บทที่ 269: การเปลี่ยนแปลง
ลู่ชวนคิดในใจว่านั่นไม่ใช่เรื่องปกติหรอกหรือ ฟางหยวนเคยพูดจามีเหตุผลกับเขาเสียที่ไหน แต่ปากกลับพูดกับพี่ห้าออกไปว่า
“เหตุผลคงจะฟังดูทะแม่งๆ ไปหน่อยนั่นแหละครับ”
ฟางอู่หู่อ้าปากค้างจ้องมองลู่ชวนด้วยความตกตะลึง ยังมีแบบนี้ด้วยเหรอ
“นายพูดจริงดิ”
มิน่าล่ะตัวเองถึงสอบไม่ติดมหาวิทยาลัย ที่แท้กระบวนการทางความคิดของนักศึกษามหาวิทยาลัยก็แตกต่างจากคนปกตินี่เอง
“พี่ห้า ผมพูดเรื่องจริงนะ ฟางหยวนบ้านเราน่ะ ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ดีไปหมด”
ลู่ชวนหยุดพูดไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นสายตาเคลือบแคลงสงสัยของพี่ชายภรรยา เขาก็ยิ้มแล้วเสริมขึ้นมาอีกประโยคว่า
“แน่นอนว่าในช่วงแรกๆ เป็นเพราะผมกลัวจนต้องมองว่าเธอดีไปหมดทุกอย่างต่างหาก”
พูดจบลู่ชวนก็ยิ้มออกมาด้วยความจริงใจมากยิ่งขึ้น ตอนนั้นฟางหยวนมีเสน่ห์ดึงดูดใจจริงๆ แต่แน่นอนว่าตอนนี้เธอยิ่งมีเสน่ห์มากกว่าเดิมเสียอีก
ลู่ชวนรู้สึกขอบคุณตัวเองในตอนนั้นที่โลกทัศน์ยังแคบแถมยังขี้ขลาดตาขาว ไม่อย่างนั้นเขาอาจจะพลาดภรรยาดีๆ แบบนี้ไปแล้วก็ได้
ฟางอู่หู่ทำหน้ามึนงง
“มันมีผลลัพธ์แบบนี้ด้วยเหรอ”
ทำไมเขาถึงรู้สึกไม่ค่อยอยากจะเชื่อเลยนะ
ลู่ชวนถอนหายใจออกมา
“ทำไมจะไม่มีล่ะครับ พี่ห้าต้องรู้สิว่าห้าขุนพลพยัคฆ์ตระกูลฟางมีอิทธิพลแค่ไหนในตำบล ตอนนั้นผมกลัวจนขาสั่นพั่บๆ ฟางหยวนพูดอะไรผมก็ไม่กล้าเถียงสักคำ แต่ไปๆ มาๆ ผมก็ค้นพบว่าสิ่งที่ฟางหยวนพูดล้วนมีเหตุผลทั้งนั้น ยิ่งอยู่ด้วยกันชีวิตก็ยิ่งมีสีสันขึ้นเรื่อยๆ”
ฟางอู่หู่รีบแก้ตัว
“น้องเขย พวกพี่น้องเราเอ็นดูนายจะตายไป ไม่เคยขู่นายเลยนะ”
ลู่ชวนคิดในใจว่าพวกพี่ไม่จำเป็นต้องขู่หรอก แค่เห็นหน้าพวกพี่ผมก็แข้งขาอ่อนแล้ว แต่ปากกลับตอบรับไปว่า
“นั่นสินะครับ”
จากนั้นเขาก็พูดเกลี้ยกล่อมด้วยน้ำเสียงของผู้ที่มีประสบการณ์มาก่อน
“พี่ห้า พี่ลองคิดถึงพี่ชายภรรยาของพี่ให้มากๆ แล้วก็คิดถึงแม่ยายของพี่เข้าไว้ รับรองว่าพี่จะรู้สึกว่าสิ่งที่พี่สะใภ้ห้าพูดนั้นถูกต้องที่สุดแล้ว”
ถ้าคนตรงหน้าไม่ใช่พี่ห้า ลู่ชวนคงไม่พูดเปิดอกหมดเปลือกขนาดนี้หรอก
