บทที่ 87: วิชาสะกดใจ
ฟางอู่หู่มองน้องสาวกับน้องเขยสลับกันไปมาด้วยความปวดหัว ก่อนจะเอ่ยเสนอทางออกขึ้นมาว่า
"ถ้าอย่างนั้นพวกเธอสองคนตกลงกันให้รู้เรื่องก่อนดีไหม"
ฟางหยวนตอบกลับทันควันอย่างมั่นใจโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
"เขาเชื่อฟังฉัน"
ในขณะเดียวกัน ลู่ชวนก็พูดสวนขึ้นมาแทบจะพร้อมกันว่า
"ฟางหยวนว่ายังไงก็ตามนั้นแหละ เรื่องในบ้านผมให้เธอเป็นคนตัดสินใจ"
ฟางอู่หู่สูดหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง ยังมีเรื่องแบบนี้อยู่อีกหรือนี่ ไม่น่าเชื่อว่าน้องสาวตัวแสบของเขาจะมีความประนีประนอมและเข้าใจโลกได้มากขนาดนี้
แต่ทว่าภาพลักษณ์ที่ดูดีได้ไม่ถึงนาทีก็พังทลายลง เมื่อฟางหยวนยื่นมือไปหยิกแขนลู่ชวนเข้าเต็มแรงพร้อมกับบ่นอุบอิบ
"ใช่ที่ไหนกัน ฉันบอกให้คุณเชื่อฉัน แล้วทำไมคนสุรุ่ยสุร่ายอย่างคุณถึงมาตัดสินใจแทนฉันล่ะ"
ลู่ชวนไม่ต่อปากต่อคำ เขาคว้าข้อมือฟางหยวนแล้วลากเธอเข้าไปปรับความเข้าใจกันในห้องกันสองต่อสอง เพื่ออธิบายเหตุผล
"รับเงินพี่ห้ามามันไม่เหมาะนะคุณ จะให้เอาเสื้อผ้าพวกนี้ยกให้พี่ห้าไปเลย ผมก็ทำใจไม่ได้ เสียดายของแย่ สู้เก็บไว้เองดีกว่า"
ฟางหยวนขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ เธอยังคงยึดติดกับหลักการของตัวเอง
"ไอ้เรื่องไม่ให้เปล่าๆ น่ะถูกต้องแล้ว แต่ทำไมถึงบอกว่ารับเงินไม่เหมาะล่ะ"
ลู่ชวนมองลึกเข้าไปในดวงตาของภรรยา แววตาของเขาดูจริงจังและลึกซึ้งกว่าปกติ
"ผมโตมาขนาดนี้ นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ผมควักเงินซื้อเสื้อผ้าเอง"
เขามองจ้องตาฟางหยวนนิ่งๆ ไม่หลบสายตาแม้แต่น้อย ภายในดวงตาคู่นั้นเหมือนมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ มันลึกล้ำราวกับหลุมดำที่พอเผลอสบตาเข้าไปแล้วก็ยากที่จะถอนตัวออกมาได้
เอาเถอะ สุดท้ายฟางหยวนก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น รู้ตัวอีกทีเธอก็ยื่นเสื้อผ้าพวกนั้นใส่มือลู่ชวนไปเสียแล้ว
พอกลับมานึกย้อนดูทีหลัง ฟางหยวนยังรู้สึกว่าตอนนั้นสมองเธอต้องมีปัญหาแน่ๆ หรือไม่ก็คงโดนของเข้าให้แล้ว เหมือนคนต้องมนตร์สะกดอย่างไรอย่างนั้น
แต่คนที่ประหลาดใจที่สุดเห็นจะเป็นฟางอู่หู่ เมื่อเห็นทั้งสองคนเดินออกมาจากห้อง แล้วฟางหยวนไม่ได้เอาเสื้อผ้าไปแลกเป็นเงินอย่างที่ลั่นวาจาไว้ กลายเป็นว่าน้องเขยเป็นฝ่ายคุมเกมได้จริงๆ อย่างนั้นหรือ เรื่องนี้มันเป็นไปไม่ได้ชัดๆ
ด้วยความสงสัย เขาจึงแอบกระซิบถามน้องสาว ฟางหยวนทำหน้าบอกบุญไม่รับแล้วตอบว่า
"พี่ไม่ต้องมาถามฉันเลย ฉันเองยังไม่เข้าใจเลยเนี่ยว่ามันลงเอยแบบนี้ได้ยังไง"
ฟางอู่หู่มองน้องสาวด้วยสายตาที่มีเลศนัย ความคิดของเขาเริ่มเตลิดเปิดเปิงไปไกล หรือว่าน้องสาวเขาจะหลงเสน่ห์ลู่ชวนเข้าให้แล้ว
"เธอพูดเรื่องอะไรของเธอ เธอ... เธอ..."
