บทที่ 372: คนหาเรื่อง
ทางด้านพ่อติงได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างหนักใจ แม้การคบหาสมาคมกับเพื่อนฝูงจะเป็นเรื่องดี แต่มันก็ไม่จำเป็นต้องไปเลียนแบบพฤติกรรมของอีกฝ่ายมาทุกระเบียดนิ้วก็ได้ สมาชิกในครอบครัวต่างก็รู้สึกไม่ชินกับการเปลี่ยนแปลงแบบนี้เอาเสียเลย
ขณะเดียวกันทางฝั่งแม่ลู่ การจะก้าวออกมาจากร่มเงาอิทธิพลของลูกชายคนโตและลูกสะใภ้ใหญ่นับว่าเป็นเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ เพราะฟางซื่อหู่ได้พาภรรยาคนใหม่เดินทางเข้ามาในตัวเมืองมณฑลพอดี
ด้วยเหตุที่แม่ลู่อยู่ในฐานะญาติผู้ใหญ่ฝ่ายชายที่อาศัยอยู่ในเมืองมณฑล จึงจำเป็นต้องวางตัวให้สมฐานะและคอยต้อนรับแขกที่มาเยือนอย่างเต็มที่ ทว่าแขกผู้มาเยือนคราวนี้กลับรับมือยากกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก สถานการณ์นี้ดึงเอาความหนักใจของแม่ลู่ออกมาทั้งหมด
ผลลัพธ์ที่ออกมากลับไม่ค่อยน่าพอใจนัก เพราะการต้องรับมือและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับพี่สะใภ้สี่ตระกูลฟางคนนี้ จำเป็นต้องอาศัยเทคนิคแพรวพราวบวกกับประสบการณ์สู้รบปรบมือที่โชกโชนพอสมควร
แม่ลู่จำต้องยอมรับความจริงอย่างจำนนว่า ตัวเองไม่อาจก้าวขึ้นสู่สนามรบนี้ได้เลยแม้แต่น้อย เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสะใภ้ดองคนใหม่คนนี้ เธอกลับไม่มีเขี้ยวเล็บหรือพิษสงใดไปต่อกรด้วยได้เลยแม้แต่ครึ่งกระบวนท่า
เมื่อประเมินสถานการณ์แล้วว่าคงรับมือไม่ไหว แม่ลู่จึงได้แต่อาศัยจังหวะค่อยๆ หลบฉากออกมาอย่างเงียบเชียบ แล้วหันไปขลุกอยู่กับแม่ติงเพื่อช่วยกันหมักผักดองเสียยังจะดีกว่า ซึ่งการกระทำแบบนี้ยังช่วยตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของแม่ติงไปในตัวด้วย
เรื่องราวตื้นลึกหนาบางภายในครอบครัวถูกขุดคุ้ยออกมาคุยจนแทบหมดไส้หมดพุง โดยที่แม่ลู่เองก็ยังมึนงงและไม่ทันรู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่า ตัวเองเผลอหลุดปากเล่าเรื่องพวกนั้นออกไปตั้งแต่เมื่อไหร่
ขนาดแม่สามียังต้องยอมถอยห่างออกมาถึงสามก้าว มีหรือที่ฟางหยวนจะไม่รู้สึกเดือดดาล เป็นไปได้อย่างไรที่คนพวกนี้จะแยกแยะไม่ออกว่าใครเป็นใคร แถมยังกล้าเข้ามาสร้างความวุ่นวายก่อเรื่องถึงในบ้านของเธอแบบนี้
สำหรับฟางหยวนแล้ว เธอไม่ได้มีความเกรงกลัวต่อพี่สะใภ้สี่คนนี้เลยแม้แต่น้อย เธอจึงพูดขึ้น
“เห็นว่าข้าวของในบ้านฉันดีแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์หรอกนะ อยากได้ก็ให้สามีพี่ไปหาเงินซื้อมาให้สิ”
