่มคนหรอกนะ"
ลู่ชวนยิ้มแห้งๆ ด้วยความเกรงใจ "แม่คิดมากไปแล้วครับ เข้าไปในบ้านเขาก็รู้เองแหละครับว่าเราไม่มีอำนาจอะไรไปข่มเขาหรอก ของพรรค์นี้ใช้กับครอบครัวพี่สะใภ้ห้าไม่ได้ผลเท่าไหร่หรอกครับ"
คำพูดของลูกเขยเชื่อถือได้เสมอ หวังชุ่ยเซียงจึงเก็บกระดาษแผ่นนั้นใส่กระเป๋าเสื้ออย่างมิดชิด "งั้นก็เอาตามนี้แหละ"
เมื่อเห็นมาดและบุคลิกของลูกสะใภ้ห้า หวังชุ่ยเซียงก็เข้าใจได้ทันทีว่าสมบัติพัสถานเพียงหยิบมือของบ้านตระกูลฟาง คงเอาไปขู่ใครในบ้านนั้นไม่ได้
ฟางต้าเลิ่งกับหวังชุ่ยเซียงพาขบวนแห่มาถึงหน้าบ้านของติงหมิ่น พูดตามตรงเลยว่าเพื่อนบ้านละแวกนั้นไม่เคยเจอเหตุการณ์ยิ่งใหญ่เบอร์นี้มาก่อน เล่นใหญ่รัชดาลัยจริงๆ
ประเด็นคือเสียงมันดังสนั่นหวั่นไหวมาก ตลอดทางที่ขับมาดึงดูดสายตาผู้คนให้มายืนมุงดูตลอดสองข้างทาง แถมยังมีเด็กๆ วิ่งตามรถไถ ตะโกนทักทายหมูกับแกะบนรถอย่างสนุกสนาน
เด็กในเมืองมณฑลน้อยครั้งนักที่จะได้เห็นความคึกคักแบบบ้านทุ่งเช่นนี้
แม่ของติงหมิ่นหน้าดำคล้ำเป็นก้นหม้อ แต่จำใจต้องเปิดประตูต้อนรับคณะเดินทางเข้าบ้าน จะให้ยืนประจานตัวเองอยู่หน้าบ้านก็คงไม่ใช่เรื่อง
ก่อนจะเปิดประตู เธอยังหันมาเหน็บแนมติงหมิ่นด้วยความโมโห "นี่เหรอครอบครัวที่แกเลือก"
คำพูดของติงหมิ่นถูกคุณหมออู๋ พี่สะใภ้ใหญ่ขัดจังหวะไว้ก่อน "แม่คะ ให้พวกเขาเข้ามาเถอะค่ะ ขืนปล่อยให้เอะอะโวยวายอยู่หน้าบ้านแบบนี้มันดูไม่ดีนะคะ"
ฟางต้าเลิ่งงัดเอาความกล้าหาญชาญชัยขึ้นมา ยืดอกเดินนำหน้าลูกเมีย พอเดินผ่านธรณีประตูปุ๊บก็ทักทายเสียงดังฟังชัดว่า "ดอง!" (เรียกญาติฝ่ายดอง)
แม่ของติงหมิ่นสวนกลับทันควันด้วยใบหน้าบึ้งตึง "ใครเป็นดองกับคุณ ไม่ทราบว่ารู้จักกาละเทศะบ้างหรือเปล่า"
แน่นอนว่าฟางต้าเลิ่งย่อมไม่มีความรู้จักกาละเทศะอยู่แล้ว เจอประโยคนี้เข้าไปถึงกับหุบปากฉับไม่กล้าส่งเสียงอีกเลย ได้แต่หันไปมองหน้าหวังชุ่ยเซียง แล้วถอยไปยืนสงบเสงี่ยมเจียมตัวอยู่ข้างๆ
ในใจคิดว่า ญาติผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงบ้านนี้ไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย ท่าทางจะรับมือยากน่าดู
จะว่าไปแล้ว ฟางต้าเลิ่งชายร่างยักษ์ตัวโตเท่าหมีควายมายืนทำหน้าตาเลิ่กลั่กไม่พูดไม่จาอยู่ข้างๆ แบบนี้ มันช่างดูขัดหูขัดตาพิลึก
แม่ของติงหมิ่นเองยังต้องฉุกคิดขึ้นมาวูบหนึ่งว่า ตัวเองพูดแรงเกินไปหรือเปล่า
