บทที่ 5: ร้อยบวกสองร้อยห้า
ฟางหยวนเพียงคนเดียวก็สามารถรับมือได้กับคนทั้งห้อง เธอชี้หน้าด่ากราดไปที่จมูกของหลี่เหมิงอย่างไม่เกรงกลัว
“เธอนั่นแหละ ฉันกำลังพูดถึงเธอนั่นแหละ จำเป็นที่ฉันต้องขุดเรื่องเน่าเฟะของเธอขึ้นมาประจานไหม ถามหน่อยเถอะว่าตัวเธอเองบริสุทธิ์ผุดผ่องนักหรือไง เธอเคยเห็นหญิงสาวดีๆ ที่ไหนเขาอุ้มท้องโย้บุกมาหาผู้ชายในวันแต่งงานของคนอื่นบ้าง อยากให้ฉันออกไปตะโกนป่าวประกาศเรื่องงามหน้าพวกนี้ข้างนอกไหมล่ะ”
หลี่เหมิงหุบปากเงียบกริบทันที เธอยังต้องการรักษาหน้าตาของตัวเองอยู่เหมือนกัน หากเรื่องนี้กลายเป็นขี้ปากชาวบ้านจนลือกันไปทั่วหมู่บ้าน หน้าตาของเธอคงดูไม่ได้แน่ๆ ใครจะไปคิดว่าผู้หญิงคนนี้จะปากคอร้ายกาจและดุดันได้ถึงขนาดนี้
ฟางหยวนหันขวับไปทางลู่เหล่าต้าที่ยืนอยู่ข้างหลี่เหมิง แล้วสาดคำด่าใส่ทั้งคู่เป็นชุดอย่างไม่ไว้หน้า
“อุตส่าห์ไว้หน้าให้แล้ว ก็หัดรับไว้ซะบ้าง บอกให้หุบปาก ก็ช่วยสงบปากสงบคำหน่อย เป็นยังไง คิดว่าฉันเป็นคนหัวอ่อนพูดง่าย จะไม่กล้าออกไปลากคนข้างนอกมาช่วยตัดสินหาความยุติธรรมหรือไง”
เธอหันกลับมามองหลี่เหมิงด้วยสายตาที่แสดงความรังเกียจอย่างปิดไม่มิด แล้วถ่มน้ำลายลงพื้น
“ถุย! ลูกชายคนโตตามกฎมณเฑียรบาลของเธอเนี่ยนะ ไม่นึกรังเกียจของที่มันน่าขายขี้หน้าบ้างเลยหรือไง”
ริมฝีปากของหลี่เหมิงเม้มเข้าหากันจนแน่นสนิท หากเรื่องบัดสีนี้แพร่งพรายออกไป วันข้างหน้าเธอคงไม่มีหน้าจะเงยขึ้นมามองใครในหมู่บ้านนี้ได้อีกแล้ว
เมื่อจนตรอก หลี่เหมิงจึงหันไปเกาะแขนลู่เฟิงแล้วทำท่าทางอ่อนแอราวกับดอกไม้ขาวผู้บริสุทธิ์ที่กำลังถูกรังแก ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“พี่เฟิงคะ เพื่อพี่แล้ว ฉันยอมทนทุกข์ทรมานได้ทุกอย่างค่ะ”
สีหน้าของลู่เฟิงดำทะมึนลงทันตาเห็น ใครใช้ให้เธอมาทนทุกข์ทรมานกัน เขาเองก็รู้สึกขายหน้าจะแย่อยู่แล้ว ผู้หญิงคนนี้ตอนแรกหายหัวไปไหนมา พอถอนหมั้นกันไปแล้วทำไมถึงเพิ่งจะโผล่หัวกลับมาตอนนี้
คำสารภาพรักอันซาบซึ้งตรึงใจของหลี่เหมิง สิ่งที่ได้รับกลับมาคือแผ่นหลังที่หันหนีของลู่เฟิง ไม่มีความเข้าใจ ไม่มีความห่วงใยใดๆ ทั้งสิ้น ดูเหมือนว่าหนทางสู่อนาคตที่มั่งคั่งร่ำรวยของเธอจะเต็มไปด้วยขวากหนามเสียแล้ว
ฟางหยวนไม่สนใจดราม่าตรงหน้า เธอประกาศจุดยืนของตัวเองเสียงดังฟังชัด
“ห้องหอห้องนี้ฉันตั้งใจสละให้พ่อกับแม่อยู่ ถ้าลู่เหล่าต้าจะมาเสนอหน้าอยู่ที่นี่ ก็ต้องจ่ายเงินชดเชยมาให้ฉัน”