ยังไม่ทันที่ฟางอู่หู่จะพูดจบ ฟางหยวนก็หันมาปรึกษาพี่ชายด้วยน้ำเสียงจริงจัง ราวกับกำลังวิเคราะห์ปัญหาโลกแตก
"พี่ห้า พี่ว่าฉันเจอปีศาจจิ้งจอกเจ้าเล่ห์เล่นงานเข้าหรือเปล่า หรือว่าฉันจะโดนของเข้าแล้ว"
ฟางอู่หู่ถึงกับสำลักน้ำลายตัวเอง นี่มันคำศัพท์ระดับ 18+ ชัดๆ เขาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
"น้องเขยทำอะไรเธอ"
ในดวงตาของพี่ชายเต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความอยากรู้อยากเห็นที่ลุกโชน
แต่พอนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายคือพี่ชายภรรยา จะถามเรื่องลึกซึ้งโจ่งแจ้งเกินไปก็ดูไม่งาม แต่ถ้าไม่ถาม ความอยากรู้นี้คงอกแตกตายแน่ๆ
ฟางหยวนตอบด้วยสีหน้าครุ่นคิด
"ฉันรู้สึกว่าเขาต้องมีวิชาดีแน่ๆ พอฉันจ้องตาเขาปุ๊บ ไม่รู้ทำไมสติมันก็หลุดลอย แล้วก็เผลอคล้อยตามเขาไปเฉยเลย"
ฟางอู่หู่รีบรับลูกต่อทันที
"แล้วก็เชื่อฟังเขาทุกอย่างเลยงั้นสิ"
ฟางหยวนนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ายอมรับช้าๆ
ฟางอู่หู่แค่นหัวเราะในลำคอ ถ้าอย่างนั้นก็คงเป็น 'ปีศาจจิ้งจอก' ของจริงแล้วล่ะ
"เธอระวังตัวไว้หน่อยก็ดีนะ อย่าให้เขา..."
