บทที่ 893 : ลากคนมาซวยเยอะไปหน่อย
พั่งยาเกาะแขนลู่หม่านอี้ออดอ้อนด้วยท่าทางรู้สึกผิด เธอเดินตามประกบพี่ชายไม่ห่างพร้อมส่งเสียงเจื้อยแจ้วเอาใจ
“หนูไม่รู้นี่นาว่าอาสะใภ้สามจะเรียกคุย พี่คะ หนูไม่ได้ตั้งใจจะลากพี่มาซวยด้วยจริงๆ นะคะ เรื่องนี้มันบังเอิญแท้ๆ เลยค่ะ”
เอาเถอะ พอเจอไม้ตายออดอ้อนแบบนี้เข้าไป ลู่หม่านอี้ก็โกรธไม่ลงอีกต่อไป ถึงอย่างไรเด็กคนนี้ก็เป็นน้องสาวที่เขาเอ็นดูมาตลอด
ชายหนุ่มได้แต่ถอนหายใจยาวด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ เขาเองก็เพิ่งจะอยู่ในวัยรุ่นที่ควรได้ใช้ชีวิตอย่างสดใสแท้ๆ ทำไมถึงต้องมารับหน้าคอยตามล้างตามเช็ดเรื่องปวดหัวพวกนี้อยู่เรื่อยก็ไม่รู้
ถ้าพูดตามตรง อายุเท่าเขาตอนนี้ควรจะเป็นวัยที่มีผู้ใหญ่คอยกางปีกปกป้องเวลาทำผิดพลาด มากกว่าที่จะต้องมานั่งทำตัวเป็นผู้ปกครองเสียเอง
ลู่หม่านอี้ก้มลงมองพั่งยาที่ยืนทำตาปริบๆ อยู่ข้างกาย ก่อนจะตัดสินใจช่างมัน ในเมื่อรับบทเป็นผู้ปกครองไปแล้วก็ต้องเลยตามเลย
หลังจากนั้นทั้งสองคนก็แวะไปรับหม่านเยว่เพื่อกลับบ้านพร้อมกัน ภาพที่ออกมาจึงกลายเป็นว่าลู่หม่านอี้มีเด็กผู้หญิงเกาะอยู่ทั้งซ้ายและขวา มือข้างหนึ่งจูงพั่งยา มืออีกข้างจูงหม่านเยว่
เด็กสาวทั้งสองคนโหนแขนพี่ชายเล่นพลางแกว่งตัวไปมาตลอดทางกลับบ้านอย่างอารมณ์ดี
เรี่ยวแรงมหาศาลของลู่หม่านอี้ไม่ได้เกิดจากการตากแดดตากลมทำงานในไซต์ก่อสร้างเพียงอย่างเดียว แต่ต้องยกความดีความชอบให้บรรดาน้องสาวในบ้านที่ช่วยฝึกกล้ามเนื้อแขนให้เขาทุกวันด้วย
การได้โหนแขนพี่ชายแบบนี้เป็นการละเล่นที่เด็กหญิงทั้งสองคนโปรดปรานเป็นพิเศษ
ระหว่างที่เดินแกว่งแขนไปมา หม่านเยว่ที่ตั้งใจฟังบทสนทนาของทั้งคู่มาตลอดทางก็ยืดอกรับหน้าแทนอย่างมีน้ำใจ
“ไม่เป็นไรค่ะ ปล่อยให้เป็นหน้าที่หนูเอง เดี๋ยวหนูไปจัดการแม่ให้ค่ะ”
ลู่หม่านอี้เห็นท่าทางจริงจังของน้องสาวคนเล็กแล้วก็อดไม่ได้ที่จะออกแรงยกตัวหม่านเยว่จนลอยหวือขึ้นไปในอากาศ เด็กน้อยตื่นเต้นจนส่งเสียงร้องกรี๊ดกร๊าดชอบใจดังก้องถนน
ชายหนุ่มวางน้องสาวลงพื้นแล้วรีบพูดเบรกเอาไว้ก่อน
“พอเลย เรื่องนี้ลากคนมาซวยเยอะพอแล้ว หม่านเยว่ไม่ต้องเข้ามายุ่งเลยนะ กลับบ้านไปตั้งใจทำการบ้านก็พอ พี่จัดการเองได้”
พั่งยายิ้มกว้างก่อนจะรีบประจบเอาใจทันที
“หนูรู้ว่าพี่ของหนูดีที่สุดเลยค่ะ”