ต่อให้เห็นว่าเครื่องซักผ้าที่บ้านของเธอใช้งานได้ดีวิเศษแค่ไหนมันก็เปล่าประโยชน์ ของของเธอย่อมเป็นของเธออยู่วันยังค่ำ ไม่ว่าจะดีแค่ไหนมันก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพี่สะใภ้สี่เลยแม้แต่น้อย อย่าได้ริอ่านมาคิดหมายปองเสียจะดีกว่า
เมื่ออีกฝ่ายพร่ำบ่นว่างานในเมืองมณฑลนั้นช่างดีแสนดี ไม่อยากกลับไปทนลำบากตรากตรำอยู่บ้านนอกอีก ฟางหยวนจึงหันไปพูดตอกย้ำกับพี่ชายคนที่สี่ของตัวเองบ้าง
“พี่ไปคว้าใครมาทำเมียเนี่ย ดูสิ ขนาดเมียตัวเองแท้ๆ ยังดูถูกพี่เลย”
ทางด้านพี่สะใภ้สี่ตระกูลฟางคาดไม่ถึงเลยว่า คนเป็นน้องสามีจะกล้าพูดยุแยงตะแคงรั่วสั่นคลอนความสัมพันธ์สามีภรรยาของพวกเขาได้ถึงขนาดนี้ นี่ไม่กลัวเลยหรือไงว่าถ้าเธอเกิดโมโหขึ้นมาจริงๆ แล้วจะขอหย่ากับฟางซื่อหู่ไป
เอาเถอะ ถ้าจัดการเรื่องนี้ได้ไม่ดี ดีไม่ดีผัวเมียคู่นี้อาจจะได้หย่ากันจริงๆ ก็เป็นได้ ทักษะการยุแยงของน้องสามีคนนี้ช่างร้ายกาจไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
แล้วถามว่าคนอย่างฟางหยวนจะรู้สึกกลัวบ้างไหม คำตอบคือไม่กลัวอย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้นเธอจะกล้าพูดจาฉะฉานแบบนี้ออกมาได้อย่างไร อีกทั้งเธอยังมองทะลุปรุโปร่งไปถึงตับไตไส้พุงแล้วว่า พี่สะใภ้สี่คนนี้เป็นคนประเภทไหน ไม่มีทางที่จะหนีไปไหนรอดหรอก
เมื่อพี่สะใภ้สี่ถูกจับจุดอ่อนเอาไว้ได้แบบนี้ ก็ไม่กล้าแสดงฤทธิ์เดชอะไรออกมาอีก บ้านของน้องสามีแห่งนี้จึงไม่ใช่สถานที่ที่เธอจะสามารถอาศัยอยู่ต่อไปได้อีกแล้ว เพราะฟางหยวนไม่มีทางยอมลงให้หรือตามใจเธอในเรื่องพรรค์นี้แน่นอน
ความจริงคนคนนี้ก็ไม่ได้มาดีตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ที่ถ่อสังขารมาถึงนี่ก็เพื่อจะมาหาเรื่องจับผิด โดยตั้งใจจะเอาเรื่องขุ่นข้องหมองใจในงานแต่งงานคราวนั้นมาพูดกระทบกระเทียบเปรียบเปรยกับฟางหยวน แต่ผลลัพธ์กลับตาลปัตร
เมื่อน้องสามีกลับไม่ได้ให้ราคาตัวเธอเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังไม่ได้ให้เกียรติสามีของเธอด้วย เพราะถ้าหากให้เกียรติกันจริง ก็คงไม่กล้าลงมือจัดการอย่างไม่ไว้หน้าอินทร์หน้าพรหมแบบนี้
พี่สะใภ้สี่จึงหันไปกระซิบกระซาบกับฟางซื่อหู่ผู้เป็นสามี โดยเป่าหูว่าน้องสาวไม่ได้เห็นหัวพี่ชายคนนี้เลยแม้แต่นิดเดียว ซึ่งในใจเธอก็คิดสะระตะเอาไว้แล้วว่า ในวันข้างหน้าเธอควรหลีกเลี่ยงและไม่ไปตอแยกับคนคนนี้เสียจะดีกว่า
