บทที่ 313: คำเตือนสติ
ผลลัพธ์ก็คือเวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งเดือน พฤติกรรมของลู่ชวนที่ไม่ยอมกลับบ้านและทำตัวไม่น่าไว้วางใจเช่นนี้ ก็ทำให้แม่ลู่และพ่อลู่เริ่มจะทนไม่ไหวขึ้นมาเป็นคู่แรก
สองสามีภรรยาผู้เฒ่าถึงกับดักรอและเข้าสกัดลู่ชวนเอาไว้ที่หน้าประตูบ้าน พ่อลู่จ้องหน้าลูกชายด้วยแววตาจริงจังพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเข้มงวดว่า
"ลูกคิดจะทำอะไรกันแน่ วันๆ เอาแต่ตะลอนๆ วิ่งวุ่นอยู่ข้างนอกแบบนี้ ในใจมีความยั้งคิดมีขอบเขตบ้างมั้ย ลูกเป็นคนมีบ้านมีช่องมีกิจการต้องรับผิดชอบดูแลนะ"
ทางด้านแม่ลู่นั้นยิ่งแล้วใหญ่ หญิงชราเริ่มเปิดฉากบ่นกระปอดกระแปดใส่ลูกชายทันทีด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่น
"ชีวิตความเป็นอยู่ไม่อยากจะรักษาไว้แล้วเหรอ พอมีเงินมีทองขึ้นมาหน่อย ก็ลืมกำพืดตัวเองแล้วใช่ไหมว่าแซ่อะไร"
ปฏิกิริยาตอบโต้แรกสุดของลู่ชวนคือความตื่นตระหนก เขารีบถามกลับไปทันทีด้วยความกังวลใจว่า
"ฟางหยวนเป็นอะไรไปครับ"
หากไม่ใช่เพราะภรรยามีปัญหา แล้วทำไมแม่ถึงพูดเหมือนกับว่าไม่อยากจะมีชีวิตอยู่กันแล้ว ชีวิตของเขา ก็คือฟางหยวนนั่นแหละ แม่ลู่ถลึงตาใส่ลูกชายก่อนจะตอบกลับเสียงแข็ง
"ฟางหยวนสบายดี สบายดีมากๆ ด้วย มีแต่แกนั่นแหละที่เป็นอะไรไป แกมันพวกขาดสติปัญญาหรือยังไง บ้านช่องดีๆ ไม่รู้จักอยู่ เอาแต่วิ่งร่านออกไปข้างนอกทั้งวัน"
ลู่ชวนได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ตราบใดที่ภรรยายังอยู่ดีมีสุข จะให้เขาโดนด่าว่าอะไรก็ยอมได้ทั้งนั้น ชายหนุ่มจึงพยายามอธิบายเหตุผลให้พ่อกับแม่ฟังอย่างใจเย็น
"ผมจะมีปัญหาอะไรได้ล่ะครับ ที่ผมออกไปข้างนอกก็ไปทำงาน พ่อกับแม่อย่าพูดจาซี้ซั้วแบบนี้สิครับ เดี๋ยวฟางหยวนเข้าใจผิดจะทำยังไง"
เขาอุตส่าห์ทุ่มเทวิ่งเต้นเพื่องานเพื่อการสร้างเนื้อสร้างตัว แม้แต่เรื่องกินเหล้าก็ยังต้องหัดดื่มจนเป็น ทั้งหมดนี้ก็เพื่อครอบครัวทั้งนั้น ลู่ชวนรู้สึกน้อยใจอยู่ลึกๆ ที่พ่อแม่ไม่เข้าใจความลำบากของเขา แม่ลู่ยังคงไม่ยอมลดละ นางชี้หน้าลูกชายพร้อมกับเทศนาสั่งสอนชุดใหญ่
"แกเป็นพ่อคนแล้วนะ แกเป็นลูกผู้ชาย หัวหน้าครอบครัว วันๆ ไม่ยอมกลับบ้าน ตัวก็มีแต่กลิ่นเหล้าคลุ้งแบบนี้ แกยังจะกล้าย้อนถามอีกเหรอว่าตัวเองมีปัญหาอะไร"
ลู่ชวนเงยหน้าขึ้นมองพ่อและแม่บังเกิดเกล้าด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าจากการตรากตรำทำงาน เหล้านั้นใช่ว่าจะดื่มแล้วอร่อยเสียเมื่อไหร่
"แต่ว่าผม..."