หม่านเยว่พยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย
“งั้นหนูไม่พูดแล้ว พี่สู้ๆ นะคะ”
เอาเข้าจริงลู่หม่านอี้ก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองอาจจะรับมือไม่ไหวเหมือนกันเมื่อนึกถึงใบหน้าของอาสะใภ้สาม
แต่จะปล่อยให้หม่านเยว่ไปช่วยพูดขอร้องให้ก็คงไม่เข้าที ดีไม่ดีถ้าขืนทำแบบนั้น โทษของเขาอาจจะหนักกว่าเดิมเป็นสองเท่าด้วยซ้ำ
ตัดภาพมาที่ทางฝั่งของติงชงชง เด็กหนุ่มคนนี้ก็ถือว่ายังพอมีจิตสำนึกอยู่บ้าง ทันทีที่กลับถึงบ้าน เขาก็รีบรายงานเรื่องที่พั่งยาโดนลู่หม่านอี้ดุให้ผู้ใหญ่ในครอบครัวฟังทันที
แต่การทำแบบนั้นก็ส่งผลให้เรื่องที่เขาแอบไปขอร้องให้ลู่หม่านอี้มาสวมรอยเป็นผู้ปกครองแดงขึ้นมาด้วยเหมือนกัน
ติงชงชงประเมินสถานการณ์เอาไว้แล้วว่า ในเมื่ออาสะใภ้สามของลู่หม่านอี้รู้เรื่องนี้เข้า ยังไงความลับก็ต้องแตกและเรื่องต้องหลุดมาถึงหูคนบ้านเขาไม่ช้าก็เร็ว
หากเขายังขืนดึงพั่งยาเข้ามาพัวพันด้วยอีก โทษของเขาก็คงหนักหนาสาหัสกว่าเดิมแน่นอน
พ่อของติงหมิ่นแทบไม่เชื่อหูตัวเองเมื่อได้ยินเรื่องราวทั้งหมด เขาคิดไม่ถึงเลยว่าหลานชายแท้ๆ ของตัวเองจะกล้าก่อเรื่องเหลวไหลแบบนี้ ซึ่งขัดกับธรรมเนียมปฏิบัติและความซื่อตรงของตระกูลติงอย่างสิ้นเชิง
พอเห็นสีหน้าถมึงทึงของคนเป็นปู่ ติงชงชงก็กลัวจนหัวหด เด็กหนุ่มตัวสั่นเทาด้วยความหวาดผวา รีบสารภาพความจริงออกมาจนหมดเปลือก
“พั่งยาบอกผมว่า ให้ไปขอให้พี่ชายเขาช่วยจัดการเรื่องนี้ให้ครับ”
ผลก็คือติงชงชงโดนปู่จัดการฟาดไปหนึ่งยกโทษฐานทำผิดกฎโรงเรียน และการที่เขาพยายามลากพั่งยามาเป็นแพะรับบาปก็ถือเป็นความผิดซ้ำซ้อนที่ยอมรับไม่ได้ เด็กหนุ่มจึงโดนฟาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกหลายยกจนนับไม่ถ้วน
พ่อของติงหมิ่นอดไม่ได้ที่จะนำหลานชายตัวเองไปเปรียบเทียบกับลู่หม่านอี้ ดูเอาเถอะว่าเด็กบ้านนั้นเขาปกป้องดูแลน้องสาวดีแค่ไหน
พอเห็นความแตกต่างชัดเจนขนาดนี้ พ่อของติงหมิ่นก็ถึงกับฟิวส์ขาด นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาลงไม้ลงมือตีหลานชายตัวเองอย่างจริงจัง เพราะถ้าไม่ตีให้หลาบจำ เด็กคนนี้ก็คงไม่มีวันได้ดี
สิ่งที่ทำให้คนเป็นปู่ปวดใจที่สุดก็คือ ลู่หม่านอี้โตพอที่จะรับผิดชอบและก้าวขึ้นมาทำหน้าที่แทนผู้ปกครองได้แล้ว แต่หลานชายแท้ๆ ของเขากลับยังเอาแต่โยนความผิดให้คนอื่นและไม่กล้าเผชิญหน้ากับผลของการกระทำตัวเอง