ฟางซื่อหู่ได้แต่ยิ้มร่าทำเป็นทองไม่รู้ร้อน แสร้งทำเป็นมองไม่เห็นเจตนาของภรรยา แม้ฟางหยวนจะไม่เห็นหัวเขา แต่มันก็ต้องดูด้วยว่าเป็นเรื่องอะไรและเวลาไหน ซึ่งเรื่องนี้เขารู้ตื้นลึกหนาบางอยู่แก่ใจดี
เมื่อทางฝั่งบ้านของฟางหยวนนั้นตอแยยาก สองสามีภรรยาจึงพากันระเห็จไปขอพักอาศัยอยู่ทางฝั่งของฟางอู่หู่แทน ซึ่งก็ใช่ว่าจะไม่มีที่ซุกหัวนอนเสียเมื่อไหร่
เมื่อพี่สะใภ้สี่เดินทางมาถึงบ้านของฟางอู่หู่ ก็วาดหวังว่าจะวางมาดแสดงอำนาจบาตรใหญ่ในฐานะพี่สะใภ้ แต่ติงหมิ่นกลับไม่มีเวลาว่างมาสนใจไยดีเธอเลยแม้แต่น้อย
ขนาดตัวติงหมิ่นเองยังต้องฝากท้องไว้กับโรงอาหารของหน่วยงาน ส่วนข้าวสารอาหารแห้ง เครื่องปรุงรสต่างๆ ที่มีในบ้าน ก็ปล่อยให้แขกจัดการหุงหาทำกินกันเอาเองตามสบาย ส่วนเรื่องที่จะให้มาคอยปรนนิบัติในฐานะน้องสะใภ้นั้น ต้องขอเสียใจด้วยจริงๆ เพราะเธอไม่มีเวลาว่างมารับการสั่งสอน
ติงหมิ่นเป็นคนมองโลกในแง่ดีและปล่อยวางได้มากทีเดียว อย่างไรคนพวกนี้ก็คงไม่สามารถรั้งอยู่ที่เมืองมณฑลได้ตลอดไป บ้านหลังนี้ก็ยังคงเป็นบ้านของเธออยู่วันยังค่ำ ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่อาจมาชุบมือเปิบแย่งชิงไปเป็นของตัวเองได้
ภายในบ้านจึงเหลือแค่คู่สามีภรรยาฟางซื่อหู่กับฟางอู่หู่เพียงลำพัง สะใภ้ใหม่คนนี้คิดอยากจะวางก้ามข่มน้องสามี แต่ก็ต้องดูตาม้าตาเรือด้วยว่าฟางอู่หู่จะเล่นด้วยหรือไม่
ฟางอู่หู่ไม่สบอารมณ์ที่จะมองหน้าคนคนนี้อยู่แล้ว จึงแสดงสีหน้าบึ้งตึงใส่
แต่น่าเสียดายที่คนคนนี้กลับฉลาดขึ้นมาบ้างแล้ว เธอรู้ตัวดีว่าหากทำให้ทางฝั่งนี้โกรธเคืองขึ้นมาอีก ก็คงไม่มีที่ให้ซุกหัวนอนอีกต่อไป
พี่สะใภ้สี่จึงเลิกแสดงท่าทีปั้นปึ่ง เปลี่ยนมาเป็นพะเน้าพะนอยกยอปอปั้นน้องสามีคนนี้แทน พร้อมกันนั้นก็ถือโอกาสพูดเหน็บแนมฟางหยวนไปด้วยในตัว ทางด้านฟางซื่อหู่ก็ได้แต่นั่งมองเรื่องสนุกอยู่ข้างๆ อย่างบันเทิงใจ
ฟางซื่อหู่ช่างเป็นคนไม่เอาไหนเสียจริงๆ ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าความสัมพันธ์ระหว่างฟางอู่หู่กับฟางหยวนนั้นแน่นแฟ้นแค่ไหน แต่เขากลับปล่อยให้เมียตัวเองมานั่งยุแยงให้พี่น้องแตกคอกันอยู่ได้
ฟางอู่หู่แอบก่นด่าพี่ชายคนที่สี่คนนี้ นี่มันใช่ทัศนคติของคนที่จะมีเมียมีครอบครัวแล้วจริงๆ หรือ
พี่สะใภ้สี่พูดขึ้น
“น้องห้า ยังไงฟางหยวนก็เป็นลูกสาวที่ต้องแต่งออกไปใช้นามสกุลคนอื่น พวกพี่น้องผู้ชายอย่างเราสิถึงจะเป็นครอบครัวเดียวกันของจริง วันข้างหน้าลูกหลานพวกเราก็ต้องไปไหว้บรรพบุรุษหลุมเดียวกันนะ”
หากจะว่ากันตามเนื้อผ้าแล้ว คำพูดของเธอไม่ได้มีส่วนไหนที่ผิดไปจากความจริงเลยแม้แต่น้อย นับว่าเป็นคำพูดที่ซื่อตรงและจริงใจที่สุด