ถ้าไม่ได้กำไร ฟางหยวนก็ไม่เสียเวลามาเปลืองน้ำลายคุยกับคนพวกนี้หรอก คนตระกูลฟางนอกจากจะไม่ยอมเสียเปรียบใครแล้ว ยังเป็นพวกหน้าเงินตัวยงอีกด้วย ลองไปสืบดูที่ในตำบลสิ ใครๆ เขาก็รู้กิตติศัพท์นี้กันทั้งนั้น
พ่อลู่ลองไตร่ตรองเรื่องนี้ดูแล้ว ก็รู้สึกว่ามีเหตุผลอยู่เหมือนกัน ฟางหยวนแม่หนูคนนี้ถึงจะทำอะไรดูบ้าระห่ำไปบ้าง แต่จิตใจก็เที่ยงตรงใช้ได้ ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ก็ยังอุตส่าห์นึกถึงพ่อแม่
ลูกชายก็ลูกในไส้ทั้งนั้น การจะแยกบ้านก็ต้องให้เกิดความยุติธรรมถึงจะถูก
พ่อลู่สูบกล้องยาสูบที่ยาหมดไปตั้งนานแล้วดังพ่นควันทิพย์ ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่ง
“ที่ฟางหยวนพูดมาก็ถูก แต่ว่าที่บ้านเราไม่มีเงินเหลือแล้ว เงินทองที่มีก็เอาไปใช้จัดงานแต่งให้เธอจนหมดแล้ว”
นี่คือคำพูดตามแบบฉบับของคนจนตรอกอย่างแท้จริง
ฟางหยวนไม่ได้เกรงกลัวความจนของตระกูลลู่แต่อย่างใด ทรัพย์สมบัติที่มีอยู่เพียงหยิบมือของตระกูลลู่นั้น ก่อนที่เธอจะแต่งเข้ามาเธอก็รู้ตื้นลึกหนาบางมาเกือบหมดแล้ว คนที่เธอตั้งใจจะรีดไถจนหมดตัวไม่ใช่ตระกูลลู่เสียหน่อย
เธอชี้นิ้วไปที่หลี่เหมิงอย่างรู้ทัน
“พวกคุณไม่มี แต่เธอมีนี่นา เธออุตส่าห์แบกท้องโตเดินทางไกลมาหาผู้ชายคนเดียวได้ขนาดนี้ ในมือต้องมีเงินติดตัวมาแน่นอน”
ผู้หญิงที่ไม่มีเงินไม่มีทางทำตัวอ้อนแอ้นเจ้าสำอางได้ขนาดนี้หรอก ดูจากผ้าห่มผืนใหม่ ไหนจะแก้วน้ำเคลือบใบใหม่เอี่ยมที่แขวนอยู่บนห่อสัมภาระนั่นอีก กวาดตามองปราดเดียว ฟางหยวนก็รู้ทันทีว่าแม่นี่เป็นคนมีเงิน
หลี่เหมิงรีบเอามือกุมกระเป๋าเงินของตัวเองโดยสัญชาตญาณ เธอโกรธจนแทบจะหน้ามืดตามัว ผู้หญิงคนนี้มันช่างเลวร้ายจริงๆ กล้าดียังไงมาเพ่งเล็งเงินของเธอ
“ฝันไปเถอะ นังผู้หญิงบ้า นี่เธอคิดจะปล้นกันหรือไง เธอมีสิทธิ์อะไรมาเอาเงินของฉัน”
ฟางหยวนตอกกลับทันควัน
“ปล้นเงิน กับปล้นผัวชาวบ้าน โทษฐานอันไหนมันหนักกว่ากัน? อีกอย่างนะ ฉันกำลังเปิดโอกาสให้เธอใช้เงินไถ่ตัวผู้ชายคนนี้อยู่นะ ผู้ชายคนนี้เพิ่งจะเข้าพิธีแต่งงานกับฉันหมาดๆ ทำไม คิดว่าจะชุบมือเปิบแย่งไปได้ฟรีๆ หรือไง”
ไม่ต้องเสแสร้งแกล้งทำ ท่าทางของฟางหยวนตอนนี้ดูเหมือนโจรภูเขาผู้เหี้ยมโหดอย่างสมบูรณ์แบบ
การกระทำของเธอเล่นเอาทั้งพ่อลู่และแม่ลู่ถึงกับตกตะลึงจนตาค้าง นี่พวกเขารับสะใภ้แบบไหนเข้าบ้านมากันแน่ แม่ลู่ได้แต่คิดในใจว่า ฟางหยวนคนนี้เป็นคนที่เธอไม่ควรไปกระตุกหนวดเสือด้วยเด็ดขาด