เหตุการณ์ในครั้งนี้สร้างความสะเทือนใจให้คนตระกูลติงอย่างรุนแรง พวกเขาเพิ่งตระหนักได้ว่าหลานชายของตัวเองมีวุฒิภาวะห่างชั้นจากหลานชายบ้านอื่นมากมายขนาดนี้
ทั้งที่พื้นฐานครอบครัวของตระกูลติงก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าตระกูลลู่เลยแม้แต่น้อย พ่อของติงหมิ่นจึงรู้สึกอัดอั้นตันใจจนแทบระเบิด
เขาก้มลงมองหน้าติงชงชงด้วยแววตาดุดันและเยียบเย็น ในใจหมายมั่นปั้นมือว่านับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป เขาจะต้องเคี่ยวเข็ญและดัดนิสัยหลานชายคนนี้ใหม่อย่างเด็ดขาด
ส่วนเรื่องที่ติงชงชงอ้างว่าพั่งยาโดนลู่หม่านอี้ดุนั้น ไม่มีใครในบ้านติงเชื่อเลยสักคนเดียว
ทุกคนต่างรู้ดีว่าลู่หม่านอี้รักและตามใจน้องสาวคนนี้มากแค่ไหน ถ้าเขายอมลงมือจัดการพั่งยาจริงๆ นั่นก็แปลว่าเด็กหญิงต้องไปก่อเรื่องคอขาดบาดตายมาแน่ๆ
ติงชงชงอึดอัดจนอยากจะร้องไห้ออกมาดังๆ เขาอุตส่าห์ยอมสารภาพความจริงออกไปจนหมดเปลือกเพื่อหวังจะปกป้องลูกพี่ลูกน้อง แต่สุดท้ายก็ล้มไม่เป็นท่า
ตอนนี้ภายในใจของเขายิ่งยอมรับและนับถือลู่หม่านอี้มากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว เพราะขนาดเรื่องความน่าเชื่อถือในสายตาผู้ใหญ่ เขายังเทียบลู่หม่านอี้ไม่ติดฝุ่นเลยด้วยซ้ำ
ในช่วงเย็นของวันเดียวกัน ทันทีที่ติงหมิ่นเลิกงานและกลับมาถึงบ้าน เธอก็เดินตรงดิ่งเข้าไปหาลูกสาวตัวแสบก่อนจะเปิดฉากยิงคำถามใส่ตรงๆ
“ลูกแกล้งลากพี่เขาไปซวยด้วยใช่ไหม”
พั่งยาพยักหน้ารับอย่างซื่อสัตย์ การลากพี่ชายไปรับเคราะห์คราวนี้ค่อนข้างจะสาหัสอยู่พอสมควร
“ค่ะ ไปโป๊ะแตกต่อหน้าอาสะใภ้สามพอดีเลย พี่กลับบ้านไปต้องโดนดุแน่ๆ เลยค่ะ”
ติงหมิ่นพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ หากไปก่อเรื่องไว้ใหญ่โตขนาดนั้น การที่ลู่หม่านอี้จะโกรธและดุลูกสาวของเธอก็ถือเป็นเรื่องสมควรแล้ว
“มิน่าล่ะ พี่เขาถึงได้จัดการดุลูก”
พั่งยาทำหน้าเหลอหลาและมองผู้เป็นแม่ด้วยแววตางุนงง เธอไม่รู้ว่าแม่ไปเอาข่าวลือมั่วๆ แบบนี้มาจากไหน นั่นพี่ชายแท้ๆ ของเธอเชียวนะ
“พี่ดุหนูเหรอคะ ไม่มีนี่คะ”
ติงหมิ่นลอบคิดในใจอย่างทึ่งๆ ขนาดโดนหลอกให้ไปรับหน้าจนงานเข้าขนาดนี้ ลู่หม่านอี้ก็ยังไม่ยอมดุน้องสาวอีกเหรอเนี่ย ดูท่าเด็กหนุ่มคนนั้นจะทุ่มเทความใจดีทั้งหมดที่มีในชีวิตให้ลูกสาวของเธอไปหมดแล้วจริงๆ