แต่ฟางอู่หู่ที่กำลังนึกอยากจะพลิกโต๊ะอาละวาดไล่ตะเพิดคนคนนี้ออกไปให้พ้นหูพ้นตาอยู่แล้ว จึงสวนกลับไป
“นี่พี่แช่งให้พ่อกับแม่ฉันรีบตายไปงั้นเหรอ”
สะใภ้ใหม่หน้าเจื่อนทำตัวไม่ถูก เธอไม่ได้มีเจตนาแบบนั้นจริงๆ เพียงแค่ต้องการสื่อว่าพี่น้องผู้ชายมีสายเลือดเดียวกันที่ตัดไม่ขาด แต่ฟางอู่หู่กลับไม่ได้ตีความไปทางนั้น
ฟางซื่อหู่ที่นั่งดูเรื่องตลกจนหนำใจแล้ว จึงได้ฤกษ์เปิดปากพูดขึ้นบ้าง
“ฉันฟังออกนะว่าพี่สะใภ้แกไม่ได้หมายความแบบนั้น อุตส่าห์พูดจายกยอแล้วยังจะไม่ชอบใจอีก จะหาเรื่องกันหรือไง”
ฟางอู่หู่จึงยังไม่กล้าที่จะแตกหักโพล่งออกมาตรงๆ
ความหน้าหนาหน้าทนของฟางซื่อหู่นั้น เมื่อกำเริบขึ้นมาก็นับว่าร้ายกาจกว่าผู้หญิงคนนี้เสียอีก ซึ่งเรื่องนี้ฟางอู่หู่ย่อมรู้อยู่แก่ใจดีที่สุด
ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยให้สองผัวเมียคู่นี้ครองบ้านบ้าบอกันไปตามสบายเถอะ
อีกทั้งฟางซื่อหู่ยังทำเรื่องที่ถูกต้องอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือการทำให้เมียใหม่ของตัวเองได้รับรู้ว่า นิสัยใจคอของฟางอู่หู่และฟางหยวนเป็นอย่างไร เพื่อที่จะได้ไม่ต้องไปตอแยให้มากความ เพราะเธอไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเขา
ในเมื่อไล่ก็ไม่ไป แถมยังทำตัวเป็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญ ฟางอู่หู่จึงตัดสินใจหลบฉากตามภรรยาออกไปบ้าง อย่างมากเขาก็แค่ไปฝากท้องกินข้าวที่บ้านของฟางหยวนแทน เพราะปกติที่บ้านของเขาก็ไม่ค่อยได้จุดเตาทำอาหารกินเองอยู่แล้ว
แต่ครั้งนี้การจะไปบ้านของฟางหยวนดูจะไม่เหมาะเท่าไหร่นัก เพราะคุณป้าดองก็รับรู้เรื่องความวุ่นวายพวกนี้อยู่แล้ว โบราณว่าไว้ไฟในอย่านำออกไฟนอกอย่านำเข้า เรื่องน่าอับอายในครอบครัวไม่ควรแพร่งพรายให้คนนอกได้รับรู้
ฟางอู่หู่ไตร่ตรองดูแล้ว จึงตัดสินใจหอบผ้าหอบผ่อนหนีไปพักพิงอยู่ที่บ้านแม่ยายแบบถาวรเสียเลย เพราะแม่ยายของเขาเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูงและไม่ค่อยลงมายุ่งวุ่นวายกับเรื่องจุกจิกกวนใจพวกนี้
ฟางอู่หู่จึงเข้าไปอาศัยอยู่บ้านพ่อตาแม่ยายอย่างเงียบๆ เป็นเวลาสองวันแล้ว ทางด้านแม่ติงได้แต่เฝ้ามองดูอยู่ห่างๆ อย่างเย็นชา พลางนึกสงสัยว่าลูกเขยคนนี้กินยาผิดสำแดงมาหรืออย่างไร ทำไมถึงได้หอบข้าวของมานอนค้างอ้างแรมอยู่ที่นี่ได้
เมื่อลับหลังลูกเขย เธอจึงหันไปถามสามีคู่ทุกข์คู่ยากของตัวเอง