ในใจฟางอู่หู่อยากจะพูดว่า 'อย่าให้เขาใช้วิชาดูดพลังหยินเสริมหยางกับเธอจนหมดตัว' แต่คำพูดแบบนั้นมันออกจะทำร้ายจิตใจในฐานะพี่ชายไปหน่อย เขาเลยเปลี่ยนคำพูดพร้อมทำท่าทางประกอบ
"...จับเชือดทิ้งซะล่ะ"
ผิดคาดที่ฟางหยวนกลับพยักหน้าเห็นด้วยอย่างจริงจัง
"ถึงจะดูไม่น่าเป็นไปได้ แต่ก็ต้องระวังไว้ก่อนจริงๆ นั่นแหละ"
ฟางอู่หู่เริ่มรู้สึกว่าตัวเองชักนำน้องสาวออกทะเลไปกันใหญ่ แต่เขาก็ไม่อยากแก้ต่างอะไร หรือว่าน้องเขยกับน้องสาวเขาจะมีรสรสนิยมการหยอกล้อกันแบบนี้
ฟางหยวนพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"เรื่องของฉันช่างมันเถอะ แต่เดี๋ยวต้องไปกำชับเขาหน่อย ว่าวิชานี้ห้ามเอาไปใช้พร่ำเพรื่อกับคนอื่นเด็ดขาด"
ฟางอู่หู่ฟังแล้วอยากจะตัดขาดความเป็นพี่น้องกับคู่นี้จริงๆ นี่มันเป็นการรังแกคนโสดที่ไม่มีคนรู้ใจชัดๆ
ถึงแม้ว่าจะตกลงเก็บเสื้อผ้าและรองเท้าไว้ แต่ลู่ชวนก็นำรองเท้าส้นสูงคู่ปัญหานั้นไปเปลี่ยนเป็นรองเท้าหนังแบบไม่มีส้นกลับมาแทน
ฟางหยวนถามขึ้นเมื่อเห็นของใหม่
"ในเมื่อเปลี่ยนได้ ทำไมไม่คืนเงินมาเลยล่ะ"
ลู่ชวนตอบกลับหน้าตาย
"ร้านเขาให้เปลี่ยนได้อย่างเดียว ไม่รับคืนของ"
เขากลัวฟางหยวนจะบ่นให้ไปเปลี่ยนเป็นรองเท้าผ้าใบราคาถูก จึงรีบดักคอไว้ก่อน
"แล้วก็ให้เลือกเปลี่ยนได้แค่สองแบบนี้เท่านั้น"
พอได้ยินแบบนั้น ฟางหยวนก็หมดคำจะพูด เธอไม่ได้ไว้หน้าลู่ชวนเท่าไหร่นัก เพราะเธอก็ไม่คิดจะหยิบรองเท้าคู่นั้นมาใส่อยู่ดี
เธอทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่งว่า
"เก็บไปให้พ้นหูพ้นตานะ อย่าให้ฉันเห็นมันอีก เห็นแล้วมันปวดใจ"
ลู่ชวนไม่พูดอะไรมาก เขาจัดการเก็บทั้งรองเท้าและกระโปรงชุดนั้นเข้าห่ออย่างดี และนอกจากลู่ชวนแล้ว ก็ไม่มีใครได้เห็นของพวกนั้นอีกเลย
ฟางอู่หู่ที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ข้างๆ เริ่มมองเห็นอะไรบางอย่าง ถึงแม้ปากของน้องสาวจะเก่งกล้า พูดจาขวานผ่าซาก แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะลงเอยตามความต้องการของน้องเขยทั้งหมด
บทสรุปก็คือ น้องสาวตัวแสบของเขาโดนลู่ชวนกำราบจนอยู่หมัดแล้วนั่นเอง
แต่ที่น่าปวดหัวคือ พ่อลู่ที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับเอาแต่พูดว่า 'บ้านเราน่ะ แล้วแต่สะใภ้รองว่ายังไงก็ว่าอย่างนั้น'