“ติงชงชงเป็นคนบอกแม่เอง”
พั่งยาพยักหน้าหงึกหงักเมื่อนึกถึงแผนการที่เตี๊ยมกันไว้
“แค่ขู่พี่ติงชงชงเล่นๆ น่ะค่ะ พี่จะไปดุเขาได้ยังไงคะ เป็นญาติกันแท้ๆ ลงมือลำบากจะตายไป”
เมื่อได้ยินคำอธิบายของลูกสาว ติงหมิ่นก็กระจ่างแจ้งในทันที ที่แท้เด็กสองคนนี้ก็ร่วมมือกันเล่นละครตบตานี่เอง ผลสุดท้ายก็คือติงชงชงสติแตกจนเผลอแฉตัวเองตอนกลับถึงบ้าน
ส่วนลู่หม่านอี้กับพั่งยาก็ลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ไม่ต้องเปลืองตัวกลายเป็นเด็กขี้ฟ้องให้เสียประวัติ
แผนแยบยลแบบนี้ไม่มีทางมาจากสมองน้อยๆ ของลูกสาวเธอแน่นอน ดูเหมือนว่าทักษะการเอาตัวรอดของลู่หม่านอี้จะพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นแล้วสินะ
ติงหมิ่นยื่นมือไปลูบผมลูกสาวตัวน้อยด้วยความเอ็นดู ช่วงนี้พั่งยาเริ่มโตเป็นสาวและตัวยืดสูงขึ้นมากแล้ว คนเป็นแม่อย่างเธอจึงทำใจแข็งดุหรือว่ากล่าวด้วยถ้อยคำรุนแรงไม่ลงเลยจริงๆ
ก็ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมลู่หม่านอี้ถึงได้ทะนุถนอมและกางปีกปกป้องน้องสาวทั้งสองคนราวกับไข่ในหินขนาดนั้น
“ลูกก็นะ ทำตัวดีๆ หน่อยสิ เล่นลากคนอื่นมาซวยพร้อมกันทีเดียวตั้งสองคนเลยนะ”
พั่งยาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับเถียงกลับฉอดๆ อย่างไม่ยอมแพ้
“พี่ติงชงชงสมควรโดนแล้วค่ะ เขาเป็นคนมาหาหนูเองนะ บังคับให้หนูไปตามย่าลู่ไม่ก็คุณตามาแกล้งสวมบทเป็นผู้ปกครองให้ แล้วหนูจะไปหลอกคุณตาได้ยังไงล่ะคะ จะให้ไปหลอกย่าลู่ก็ไม่ได้ด้วย
อีกอย่าง ไอ้วิธีการที่เขาคิดมาเนี่ย มันเป็นการดูถูกคุณตากับย่าลู่ชัดๆ เลย คิดจะประเมินผู้ใหญ่บ้านเราต่ำเกินไปแล้ว ถ้าหนูไม่แกล้งลากเขาไปซวยแล้วจะให้หนูไปแกล้งใครล่ะคะ”
ที่แท้ลูกสาวของเธอก็ไม่ได้ไร้เดียงสาจนตามเล่ห์เหลี่ยมคนอื่นไม่ทัน เพียงแต่ว่างานนี้คนที่รับเคราะห์หนักที่สุดอย่างลู่หม่านอี้ออกจะน่าสงสารและซวยไปเต็มๆ แบบไม่รู้อีโหน่อีเหน่
ติงหมิ่นเข้าใจเจตนาของติงชงชงอย่างทะลุปรุโปร่ง หลานชายของเธอคงคิดว่าแม่ลู่เป็นหญิงชราที่หลอกง่าย ส่วนฟางต้าเลิ่งก็รักและตามใจเด็กๆ มากจนน่าจะยอมช่วยปิดบังความผิดให้
ถือเป็นการเลือกเป้าหมายที่ดูหัวอ่อนและเจรจาง่ายที่สุดในบ้านมาเป็นเครื่องมือ ติงชงชงก็ถือว่าพอจะมีไหวพริบอยู่บ้าง