ความรู้สึกของลู่เฟิงในตอนนี้คือ เขาเองก็ไม่ได้มีค่าดั่งทองคำอะไรขนาดนั้น เพิ่งจะแต่งงานกันแท้ๆ ผู้หญิงคนนี้กลับคิดจะขายเขาแลกเงินเสียแล้ว
เขาปรายตามองฟางหยวนแวบหนึ่ง แล้วก็รีบสะบัดหน้าหนีไม่อยากจะมองซ้ำเป็นครั้งที่สอง นี่ที่บ้านไปรับตัวอะไรเข้ามากันแน่ ยายเฒ่าแม่สื่อซานโผวช่างหาเรื่องเดือดร้อนมาให้จริงๆ
หากให้ลู่เฟิงมีโอกาสเลือกได้ ผู้หญิงสองคนนี้เขาขอหนีไปให้ไกลสุดขอบโลกทั้งคู่เลยจะดีกว่า
เงินทองของทั้งบ้านทุ่มไปกับการแต่งเมียให้ลูกชายคนโตจนหมดเกลี้ยงแล้ว ตอนนี้ไม่มีเงินเหลือจริงๆ ทุกคนต่างจ้องมองไปที่ผู้หญิงสองคนที่ยืนประจันหน้ากัน โดยสื่อความหมายเป็นนัยว่าพวกเธอไปตกลงกันเองเถอะ
หลี่เหมิงเองก็ดูออกว่า ตอนนี้ลู่เฟิงเริ่มจะรู้สึกไม่ชอบใจในตัวเธอขึ้นมาบ้างแล้ว เธอจำเป็นต้องรักษาตำแหน่งของตัวเองเอาไว้ให้มั่นคง เธอจึงกัดฟันกรอดแล้วเอ่ยถามออกไป
“เธอต้องการเท่าไหร่”
ฟางหยวนเปิดปากพูดจายั่วโมโหได้เจ็บแสบ
“ทำไม แย่งแทบตาย สุดท้ายไอ้คนเลวพรรค์นี้ในสายตาเธอมันไม่มีค่าเลยหรือไง? มันควรจะเป็นว่าเธอมีเท่าไหร่ก็ต้องจ่ายเท่านั้นไม่ใช่เหรอ ถ้าเป็นฉันนะ ต่อให้จ้างฉันเอาเงินมาแถมให้ ฉันยังไม่เอาเลย”
จะไม่ให้มีค่าได้ยังไง นาทีนี้มันวัดกันที่ศักดิ์ศรี หลี่เหมิงต้องกู้หน้าให้ลู่เฟิง ผู้ชายของเธออย่างหลี่เหมิงจะต้องมีค่าตัวสูงลิบลิ่ว
ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนหน้านี้เธออาละวาดไปเสียยกใหญ่ จนลู่เฟิงดูเหมือนจะไม่ค่อยเข้าข้างเธอแล้ว จังหวะนี้เธอต้องแสดงความใจป้ำออกมา เพื่อแสดงให้เห็นว่าเธอให้ความสำคัญกับพี่เฟิงของเธอมากแค่ไหน
หลี่เหมิงขบกรามแน่น เงินแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้ ผู้ชายที่มีความสามารถอย่างเขา วันข้างหน้ายังหาเงินได้อีกมหาศาล อนาคตเธอจะได้เป็นคุณนายผู้มั่งคั่งแน่นอน
เธอจ้องมองฟางหยวนด้วยความเคียดแค้น ในใจหมายมั่นปั้นมือว่า วันหน้าวันหลังนังผู้หญิงคนนี้จะมีแต่ทำได้เพียงแหงนมองดูเธอหลี่เหมิงได้ดิบได้ดีจนรุ่งโรจน์ รอให้พวกเธอตั้งตัวได้เมื่อไหร่ รับรองว่าจะไม่มีทางยื่นมือมาฉุดดึงครอบครัวของเจ้ารองเด็ดขาด ฮึ คอยดูเถอะ จะทำให้ผู้หญิงคนนี้ต้องนึกเสียใจภายหลัง
เธอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้ออยู่นานสองนาน ในที่สุดก็ควักเงินปึกหนึ่งออกมา เธอกลั้นใจกระทืบเท้า แล้วหลับตาปาเงินออกไป