ปัญหาคือพ่อลู่พูดออกมาจากใจจริงๆ ไม่ได้แกล้งทำ แกยึดถือคำสั่งฟางหยวนเป็นประกาศิต จะทำอะไรต้องถามความเห็นสะใภ้ก่อนเสมอ
เรื่องราวความสัมพันธ์ในบ้านนี้มันซับซ้อนจนฟางอู่หู่ต้องสูดหายใจลึกด้วยความงุนงง
ฟางหยวนนำเงินค่าเสื้อผ้าไปคืนให้พ่อลู่ แต่พ่อลู่ปฏิเสธเสียงแข็ง ไม่ยอมรับคืนท่าเดียว
"เดิมทีตอนแต่งงาน พ่อก็ควรจะซื้อเสื้อผ้าดีๆ ให้ลูกอยู่แล้ว"
ฟางหยวนแย้งกลับเสียงแข็ง
"จะซื้อก็ต้องให้ลู่ชวนเป็นคนซื้อสิคะ เมียก็แต่งเข้ามาแล้ว ยังจะมาผลาญเงินพ่อแม่ใช้อีก เขาไม่อาย แต่ฉันอายแทนเขา"
พอพูดมาแบบนี้ พ่อลู่ก็จำต้องรับเงินคืน เพราะถ้าไม่รับ ก็เท่ากับทำให้ลูกชายเสียหน้ากลายเป็นคนไม่เอาไหน
ลู่ชวนยืนยิ้มมองเหตุการณ์นั้นอย่างอารมณ์ดี เขารู้นิสัยฟางหยวนดีกว่าใคร ถ้าเธอเห็นของ ก็ต้องถามถึงเรื่องเงิน ดังนั้นเงินก้อนนี้ยังไงก็ต้องวนกลับไปหาพ่อของเขาจนได้
แต่ถ้าจะให้เขาควักเงินตัวเองซื้อให้ตรงๆ ฟางหยวนไม่มีทางยอมแน่ๆ เขาเลยต้องวางแผนซับซ้อนแบบนี้ คิดๆ ดูแล้วชีวิตพ่อบ้านใจกล้านี่มันไม่ง่ายเลยจริงๆ
ฟางอู่หู่ตบไหล่น้องเขยเบาๆ อย่างเข้าอกเข้าใจ
"เป็นผู้ชายมันก็ต้องหาเงินให้ได้ หลังถึงจะตรง ยืดอกได้เต็มที่ นายลองคิดดูสิ ถ้าเกิดนายหาเงินไม่ได้ แล้วยังใช้เงินเปลืองแบบที่ฟางหยวนโวยวาย นายจะยังยิ้มหน้าระรื่นแบบนี้ได้อยู่อีกเหรอ"
ลู่ชวนตอบกลับอย่างมั่นคง
"เมื่อก่อนตอนที่ผมไม่มีเงินสักบาท แล้วฟางหยวนเป็นคนออกเงินซื้อเสื้อผ้าให้ผม ผมก็ยังยิ้มได้แบบนี้แหละครับ"
ฟางอู่หู่ส่งเสียง หึ ในลำคอ ขี้คุยชะมัด ผู้ชายด้วยกันมองตาก็รู้ไส้พุงหมดแล้ว
*****
ชีวิตหลังจากนั้นต่างคนต่างก็ยุ่งวุ่นวาย ฟางหยวนกำลังง่วนอยู่กับการวางระบบธุรกิจเครื่องผสมปูน ส่วนฟางอู่หู่ก็ต้องเรียนรู้งานรับเหมาก่อสร้างตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ
ลู่ชวนเองก็ไม่ได้ว่างเว้น วันๆ ถือสมุดเล่มเล็กเดินจดนั่นคำนวณนี่ มีเพียงพ่อลู่คนเดียวที่ดูเหมือนจะได้พักผ่อน แต่เอาเข้าจริง ทั้งสามหนุ่มสาวกลับยุ่งหัวหมุนยิ่งกว่า
พ่อลู่มองดูลูกหลานทั้งสามคนทำงาน แล้วก็ได้แต่พร่ำบ่นว่า เงินทองสมัยนี้มันหายากจริงๆ
โดยเฉพาะเมื่อเห็นลูกชายตัวเองกับฟางอู่หู่ วิ่งวุ่นเป็นลูกข่างตลอดทั้งวัน ขาดเหลืออะไรในไซต์งานก็ต้องรีบประสานงานกับเจ้าของโครงการล่วงหน้า ไม่อย่างนั้นคนงานเป็นโขยงก็จะต้องหยุดงานรอของ ซึ่งมันคือความเสียหายที่เรียกว่า 'งานสะดุด' หรือ 'เสียเที่ยว'