“ลูกเขยคนนี้กินยาผิดซองมา หรือว่าจู่ๆ เกิดซาบซึ้งในความหวังดีของฉันขึ้นมากันนะ ถึงได้ย้ายสำมะโนครัวมาอยู่ยาวแบบนี้”
เมื่อมีตัวเลือกให้แค่สองข้อ พ่อติงจึงฟันธงตัดสินใจแทนลูกเขยไป
“สงสัยจะกินยาผิดซองนั่นแหละ”
แม่ติงเชิดหน้าขึ้นสูงด้วยความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ก่อนจะเปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงถือดี
“อย่าได้คิดเชียวนะว่าทำตัวแบบนี้แล้วจะทำให้ฉันประทับใจได้”
ในสายตาแม่ติง การกระทำของลูกเขยเป็นเพียงการพยายามเข้ามาเอาอกเอาใจ เพื่อให้รู้ซึ้งถึงความดีงามของแม่ยายอย่างเธอ และเพื่อให้เห็นว่าการมีแม่ยายเป็นถึงอาจารย์นั้นเป็นเรื่องที่ประเสริฐแค่ไหน
พ่อติงได้แต่ชำเลืองมองภรรยาคู่ชีวิตของตัวเอง พลางนึกค่อนขอดว่า ลูกเขยมันหลอกล่อเอาลูกสาวของเธอไปจนหมดใจแล้ว มันจะยังต้องการมาทำให้เธอประทับใจหาพระแสงอะไรอีก เว้นเสียแต่มันจะมาปล้นนั่นแหละ ฝันกลางวันไปเถอะ
แต่ถึงอย่างนั้น การจะรู้ถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของการมาเยือนของลูกเขย ก็จำเป็นต้องอาศัยศิลปะในการสอบถามแบบอ้อมค้อมแยบยลเสียหน่อย ดังนั้นพ่อติงจึงเดินเข้าไปชวนลูกเขยคุย
“ช่วงนี้ติงหมิ่นงานยุ่งไหม”
พ่อติงคาดเดาเอาเองว่า ลูกเขยอาจจะไม่พอใจที่ลูกสาวตัวเองบ้างานจนเกินเหตุ จึงถ่อมาฟ้องพ่อตาแม่ยายถึงที่นี่
ฟางอู่หู่จึงตอบกลับไป
“ยุ่งจริงๆ ครับ ติงหมิ่นบอกว่าทุกปีพอถึงช่วงนี้ลากยาวไปจนถึงตรุษจีนงานจะยุ่งมาก แต่คุณพ่อวางใจเถอะครับ ผมเอาข้าวเช้าไปส่งให้ติงหมิ่นถึงที่เลย เห็นเธอแต่งตัวอบอุ่นดี รองเท้าผมก็เตรียมแบบหนาๆ ไปทิ้งไว้ที่ทำงานให้เปลี่ยนตั้งสองคู่ ต่อให้ต้องไปช่วยเพื่อนร่วมงานออกเวรนอกสถานที่ ก็รับรองว่าไม่หนาวแน่นอนครับ”
พ่อติงพยักหน้าตอบรับด้วยความพอใจ ฟังดูแล้วก็ไม่น่าจะใช่เรื่องผัวเมียทะเลาะเบาะแว้งกัน แถมลูกเขยยังใส่ใจดูแลลูกสาวของเขาอย่างละเอียดลออดีเสียด้วยซ้ำ นับว่าเป็นลูกเขยที่ใช้ได้ทีเดียว
เมื่อเห็นว่าพูดอ้อมค้อมไปมาเสียตั้งนาน พ่อติงจึงตัดสินใจถามเข้าประเด็นไปตรงๆ
“เจอเรื่องลำบากใจอะไรหรือเปล่า มีอะไรก็บอกพ่อได้นะ”
ความหมายโดยนัยคือ หากมีเรื่องอะไรที่พอจะช่วยจัดการให้ได้ พ่อตาก็ยินดีจะยื่นมือเข้าช่วยเสมอ
ฟางอู่หู่ฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟัน ใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มสดใส
“ขอบคุณครับคุณพ่อ ผมไม่ใช่คนขี้เกรงใจอยู่แล้ว คุณพ่อวางใจได้เลยครับ ถ้ามีเรื่องอะไรต้องรบกวน ผมต้องเอ่ยปากขอความช่วยเหลือแน่นอนครับ”
[จบบท]