พ่อลู่เห็นลูกชายจะเถียงจึงรีบพูดขัดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
"ถ้าลูกยังทำตัวเหลวไหลแบบนี้ต่อไป พ่อกับแม่คงไม่มีหน้าจะอยู่สู้หน้าฟางหยวนอีกแล้ว พวกเราจะกลับไปอยู่หมู่บ้าน ยอมลำบาก ยอมจน แต่จะไม่ยอมขายขี้หน้าเพราะเรื่องพรรค์นี้เด็ดขาด"
แม่ลู่เสริมขึ้นมาอย่างตรงไปตรงมาว่า
"หลานชายของฉันก็เหมือนกัน จะให้มาเดินตามรอยพ่อแย่ๆ แบบแกไม่ได้หรอกนะ"
ลู่ชวนถึงกับมึนงงไปหมด เขาไม่เข้าใจว่าสถานการณ์มันเลวร้ายลงขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่
"เดี๋ยวสิครับ นี่ผมทำหน้าที่พ่อได้แย่ถึงขนาดนั้นเลยเหรอ ผมเป็นลูกชายที่ทำให้พ่อแม่ขายหน้าขนาดนั้นเลยหรือไง ฟางหยวนเองก็ยังไม่ได้ว่าอะไรสักคำเลยนะครับ"
พ่อลู่มองหน้าลูกชายพลางถอนหายใจยาวเหยียด
"นิสัยของฟางหยวนเป็นยังไงลูกก็น่าจะรู้ดี ถ้าฟางหยวนถึงขั้นเอ่ยปากพูดออกมาแล้ว เจ้าสอง ลูกคิดว่าตัวเองจะยังเหลือที่ยืนอยู่อีกเหรอ"
คำพูดของพ่อลู่สะท้อนให้เห็นถึงสถานะอันสูงส่งของฟางหยวนในบ้านตระกูลลู่ได้อย่างชัดเจน ความหมายของพ่อลู่ก็คือ อย่ารอให้ลูกสะใภ้ต้องเป็นคนหาเรื่องจับผิดเลย เพราะถ้าถึงวันนั้นเมื่อไหร่ คนที่ต้องรับกรรมหนักก็คือลู่ชวนนั่นเอง ในใจลูกไม่มีความรู้ผิดชอบชั่วดีบ้างเลยหรือไง
แม่ลู่เริ่มตีโพยตีพายออกมาด้วยความอัดอั้นตันใจ
"เป็นเพราะฉันวาสนาไม่ดีเอง ลูกสะใภ้ดีๆ ที่ได้มาถึงมือแล้วกำลังจะหลุดลอยไป แล้วหลานชายของฉันจะทำยังไงกันล่ะทีนี้ เจ้าลูกไม่รักดีเอ๊ย"
ลู่ชวนยืนนิ่งด้วยความงุนงง เขายังไม่ได้ทำอะไรผิดร้ายแรงสักหน่อย แต่ที่บ้านกลับเล่นใหญ่รัชดาลัยเธียเตอร์กันขนาดนี้ ราวกับว่าแม้ไม่มีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้น ก็ต้องขุดคุ้ยหาเรื่องมาดราม่ากันให้ได้สักเรื่อง ชายหนุ่มพยายามอธิบายความจริงอีกครั้งด้วยความอดทน
"มันไม่ใช่แบบที่พ่อกับแม่พูดกันไปเองเลยนะครับ นี่ผมทำไปเพราะงาน พี่ห้ากับฟางหยวนเป็นคนสั่งให้ผมทำด้วยซ้ำ"
ช่วงนี้แม่ลู่ดูเหมือนจะมีอารมณ์ฉุนเฉียวมากขึ้น และอารมณ์เหล่านั้นก็ถูกระบายลงมาที่ตัวลูกชายคนนี้ทั้งหมด
"ถุย! ลูกสะใภ้ฉันบอกให้แกไปทำงาน ไม่ได้บอกให้แกออกไปกินเหล้าเมาหัวราน้ำแบบนี้เสียหน่อย"
ลู่ชวนพยายามข่มอารมณ์และอธิบายเหตุผลอย่างใจเย็นที่สุด
"ถ้าไม่ดื่มเหล้า ไม่พูดคุยสร้างความสัมพันธ์ แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าเป็นคนที่พวกเราต้องการตัวจริงๆ มันก็ต้องมีการเลี้ยงรับรองแขกกันบ้างเป็นธรรมดาครับ"