แต่หวังชุ่ยเซียงกลับไม่สะทกสะท้านเลยสักนิด กลับมองว่าการเปิดฉากของสามีนั้นยอดเยี่ยมมาก
เธอเดินยิ้มร่าเข้าไปหาพลางเอ่ยว่า "คุณน้องอย่าเพิ่งโมโหไปเลยนะ วันนี้พวกเรามาที่นี่ไม่ได้มีเจตนาอื่นแอบแฝง แค่ได้ยินว่าเด็กสองคนเขารู้จักมักจี่กัน เราเลยถือโอกาสมาเยี่ยมเยียนทำความรู้จักบ้านช่องห้องหับเอาไว้"
จากนั้นก็เสริมต่อว่า "ตาแก่ของฉันแกเป็นคนหยาบกระด้าง คุณน้องอย่าไปถือสาแกเลยนะ"
แม่ของติงหมิ่นโต้กลับเสียงแข็ง "มีใครเขามาทำความรู้จักบ้านคนอื่นกันแบบนี้บ้าง คุณคิดจะทำอะไรกันแน่ คิดว่าแห่กันมาแบบนี้แล้วบ้านฉันจะจำใจต้องยอมรับอย่างนั้นเหรอ"
ยิ่งพูดยิ่งโมโห แม่ของติงหมิ่นแค่นเสียงหึ "อย่าคิดนะว่าฉันจะดูไม่ออกว่าพวกคุณวางแผนอะไรกันไว้ คิดจะใช้วิธีทำให้ชื่อเสียงลูกสาวฉันเสียหาย แล้วบีบให้ต้องแต่งเข้าบ้านคุณงั้นสิ คนพาลแบบนี้ฉันเจอมาเยอะแล้ว"
ฟางต้าเลิ่งหน้าแดงก่ำทันที เขาคิดแบบนั้นจริงๆ นั่นแหละ ดันโดนดูออกซะได้
ทว่าหวังชุ่ยเซียงกลับสีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย เธอยิ้มตอบอย่างใจเย็น "เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้วคุณน้อง เราไม่ได้มีเจตนาแบบนั้นจริงๆ พวกเราเป็นคนบ้านนอกคอกนา ก็ย่อมมีธรรมเนียมแบบคนบ้านนอก ธรรมเนียมเราอาจจะไม่เหมือนกัน จนทำให้คุณน้องเข้าใจผิดว่าเราทำตัวไม่เหมาะสม"
เธอยังร่ายยาวต่อไปอีกว่า "ธรรมเนียมบ้านนอกของพวกเรา คือห้ามละเลยเพื่อนฝูงเด็ดขาด การที่เจ้าห้ามันมีเพื่อนในเมืองมณฑล คนเป็นพ่อเป็นแม่อย่างเราก็ภูมิใจ เด็กๆ มันอาจจะไม่รู้ความ ทำอะไรไม่มีกฎระเบียบ ฉันถึงต้องมาขอโทษด้วยตัวเองนี่ไง คุณน้องอย่าโกรธเลยนะ ถ้าเราทำอะไรผิดไป เราพร้อมจะแก้ไข"
ต้องยอมรับว่าทัศนคติของหวังชุ่ยเซียงนั้นอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างที่สุด ทุกคำพูดล้วนยกย่องแม่ของติงหมิ่นทั้งสิ้น
แม่ของติงหมิ่นโกรธจนจมูกบิดเบี้ยว "คุณจะแก้ไขงั้นเหรอ คุณจะออกไปเดินเคาะประตูอธิบายให้ชาวบ้านทุกหลังคาเรือนฟังจนเข้าใจได้หรือไง"
หวังชุ่ยเซียงตบหน้าอกตัวเองดังป้าบ รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ "ต้องอธิบายให้ชัดเจนแน่นอน เรื่องนี้คุณน้องไม่ต้องกังวล เดี๋ยวฉันจะไปอธิบายให้ทุกคนเข้าใจเอง"
แม่ของติงหมิ่นถลึงตาใส่ "พูดน่ะมันง่าย ใครจะไปเชื่อคุณ"
[จบบท]