บางคืน ลู่ชวนต้องอยู่เฝ้าคนงานลงวัสดุจนดึกดื่นค่อนคืน
ส่วนฟางหยวนก็ถือสมุดเล่มน้อยเดินตามจดบันทึกยิกๆ ถึงแม้เธอจะไม่ได้เป็นคนรับผิดชอบเรื่องวัสดุก่อสร้างโดยตรง แต่ใครเอาอะไรมาส่ง จำนวนเท่าไหร่ ใช้ไปเท่าไหร่ เหลือเท่าไหร่ เธอต้องรู้ตัวเลขพวกนี้ทั้งหมด เพื่อที่จะได้ชี้แจงได้ถูกต้องในตอนท้าย
งานละเอียดพวกนี้ฟางอู่หู่ทำไม่ไหว แต่เขาก็รับหน้าที่หนักไม่แพ้กัน คือการบริหารจัดการคนงาน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
วันนี้คนนั้นลา พรุ่งนี้คนนี้หาย เพื่อไม่ให้งานวันรุ่งขึ้นสะดุด บางทีฟางอู่หู่ต้องวิ่งแจ้นออกไปตามหาคนงานกลางดึกก็มี
พ่อลู่เห็นแล้วถึงกับออกปากว่า "ต่อให้เอาเงินมากองตรงหน้า พ่อก็คงปัญญาไม่ถึง หาเงินแบบพวกแกไม่ได้หรอก"
แต่พอกล่าวกับฟางหยวน พ่อลู่กลับพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"สะใภ้รอง ลูกวางใจได้เลย ตรงนี้พ่อจะดูให้ดีที่สุด ลูกไปยุ่งงานของลูกเถอะ พ่อจะไม่ทำให้ลูกต้องมาห่วงหน้าพะวงหลัง"
และที่น่าทึ่งคือ พ่อลู่เริ่มหัดต่อสายไฟเป็นแล้ว เพราะแกกลัวว่าคนอื่นจะต่อสายไฟไม่แน่น ทำไฟตกไฟกระชาก แล้วจะพาลทำเครื่องจักรราคาแพงของที่บ้านพังเสียหาย
วิชานี้ลู่ชวนเป็นคนสอนพ่อลู่ด้วยตัวเอง โดยเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่ง
ดังนั้น ตอนนี้พ่อลู่เลยไม่ได้ทำหน้าที่แค่เฝ้าเครื่องผสมปูน แต่แกยังเฝ้ากล่องคัทเอาท์ไฟยิ่งกว่าไข่ในหิน
ตั้งแต่รู้ว่าไอ้กล่องสี่เหลี่ยมนี้มันอันตรายแค่ไหน สายตาของพ่อลู่ก็แทบจะไม่ละไปจากมันเลย แกกลัวว่าจะมีใครมือบอนมาสับสวิตช์เล่น หรือเดินมาชนจนเกิดเรื่องเกิดราว สร้างความเดือดร้อนให้ลูกชายกับลูกสะใภ้
ด้วยความรอบคอบประหยัดมัธยัสถ์เป็นนิสัย พ่อลู่ลงทุนซื้อแม่กุญแจมาดอกหนึ่ง แล้วหาไม้มาตีเป็นกล่องครอบสวิตช์ไฟไว้อีกชั้น เวลาว่างๆ แกก็จะล็อกกุญแจปิดตายกล่องนั้นเสียเลย
เวลาจะเริ่มงานแกก็พกกุญแจติดตัวไว้ตลอด ไม่เคยบ่นว่ายุ่งยากหรือรำคาญ แกทำหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบอันสูงสุด โดยที่ไม่มีใครต้องมาสั่ง
ฟางอู่หู่เห็นแล้วก็ได้แต่เกรงใจในฐานะที่เป็นอาวุโส เลยไม่กล้าทักท้วงว่า "คุณลุงครับ ทำแบบนี้มันยุ่งยากไปหน่อยไหม"
ในไซต์งานก่อสร้างมีการใช้ไฟฟ้าอยู่ตลอด เดี๋ยวก็ต้องมาตามไขกุญแจสับคัทเอาท์จ่ายไฟ มันเสียเวลาทำงานทำการไปไม่น้อยเลยทีเดียว
[จบบท]