ปกติแล้วฟางอู่หู่ไม่กล้าคิดถึงแม่ยายเท่าไหร่ แค่คิดถึงขาก็เริ่มจะเป็นตะคริวแล้ว เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“แต่ที่บ้านมีกะละมังตั้งเยอะแยะ ผ้าเช็ดตัวก็มีตั้งหลายผืน ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าอันไหนเอาไว้ทำอะไรบ้าง”
“เรื่องเล็กนิดเดียวครับ ตอนนี้ชีวิตความเป็นอยู่เราดีขึ้นแล้ว เราย้ายมาอยู่เมืองมณฑลก็ต้องใช้ชีวิตแบบคนเมืองสิครับ ฟางหยวนเองก็รู้เรื่องพวกนี้ดี”
ฟางอู่หู่สมกับที่เป็นพี่ชายแท้ๆ ของฟางหยวน เขาตีหน้ายักษ์คาดคั้นลู่ชวนทันที
“นายทำให้น้องสาวฉันลำบากใจหรือเปล่า”
นี่ไม่ใช่เวลามาซาบซึ้งในความรักของพี่น้องตระกูลนี้ ลู่ชวนรีบอธิบาย
“พี่ห้า นั่นเขาเรียกว่ารักษาสุขอนามัยครับ พี่สะใภ้ห้ารักสะอาด มันไม่ได้มีอะไรผิดเลย ถ้าพี่ปรับตัวไม่ได้ มันก็ต้องเป็นปัญหาของพี่เอง ลองคิดดูสิ ถ้าพี่สะใภ้ห้าไม่ยอมล้างเท้าเพื่อปรับตัวให้เข้ากับพี่ พี่จะคิดว่ามันถูกต้องมั้ย พี่จะรับได้หรือเปล่าล่ะ”
ฟางอู่หู่หน้าบึ้งตึง ภรรยาตัวหอมๆ ย่อมดีกว่าอยู่แล้ว ถ้าไม่บังคับให้เขาต้องตัวหอมไปด้วยก็จะยิ่งดีกว่านี้อีก
“นายให้ฟางหยวนจำได้จริงๆ เหรอว่าผ้าเช็ดตัวผืนไหนใช้ทำอะไร”
“ไม่อย่างนั้นจะให้ผมเอากะละมังล้างเท้ามาล้างหน้า หรือเอาผ้าเช็ดเท้ามาเช็ดหน้าเหรอครับ พี่คิดว่าฟางหยวนจะยอมปล่อยผมไปง่ายๆ หรือไง”
ฟางอู่หู่รู้สึกแปลกใจจริงๆ ว่าน้องเขยเริ่มกลายเป็นคนเจ้าระเบียบแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่
“เรื่องมากชะมัด”
ฟางอู่หู่ยังคงหน้าด้านพูดต่อไปอีกว่า
“งั้นเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาของฉันแล้วล่ะ น่าจะเป็นปัญหาของพี่สะใภ้ห้าของนายมากกว่า ทำไมเธอถึงไม่เรียนรู้วิธีเอาใจสามีเหมือนที่นายสอนฟางหยวนบ้างนะ”
ลู่ชวนอดไม่ได้ที่จะสวนกลับไป
“ถุย ผมเป็นผู้ชาย ผมเต็มใจเอาใจภรรยาของผม ส่วนพี่เป็นผู้ชายหยาบกระด้าง ทำไมพี่สะใภ้ห้าต้องมาคอยเอาใจพี่ด้วย”
พูดจบลู่ชวนก็หันหน้าหนีไม่สนใจพี่ห้าอีก ฝันกลางวันอยู่หรือไง
แต่แล้วลู่ชวนก็หันกลับมาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก
“ถ้าพี่แน่จริงก็ไปพูดกับพี่สะใภ้ห้าเองสิครับ ได้ยินหัวหน้าของพี่สะใภ้ห้าบอกว่า ถึงเธอจะทำงานเอกสาร แต่ฝีมือการต่อสู้ไม่ธรรมดาเลยนะ ผู้ชายอกสามศอกสองสามคนยังเข้าไม่ถึงตัว ให้พี่สะใภ้ห้าช่วยสอนมวยให้พี่หน่อยมั้ยล่ะ”