“เอาไป เอาไปให้หมดเลย”
ลู่เหล่าต้าได้แต่ยืนมองตาปริบๆ ดูผู้หญิงสองคนซื้อขายตัวเขากันไปมา ในใจคิดอย่างขมขื่นว่า นี่เขากำลังถูกผู้หญิงคนหนึ่งขายทิ้ง แล้วถูกผู้หญิงอีกคนซื้อตัวไปจริงๆ หรือนี่
แม่ลู่มองการกระทำของหลี่เหมิงแล้วก็ได้แต่กลัดกลุ้มใจ แม่หนูหลี่เหมิงคนนี้ ดูท่าทางสมองจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เงินตั้งขนาดนั้นก็โยนให้คนอื่นไปง่ายๆ แบบนี้ โง่หรือเปล่าเนี่ย
แล้ววันข้างหน้าลูกชายคนโตของนางจะใช้ชีวิตยังไง ผู้หญิงคนนี้ดูแล้วพึ่งพาไม่ได้จริงๆ ของฟรีไม่มีในโลกหรอก
จะว่าไปแล้วก็ยังเป็นฟางหยวนคนนี้ที่ดีกว่า รู้จักทำมาหากิน รู้จักดูแลบ้านช่อง คุณดูสิ เพิ่งจะแต่งเข้าบ้านมาได้แป๊บเดียว ทั้งที่ทาง ทรัพย์สินเงินทอง ก็ตกมาอยู่ในมือเรียบร้อยแล้ว ช่างเป็นคนที่บริหารจัดการบ้านเรือนได้เก่งกาจจริงๆ
แม่ลู่เป็นคนขี้ขลาดตาขาวก็จริง แต่ไม่ได้โง่เขลาเบาปัญญา นางคิดในใจว่าแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ลูกใหญ่ ลูกรอง ต่างก็มีเมียเป็นตัวเป็นตนกันหมดแล้ว
เมียลูกใหญ่เป็นฝ่ายวิ่งโล่มาหาเอง ถึงจะน่าอึดอัดใจไปหน่อยก็ทนๆ เอาเถอะ ส่วนเมียลูกรองเป็นคนที่ทางบ้านไปอ้อนวอนขอมา ก็ต้องยกย่องบูชาเขาหน่อย ถึงแม้ความจริงตั้งใจจะขอมาให้ลูกใหญ่ แต่ในเมื่อสถานการณ์มันเป็นแบบนี้ก็ช่วยไม่ได้ ที่น่ากลุ้มใจก็คือ เจ้าลูกรองยังต้องเรียนมหาวิทยาลัยอีก แล้วจะเอาเงินที่ไหนส่งเสียล่ะทีนี้
เมียลูกรองดูท่าทางดุร้ายป่าเถื่อน นางเองก็ไม่กล้าไปตอแยด้วย คำพูดพวกนี้จึงไม่กล้าเอ่ยปากออกมา แต่ในใจนางตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่า ต่อไปนี้นางจะเออออห่อหมกตามใจเมียลูกรองทุกอย่าง นางไม่กล้าขัดใจแน่นอน
ฟางหยวนค่อยๆ คลี่ม้วนธนบัตรออกอย่างใจเย็น เธอถ่มน้ำลายรดนิ้วแล้วเริ่มนับเงินอย่างละเอียด จากนั้นก็ขมวดคิ้วมองหน้าหลี่เหมิงแล้วพูดขึ้นมาประโยคหนึ่ง
“ไอ้ผู้ชายชั่วช้าคนนี้มีค่าแค่สองร้อยห้าสิบเองเหรอ”
ตัวเลขนี้ช่างบังเอิญเสียเหลือเกิน ช่างเป็นตัวเลขที่ไม่เป็นมงคลเอาเสียเลย
แต่ทว่าจำนวนเงินเท่านี้นั้น ก็เล่นเอาคนบ้านตระกูลลู่ถึงกับตะลึงงันไปตามๆ กัน มันไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ ขนาดพวกเขารวมเงินทั้งบ้านเพื่อไปสู่ขอฟางหยวนมา สินสอดที่ให้ไปยังไม่มีมากมายขนาดนี้เลย