แม่ลู่แย้งกลับทันควันด้วยตรรกะของคนรุ่นเก่า
"คนที่หาได้จากวงเหล้าเชื่อถือไม่ได้หรอก ทำไมจะหาคนทำงานแบบจริงจังตามปกติไม่ได้ มันเป็นข้ออ้างชัดๆ"
พ่อลู่พยักหน้าเห็นด้วยกับภรรยาทันที คำพูดของยายแก่มันช่างถูกต้องและมีวิสัยทัศน์กว้างไกลจริงๆ เพียงแต่น้ำเสียงที่พูดออกมานั้นฟังดูเหมือนคนกำลังกินน้ำส้มสายชูที่มีรสเปรี้ยวจี๊ดพิกล ลู่ชวนเริ่มจับสังเกตได้ถึงความผิดปกติ จึงเอ่ยถามมารดาด้วยความสงสัย
"แม่ครับ ช่วงนี้แม่ไปขลุกอยู่กับใครมาหรือเปล่า ทำไมผมฟังน้ำเสียงและคำพูดคำจาของแม่แล้วมันดูแปลกๆ ชอบกล"
แม่ลู่รีบตัดบทพลางโบกมือไล่
"แกไม่ต้องมายุ่ง เรื่องฟางหยวนอาจจะเป็นคนใจกว้างไม่คิดอะไรมาก แต่ฉันกับพ่อแกจะคอยจับตาดูแกเอาไว้ อย่าได้ริทำเรื่องนอกลู่นอกทางเชียวนะ"
หากไม่ใช่เพราะฟางหยวนเดินอุ้มลูกออกมาจากห้องพอดี สองผู้เฒ่าคงยังไม่ยอมปล่อยลู่ชวนเข้าบ้านและคงยืนเทศนากันต่ออีกยาว ฟางหยวนอุ้มลูกชายตัวน้อยเดินออกมาจากในบ้าน เธอมองเห็นคนทั้งสามยืนคุยกันอยู่ที่หน้าประตูมาพักใหญ่แล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าคุยเรื่องอะไรกันอยู่
"ทำไมไม่รีบเข้าบ้านกันคะ พวกคุณสามคนพ่อแม่ลูกแอบทำอะไรลับหลังฉันกันอยู่หรือเปล่า แอบกินของอร่อยกันใช่ไหมเนี่ย"
ลู่ชวนรีบขานรับและเดินเข้าไปหาภรรยาทันที
"กำลังจะเข้าบ้านแล้วครับ พ่อกับแม่มีเรื่องจะถามผมนิดหน่อย"
แม่ลู่รีบปรับสีหน้าและน้ำเสียงให้เป็นปกติ ก่อนจะเอ่ยเอาใจลูกสะใภ้
"จะมีของกินอะไรมาแอบกินไม่แบ่งเธอกันล่ะ ฉันกับพ่อแกแค่เห็นว่าเจ้าสองมันกลับบ้านดึก ก็เลยบ่นมันสักสองสามคำเท่านั้นเอง"
ลู่ชวนได้แต่ยิ้มแห้งๆ นี่คงเป็นเพราะไม่อยากให้ลูกสะใภ้ต้องมารับรู้อารมณ์ขุ่นมัวและเกิดความไม่สบายใจ พ่อกับแม่จึงไม่กล้าพูดถึงปัญหาที่พวกท่านกังวลออกมาตรงๆ ต่อหน้าฟางหยวน ชายหนุ่มไม่รู้จริงๆ ว่าควรจะซาบซึ้งใจกับความลำเอียงด้วยความรักอันหาได้ยากยิ่งของแม่ในครั้งนี้ดีหรือไม่
เมื่อกลับเข้ามาในห้องนอน ลู่ชวนก็ตรงเข้าไปอุ้มลูกชายมาหอมแก้มด้วยความรักใคร่เอ็นดู จากนั้นเขาก็หันไปยิ้มร่าให้กับฟางหยวนพลางพูดตัดพ้อทีเล่นทีจริง
"ผมกลับบ้านดึกขนาดนี้ แม่ยังรู้จักเป็นห่วงเป็นใย แล้วทำไมคุณถึงไม่รู้จักกังวล หรือถามไถ่กันบ้างเลยล่ะครับ"
แม่ลู่ที่แอบฟังอยู่ด้านนอกถึงกับหน้าตึงขึ้นมาทันที นี่มันลูกเนรคุณชัดๆ กล้าดียังไงมาโยนความผิดใส่คนอื่น ลูกสะใภ้อย่าไปหลงกลมันนะ หญิงชราได้แต่ชำเลืองมองลู่ชวนด้วยสายตาตำหนิและคิดในใจว่า ทำไมลูกชายตัวดีถึงได้เป็นคนไม่เอาถ่านแบบนี้นะ