ฟางอู่หู่แค่นเสียงหัวเราะในลำคอ เชิดหน้าขึ้นด้วยท่าทีดูแคลน
“ขนาดฟางหยวนยังทำได้ เรื่องขี้ปะติ๋วแค่นี้จะนับเป็นอะไร ก็แค่กะละมังไม่กี่ใบเองไม่ใช่เหรอ”
พอนึกถึงตอนกลับบ้าน เขาก็นึกภาพท่าทุ่มข้ามไหล่นั้นออกทันที ยอมตามใจเมียหน่อยน่าจะดีกว่า
ลู่ชวนยิ้มออกมา ตอนแรกนึกว่าเสียงหัวเราะเยาะเย้ยเมื่อกี้คือพี่ห้าจะดื้อแพ่งเสียอีก ที่แท้ก็นึกถึงสภาพตอนกลับบ้านแล้วยอมจำนนนี่เอง
แม่ลู่ที่เดินผ่านมาได้ยินประโยคสุดท้ายของฟางอู่หู่พอดี จึงพูดขึ้นว่า
“หลานชายฝ่ายดองนี่รู้จักปรับตัวตามสถานการณ์ดีนะ”
ลู่ชวนเงยหน้ามองแม่ของตัวเอง คำศัพท์คำนี้ไม่ใช่สไตล์ของแม่บ้านชนบทอย่างแม่ลู่เลยสักนิด
“แม่ ไปจำคำนี้มาจากไหนครับ”
แม่ลู่ยืดอกตอบอย่างภาคภูมิใจ
“แม่เคยไปช่วยล้างจานในโรงอาหารมหาวิทยาลัยในเมืองมณฑลเชียวนะ”
พูดจบหญิงสูงวัยก็เชิดหน้าเดินจากไป
ลู่ชวนไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเรื่องนี้มีอะไรน่าภูมิใจตรงไหน แค่ไปเดินวนเวียนในโรงอาหารมหาวิทยาลัยก็ถือว่าชุบตัวทองแล้วหรือไง
แต่แม่ลู่กลับภูมิใจมาก ว่างเมื่อไหร่เป็นต้องคุยโม้เรื่องนี้ให้คนอื่นฟังอยู่เสมอ
คนในครอบครัวนี้ นับวันยิ่งไม่ธรรมดาเข้าไปทุกที
ใกล้จะถึงช่วงตรุษจีนแล้ว พ่อลู่ประกาศเลยว่าจะเรียกให้เสี่ยวซานมาฉลองปีใหม่ที่นี่ ปีนี้สองตายายจะไม่กลับไปที่หมู่บ้านแล้ว
ฟางหยวนกับลู่ชวนย่อมไม่ขัดข้องอยู่แล้ว จะปล่อยให้น้องสามเฝ้าบ้านอยู่ที่หมู่บ้านคนเดียวได้ยังไง มันดูไม่ดีเท่าไหร่
แถมไม่ต้องเดาก็รู้ว่าการตัดสินใจของพ่อลู่ต้องเป็นเพราะท้องของลูกสะใภ้แน่นอน พ่อปู่ไม่อยากให้ฟางหยวนต้องลำบากเดินทาง เลยเลือกที่จะให้ลูกชายตัวเองลำบากเดินทางมาแทน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกเสียหน่อย เพียงแต่คราวนี้เปลี่ยนจากลู่ชวนมาเป็นลู่เสี่ยวซานแทนก็เท่านั้น
ฟางหยวนรู้ดีว่าพ่อแม่สามีเป็นห่วงเธอ และรู้ด้วยว่าพ่อลู่อาลัยอาวรณ์แผงซ่อมรถจักรยานของแก
ช่วงนี้เวลาทานข้าว พ่อลู่จะรีบกินรีบอิ่ม เพื่อจะได้รีบออกไปทำงานหาเงินเพิ่มอีกสักไม่กี่เหมา
สำหรับของกิน ของใช้ ของเล่น และเสื้อผ้าใหม่ๆ ที่เตรียมไว้ฉลองปีใหม่ พ่อลู่เป็นคนจัดการให้แม่ลู่ไปหาซื้อมาทั้งหมด โดยไม่ยอมใช้เงินของลูกชายลูกสะใภ้แม้แต่แดงเดียว