สายตาของทุกคนที่มองไปทางหลี่เหมิงจึงเหมือนกำลังมองคนโง่เง่าเต่าตุ่นคนหนึ่ง เงินตั้งมากมายมหาศาลขนาดนั้น ให้คนอื่นไปง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ
แม่ลู่ยังแอบชำเลืองมองลูกชายคนโตของตัวเอง แล้วคิดในใจเงียบๆ ว่า ลูกชายฉันราคามันก็ไม่น่าจะถึงสองร้อยห้าสิบหรอกนะ
หลี่เหมิงโกรธจนแทบคลั่ง นังผู้หญิงคนนี้มันช่างปากคอเลาะร้ายเหลือเกิน นี่จงใจจะเสี้ยมให้เธอแตกแยกห่างเหินกับลู่เฟิงชัดๆ
“เธอนั่นแหละที่เป็นตัวตลกสองร้อยห้า พี่เฟิงของฉันไม่ใช่ตัวตลกสักหน่อย”
พูดจบเธอก็ล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาอีกผืน แล้วปาใส่ฟางหยวนอย่างไม่ไยดี
“เอาไปให้หมดเลย”
นั่นคือการทุ่มเทสุดหัวใจเพื่อพี่เฟิงของเธอจริงๆ
เงินทุกหยวนทุกเฟินล้วนเป็นตัวแทนความรักที่เธอมีต่อพี่เฟิง ก็ไม่รู้ว่าพี่เฟิงของเธอจะซาบซึ้งใจบ้างหรือเปล่า
น่าเสียดายที่ลู่เฟิงไม่ได้คิดเช่นนั้น เขามองดูหลี่เหมิงทำเรื่องโง่เขลาแล้วก็รู้สึกร้อนรนใจ สองร้อยห้าสิบแล้วมันทำไม การที่เธอเที่ยวควักเงินแจกชาวบ้านแบบนี้ต่างหาก ถึงจะเรียกว่าปัญญาอ่อนของจริง
ในสถานการณ์แบบนี้ เขาจะตะโกนบอกว่าตัวเองมีค่าไม่ถึงสองร้อยห้าสิบ มันก็กระดากปากพูดไม่ออก
ฟางหยวนเปิดผ้าเช็ดหน้าออกดู แล้วนับจำนวนเงิน ในที่สุดเธอก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจ เธอเก็บเงินเข้ากระเป๋า แล้วหันไปประกาศกับคนทั้งห้อง
“หนึ่งร้อยบวกกับอีกสองร้อยห้า ตกลงตามนี้ ไอ้คนสารเลวคนนี้ต่อไปเป็นกรรมสิทธิ์ของเธอแล้ว”
หลี่เหมิงโกรธจนหน้ามืดวิงเวียนจะเป็นลม สามร้อยห้าสิบก็พูดว่าสามร้อยห้าสิบสิ ทำไมต้องจงใจพูดแยกเป็นร้อยบวกกับสองร้อยห้าด้วย ฟังแล้วเหมือนเธอกำลังถูกด่าว่าแย่ยิ่งกว่าตัวตลกเสียอีก ผู้หญิงคนนี้ช่างร้ายกาจอำมหิตจริงๆ
ฟางหยวนพูดพลางใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นเช็ดมือไปด้วย จากนั้นก็โยนผ้าเช็ดหน้าคืนให้หลี่เหมิงด้วยท่าทางรังเกียจขยะแขยง
“ไอ้ของพรรค์นี้ฉันไม่เอาหรอก ฉันกลัวมือเปื้อน”
น้ำเสียงที่แสดงความรังเกียจเดียดฉันท์นั้น ช่างเป็นการรังแกและเหยียบย่ำศักดิ์ศรีกันอย่างถึงที่สุด
ประจวบเหมาะกับเวลานั้น ลู่เหล่าซานน้องสามของตระกูลลู่ก็พาเลขาธิการหมู่บ้านเดินเข้ามาพอดี
[จบบท]
สองร้อยห้า [二百五] = คำสแลงจีนที่ใช้ด่าว่า คนโง่, คนบ้า, หรือคนปัญญาอ่อน (ในเรื่องใช้เป็นจำนวนเงินที่พ้องกับคำด่านี้พอดี)