ทางด้านฟางหยวนนั้นไม่ได้เก็บเอาคำพูดของสามีมาใส่ใจแม้แต่น้อย เธอตอบกลับไปอย่างเรียบเฉย
"แม่เป็นห่วงกลัวคุณโดนดักปล้น หรือกลัวว่าคุณจะอ่อนแอจนโดนใครรังแกเข้าล่ะคะ"
แม่ลู่มองดูลูกชายอีกครั้งด้วยสายตาหมั่นไส้ ก่อนจะอุ้มหลานชายตัวน้อยเดินออกไปจากห้อง ปล่อยให้สองผัวเมียเขาคุยกันเอง ลูกสะใภ้คนนี้ไม่ใช่คนที่จะมาหลอกกันได้ง่ายๆ หรอกนะ ลู่ชวนเม้มริมฝีปากแน่น รู้สึกใจคอไม่ค่อยดีนัก ภรรยาดูจะไม่ค่อยตื่นเต้นหรือหึงหวงเขาเลยสักนิด
"คุณไม่กลัวว่าผมจะไปเรียนรู้เรื่องแย่ๆ จากข้างนอกมาบ้างเหรอครับ"
ฟางหยวนตอบกลับอย่างมั่นใจ
"คุณไม่เห็นจะกลัวเลย แล้วฉันจะต้องกลัวอะไร คนที่เลวมันคือคุณ ไม่ใช่ฉันสักหน่อย"
คำพูดนี้ฟังดูมีเหตุผล แต่ก็เหมือนจะไม่มีเหตุผล มันไม่ใช่ตรรกะที่จะเอามาพูดแบบนี้เสียหน่อย ลู่ชวนแทบจะสำลักความอัดอั้นจนพูดไม่ออก ชายหนุ่มพยายามเรียกร้องความสนใจอีกครั้ง
"เราเป็นสามีภรรยากันนะ คุณน่าจะห่วงใยผมบ้างสิ ฟางหยวน ผมจะบอกให้นะ คุณควรจะใส่ใจผมให้มากกว่านี้หน่อย พ่อกับแม่ยังรู้จักกังวลแทนคุณเลย แล้วทำไมคุณถึงไม่คิดเผื่อบ้าง"
ฟางหยวนยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง
"ดังนั้นคุณไม่ต้องกังวลหรอกค่ะ ถ้าคุณเสียคนตรงไหน ฉันก็จะดัดนิสัยคุณให้กลับมาดีเหมือนเดิมเอง วางใจเถอะ ฉันยังคงใส่ใจคุณมากๆ แล้วก็จะลงแรงมากๆ ด้วยเหมือนกัน"
ลู่ชวนถึงกับมุมปากกระตุกเมื่อได้ยินคำว่า 'ลงแรง'
"ผมยังดีอยู่ครับ คุณใช้คำได้น่ากลัวจัง ผมรู้สึกเจ็บตัวล่วงหน้าเลย"
ฟางหยวนย้ำเจตนารมณ์
"เพราะงั้นคุณก็ต้องทำตัวดีๆ อย่าไปริอ่านทำตัวเหลวไหล ลู่หม่านอี้ของพวกเราจะต้องไม่โดนรังแก และจะต้องไม่กำพร้าพ่อค่ะ"
ลู่ชวนฟังแล้วรู้สึกว่าปัญหามันชักจะดูรุนแรงเกินเหตุ คำว่า 'ไม่มีพ่อ' นี่เอามาพูดเล่นกันได้ง่ายๆ อย่างนี้เลยเหรอ
"ผมจะตั้งใจทำตัวดีแน่นอนครับ ครอบครัวเราจะต้องอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาสมบูรณ์พูนสุข"
ฟางหยวนพยักหน้า
"มันก็ควรจะเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว อย่าทำให้ฉันต้องลำบากใจ เข้าใจไหมคะ"
แน่นอนว่าเขาเข้าใจดี ถ้าทำให้เธอต้องลำบากใจ ลูกชายคงได้กำพร้าพ่อจริงๆ นี่มันคือคำขู่ชัดๆ ลู่ชวนรีบเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อลดความตึงเครียด
"จริงสิ ช่วงนี้แม่ไปเดินเล่นแถวไหนมาครับ ทำไมฟังน้ำเสียงและคำพูดคำจาดูเปลี่ยนไปจัง"
ฟางหยวนเล่าที่มาที่ไปให้ฟัง