เสียอย่างเดียวคือความคิดอ่านยังไม่รอบคอบและเลือกใช้ความฉลาดไปในทางที่ไม่ถูกต้อง การโดนที่บ้านสั่งสอนไปชุดใหญ่ก็ถือเป็นเรื่องสมควรแล้ว
มิน่าล่ะลูกสาวของเธอถึงได้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนั้น ความผูกพันระหว่างพั่งยากับคุณตานั้นเป็นของจริงแท้แน่นอน
“ถึงอย่างนั้นลูกก็ไม่ควรลากพี่หม่านอี้ไปซวยด้วยอยู่ดีนะ”
ติงหมิ่นคิดว่าพอเตือนไปแบบนี้ ลูกสาวคงจะรีบแก้ตัวว่าไม่ได้ตั้งใจ หรือบอกว่าเป็นอุบัติเหตุที่ควบคุมไม่ได้ แต่ใครจะไปคิดว่าพั่งยากลับตอบหน้าตาเฉย
“นั่นพี่ชายหนูนะคะ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”
ติงหมิ่นได้แต่ยืนอึ้งและตระหนักถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของพี่น้องคู่นี้อย่างถ่องแท้ ที่แท้คำว่าพี่ชายในความหมายของลูกสาว ก็คือคนที่สามารถลากไปรับเคราะห์ได้สบายๆ โดยไม่กระทบความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อกันเลยแม้แต่น้อย
ไม่รู้ทำไมจู่ๆ คนเป็นแม่อย่างเธอถึงได้รู้สึกอิจฉาความสัมพันธ์ของเด็กสองคนนี้ขึ้นมาตงิดๆ ถ้าลองย้อนกลับไปมองพี่ชายแท้ๆ ของเธอทั้งสี่คน หากเธอแกล้งลากพวกเขาไปซวยแบบนี้ละก็ รับรองได้เลยว่าพี่ชายของเธอต้องโกรธจนเลิกคุยกับเธอไปเลย
พอคิดมาถึงจุดนี้ ติงหมิ่นก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมและนับถือวิสัยทัศน์ของฟางอู่หู่กับฟางหยวน การที่พวกเขาวางแผนให้ลูกๆ เติบโตและใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่ด้วยกันตั้งแต่แบเบาะ เป็นแนวทางอบรมสั่งสอนที่ถูกต้องและไม่มีข้อผิดพลาดเลยแม้แต่นิดเดียว
ความรักและความผูกพันของพี่น้องบ้านนี้ช่างแน่นแฟ้นเสียจนทำให้คนนอกอดอิจฉาไม่ได้
พั่งยาเห็นแม่ยืนเงียบไปก็รีบขยับเข้าไปหาใกล้ๆ ด้วยท่าทางกระตือรือร้นและกระซิบถามเสียงใส
“คุณตาฝั่งโน้นได้ตีพี่ติงชงชงไหมคะ พี่เขาสมควรโดนตีแล้วล่ะค่ะ ริอ่านมีแฟนตั้งแต่เด็ก ผู้หญิงคนนั้นเขาแค่หลอกกินลูกอมในกระเป๋าพี่เขาเท่านั้นแหละ มีแต่พี่ติงชงชงนั่นแหละที่หลงตัวเองคิดไปไกล น่าขายหน้าจริงๆ เลยค่ะ”
ติงหมิ่นพยักหน้ารับอย่างเอือมระอา พอได้ยินวีรกรรมเพิ่มเติมแบบนี้ เธอประเมินได้ทันทีว่าติงชงชงคงต้องโดนปู่ฟาดซ้ำอีกหลายยกแน่นอน
หญิงสาวตัดสินใจตอบคำถามเพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นของลูกสาว