พ่อลู่บอกว่า เดิมทีตั้งใจจะมาหลบหนาวที่เมืองมณฑลเฉยๆ ไม่คิดว่าจะหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำขนาดนี้ ถ้าไม่ให้แกใช้เงินบ้าง แกคงอึดอัดใจแย่
พ่อลู่ยังซื้อเนื้อแพะครึ่งตัวไปฝากช่างหลิวด้วย เพื่อเป็นการขอบคุณที่ช่วยชี้แนะ ช่างหลิวดีใจจนยิ้มไม่หุบ
ความสัมพันธ์ระหว่างช่างหลิวกับพ่อลู่ถือว่าดีมาก เหล้าที่ช่างหลิวมอบให้พ่อลู่เป็นการตอบแทนก็มีราคาไม่น้อยไปกว่าเนื้อแพะเลย
แถมช่างหลิวยังพูดอีกว่า ตั้งแต่ตาเฒ่าตระกูลลู่มาอยู่เมืองมณฑล เถ้าแก่เนี้ยก็ดูสงบเสงี่ยมขึ้นเยอะ
ตอนที่ฟางหยวนได้ยินประโยคนี้ เธอทำได้แค่แค่นเสียงในลำคอ นั่นเป็นเพราะอุปกรณ์ในอู่ซ่อมรถซื้อมาครบหมดแล้วต่างหาก ไม่จำเป็นต้องควักเนื้อจ่ายเงินเพิ่มอีกแล้ว
ลองให้ช่างหลิวมาขอเบิกงบซื้อของเพิ่มตอนนี้สิ รับรองว่าเธอไม่มีทางทำหน้าดีๆ ใส่เขาแน่
เพื่อเตรียมฉลองปีใหม่ และเพื่อให้โต๊ะอาหารอุดมสมบูรณ์ พ่อลู่ขี่รถสามล้อออกไปตลาดเช้าทุกวัน ซื้อของกลับมาสารพัดอย่าง
สองสามีภรรยาที่ใช้ชีวิตอย่างประหยัดอดออมมาทั้งชีวิต คราวนี้กลับใช้เงินมือเติบ อยากได้อะไรก็ซื้อไม่ยั้ง
ลู่ชวนถึงกับทักท้วงว่า
“พ่อ อย่าซื้อเยอะขนาดนี้เลยครับ กินไม่หมดหรอก”
พ่อของเขาใช้เงินอย่างสบายใจเฉิบแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ปกติเงินหนึ่งหยวนต้องหักแบ่งใช้เป็นสองส่วน นั่นสิถึงจะเป็นเอกลักษณ์ของบ้านตระกูลลู่
แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าเห็นของดีเป็นต้องซื้อ ลู่ชวนปรับตัวไม่ทันจริงๆ
พ่อลู่ตอบกลับทันควัน
“ไม่ได้ซื้อมาให้นายกินสักหน่อย แม่นายเขาทำกับข้าวเป็น เดี๋ยวก็ทำเมนูใหม่ๆ ออกมาให้ลูกสะใภ้กินเองแหละ”
ลู่ชวนมองกองภูเขาอาหารเหล่านั้นด้วยความกลัดกลุ้ม โชคดีที่ฟางหยวนเป็นคนเจริญอาหาร
และโชคดีที่ช่วงนี้มีคนอยู่บ้านหลายคน ไม่อย่างนั้นจะกินกันหมดได้ยังไง
เป็นครั้งแรกที่ได้รู้ว่า พอพ่อบังเกิดเกล้ามีเงินในมือ แกก็กล้าใช้เงินเหมือนกัน
ติงหมิ่นเห็นภาพนี้แล้วยังอดแซวไม่ได้
“คุณลุงกะจะไม่เก็บเงินไว้ใช้ชีวิตวันหน้าเลยเหรอคะเนี่ย”
พ่อลู่ยิ้มแก้มปริอย่างมีความสุข
“นานๆ ทีจะครึกครื้นแบบนี้ เดี๋ยวพอเสี่ยวซานมาถึง พวกเธอก็ต้องกลับกันแล้ว จะหาโอกาสให้ครึกครื้นแบบนี้อีกคงยาก”
[จบบท]