"แม่ไปเจอคุณป้าคนหนึ่งที่สวนสาธารณะ แกเพิ่งจะหย่าร้างกับสามีมา ฉันฟังดูน้ำเสียงของแม่ช่วงนี้เลยออกจะเปรี้ยวๆ เข็ดฟันเหมือนคนกินน้ำส้มสายชูอยู่ตลอดเวลา"
ลู่ชวนคิดในใจว่านี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน มิน่าล่ะ พอเขาอ้าปากพูดอะไร แม่ก็สวมวิญญาณคนเกลียดผู้ชายเจ้าชู้ทันที ล้วนแต่เป็นถ้อยคำด่าทอพวกผู้ชายหลายใจทั้งนั้น
"ถ้าอย่างนั้นให้แม่เปลี่ยนที่เดินเล่นดีไหมครับ"
ฟางหยวนกลับมองต่างมุม
"ก็ให้แม่ไปดูเยอะๆ สิ จะได้เพิ่มพูนประสบการณ์ไง"
ประสบการณ์แบบนั้นไม่จำเป็นต้องมีก็ได้มั้ง ลู่ชวนรีบแย้ง
"ผมกลัวว่าถ้านานไป พ่อจะรับไม่ไหวเอานะสิครับ ตอนนี้แม่มองใครๆ ก็เห็นเป็นเฉินซื่อเหมยไปหมดแล้ว"
ความคิดของฟางหยวนกับลู่ชวนนั้นไม่เคยจะอยู่บนเส้นขนานเดียวกันเลยจริงๆ เธอเสนอไอเดียขึ้นมาว่า
"ฉันเห็นแม่ดูอินกับเรื่องนี้มาก หรือว่าพวกเราจะไปช่วยแม่จัดการเจ้าเฉินซื่อเหมยคนนั้นดีไหมคะ"
ลู่ชวนรีบห้ามทัพทันที
"อย่าเลย อย่าเชียวนะครับ เรื่องบ้านคนอื่นเราไม่ควรเข้าไปยุ่งย่าม ดูแลเรื่องบ้านเราให้ดีก็พอแล้ว คุณช่วยหันมาสนใจผมเถอะ ความมีน้ำใจชอบช่วยเหลือคนอื่นไม่ต้องเอาไปใช้ตรงนั้นหรอกครับ"
ฟางหยวนพยักหน้าเห็นด้วย
"พูดมาก็ถูก หวังดีอาจจะได้ร้ายตอบก็ได้ อีกอย่างนะ แค่กวาดหิมะหน้าบ้านตัวเองก็เหนื่อยแล้ว ฉันเองก็ไม่ใช่คนประเภทชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้านขนาดนั้น"
ลู่ชวนบ่นพึมพำออกมาประโยคหนึ่ง
"แม่นี่ก็แปลก ทำไมอะไรๆ ก็เรียนรู้ไปหมด แล้วยังเอามาโยงเข้ากับลูกชายตัวเองอีก นี่มันหลุมพรางชัดๆ หลุมพรางสำหรับดักลูกชายโดยเฉพาะเลย"
ฟางหยวนอดขำไม่ได้
"เรื่องที่แม่ไปฟังมานั่นก็ถือว่าเป็นการเตือนสติคุณไปในตัว ก็ดีแล้วนี่คะ"
จะว่าไปแล้ว ถ้าลู่ชวนคิดจะควบคุมแม่ลู่ให้อยู่หมัด มันง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือเสียอีก
มีอยู่วันหนึ่งที่ว่างเว้นจากงาน ลู่ชวนก็แกล้งเปรยๆ ขึ้นมาว่า "เจ้าหม่านอี้นี่ฉลาดจริงๆ นะครับ เห็นใครทำอะไรก็เลียนแบบได้หมด เห็นอะไรก็จำแม่นเชียว"
เพียงแค่นั้น แม่ลู่ก็เลิกไปที่สวนสาธารณะแห่งนั้นทันที เพราะกลัวว่าหลานชายสุดที่รักจะไปซึมซับเอาความขุ่นข้องหมองใจของผู้ใหญ่กลับมา เด็กยังเล็กนัก ถ้าจำเรื่องไม่ดีไปคงจะไม่ใช่เรื่องดี
ในเรื่องนี้ต้องยอมรับเลยว่าแม่ลู่มีอุดมการณ์ที่แน่วแน่มาก อะไรที่เกี่ยวกับลู่หม่านอี้จะต้องมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ
[จบบท]