“ลงไม้ลงมือไปเรียบร้อยแล้ว”
เด็กหญิงตัวอวบเบะปากก่อนจะพูดจาเจื้อยแจ้ววิจารณ์ลูกพี่ลูกน้องตัวเองอย่างออกรส
“สมควรแล้วค่ะ ถ้าคุณตาตีพี่เขาตั้งแต่แรก ป่านนี้พี่เขาก็คงเชื่อฟังไปนานแล้ว พี่ติงชงชงน่ะขี้ขลาดจะตายไป พี่เขาแค่ขาดคนคอยดัดนิสัยน่ะค่ะ ตัวเองไม่ได้เก่งเหมือนพี่หม่านอี้แท้ๆ แต่ก็ชอบทำตัวเลียนแบบพี่หม่านอี้ไปซะทุกเรื่อง สมควรโดนผู้หญิงหลอก สมควรโดนตีแล้วค่ะ”
ถึงติงชงชงจะทำตัวไม่เอาไหน แต่เขาก็เป็นหลานชายแท้ๆ สายเลือดตระกูลติงของเธอ พอต้องมายืนฟังลูกสาวตัวเองพูดจาด้อยค่าหลานชายฉอดๆ แบบนี้ คนเป็นอาอย่างติงหมิ่นก็ชักจะรู้สึกเสียหน้าขึ้นมาเหมือนกัน
เธอจึงตัดสินใจงัดไม้ตายออกมาขู่ลูกสาวตัวแสบ
“ก็ใช่น่ะสิ ลูกน่ะกล้าหาญที่สุดอยู่แล้วนี่ ถึงได้กล้าแอบหนีพี่เขาไปดูหนังกับคนอื่นน่ะ”
ทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น พั่งยาก็สะดุ้งเฮือกและรีบกระโดดถอยหลังออกไปยืนห่างจากผู้เป็นแม่หลายก้าวทันที เพราะถ้าขืนยืนอยู่ใกล้ๆ คนที่จะโดนแจกมะเหงกรายต่อไปก็คงหนีไม่พ้นเธอแน่ๆ
เด็กหญิงเบิกตากว้างก่อนจะโพล่งถามออกไป
“แม่รู้ได้ยังไงคะ”
ระดับติงหมิ่นเสียอย่าง เรื่องแค่นี้มีหรือจะรอดพ้นสายตา เธอจ้องหน้าลูกสาวนิ่งๆ ก่อนจะปล่อยไม้ตายขั้นเด็ดขาดออกมา
“คุณลุงซุนบังเอิญไปเจอตอนกำลังเข้าเวรพอดี ลูกคิดว่าตัวเองเก่งมาจากไหนถึงคิดว่าจะหนีพ้นสายตาแม่ไปได้”
พั่งยาหน้าซีดเผือด เธอร้อนรนจนทำอะไรไม่ถูก รีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธพัลวันพร้อมกับอ้อนวอนผู้เป็นแม่เสียงหลง
“แม่คะ แม่ห้ามเอาเรื่องนี้ไปบอกพี่หม่านอี้เด็ดขาดเลยนะคะ หนูไม่ได้มีแฟนจริงๆ นะคะ นั่นมันความสัมพันธ์แบบเพื่อนร่วมชั้นเรียนล้วนๆ เลย ถ้าพี่หม่านอี้รู้เข้าต้องเข้าใจผิดแน่ๆ ค่ะ”
ติงหมิ่นยกมือขึ้นนวดขมับตัวเองเบาๆ เธอเริ่มรู้สึกว่าตัวเองช่างเป็นผู้ปกครองที่ล้มเหลวเสียเหลือเกิน ลูกสาวตัวแสบริอ่านริรักก่อนวัยอันควรแท้ๆ แต่กลับไม่รู้สึกหวาดกลัวพ่อแม่เลยสักนิด
คนเดียวที่เด็กคนนี้กลัวจนหัวหดก็คือลู่หม่านอี้ แล้วแบบนี้คนเป็นแม่อย่างเธอจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
หญิงสาวรีบยกมือขึ้นห้ามเมื่อเห็นลูกสาวกำลังจะไหลลื่นเอาตัวรอด
“เดี๋ยวหยุดก่อน ประเด็นมันเริ่มผิดเพี้ยนไปแล้วนะ ลูกมั่นใจขนาดนั้นเลยเหรอว่าแม่จะไม่ดุลูกน่ะ”
[จบบท]