บทที่ 906 : ต่างก็ใจกว้างกันทั้งนั้น
อย่างน้อยลู่ชวนก็ยังดีกับน้องชายคนนี้ แม่สามีของเธอมองสถานการณ์ทุกอย่างได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
ฟางหยวนจึงพูดขึ้นมา
“แม่ก็พูดเองไม่ใช่เหรอคะว่าลู่ชวนดีกับเสี่ยวซานจะตายไป ส่วนคนอื่นเขาจะไปทำตัวใจกว้างพร่ำเพรื่อทำไมกัน แค่ดูแลลูกเมียให้ดีก็พอแล้วไม่ใช่เหรอคะ”
ท้ายที่สุดแล้วนี่ก็คือความต้องการเพียงอย่างเดียวที่ฟางหยวนมีต่อลู่ชวน หญิงสาวขยับยิ้มบาง
“แม่ต้องเชื่อมั่นในความใจกว้างของสามีฉันสิคะ”
แม่ลู่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ในเมื่อลูกสะใภ้พูดมาแบบนี้ คนเป็นแม่สามีอย่างเธอจะไปขัดคอได้ยังไง
ลูกชายตัวดีของเธอเป็นคนยังไง ทำไมเธอจะไม่รู้
“ความใจกว้างของสามีเธอน่ะมันมีมากพออยู่แล้ว แต่แม่กับพ่อของเขานี่สิไม่ได้ใจกว้างแล้วก็ไม่ได้มีเงินถุงเงินถังขนาดนั้น แค่ลำเอียงมาทางเธอหน่อยเดียวก็แทบจะควักเงินเก็บค่อนชีวิตออกมาหมดแล้ว ส่วนเรื่องอื่นปล่อยผ่านไปเถอะ แม่พูดจริงๆ นะ”
คนที่ยืนอยู่แถวนั้นได้ยินเข้าก็หลุดขำออกมา มันก็ต้องแบบนี้สิ ถึงจะเป็นความจริงของครอบครัวที่มีฐานะทั่วไป
ใครเขาจะไปซื้อบ้านเหมือนเดินตลาดซื้อผักกันล่ะ พอได้ยินแบบนี้คนรอบข้างก็ค่อยรู้สึกว่าโลกนี้ยุติธรรมขึ้นมาหน่อย
ความคิดความอ่านของหญิงชราก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติของคนทั่วไป เพียงแต่เธอรักและลำเอียงมาทางลูกสะใภ้คนนี้มากจริงๆ
แน่นอนว่าตัวลูกสะใภ้เองก็เป็นคนกตัญญูและใจกว้างมากเหมือนกัน คนที่จะมาคอยพูดเกลี้ยกล่อมให้แม่สามีซื้อบ้านให้น้องชายสามีได้เนี่ย สมัยนี้หาไม่ได้ง่ายๆ หรอกนะ
พอฟางหยวนได้ยินคำพูดที่แสดงออกถึงความลำเอียงอย่างชัดเจนของแม่ลู่ คราวนี้เธอรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาจริงๆ
เพิ่งจะรู้ว่าการถูกคนอื่นลำเอียงมารักมันรู้สึกดีแบบนี้นี่เอง แถมยังเป็นการลำเอียงแบบไม่สนสี่สนแปดอะไรทั้งนั้นด้วย
เธอหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี
“แม่นี่แสนดีจริงๆ เลยนะคะ โดยเฉพาะกับฉันเนี่ยแม่ดีด้วยสุดๆ ไปเลย แม่วางใจได้เลยนะคะ เรื่องนี้ฉันไม่มีทางเอาไปพูดต่อแน่”
แม่ลู่ยิ้มจนตาหยีพร้อมกับพูดความจริงจากใจ
“ใครเลี้ยงดูเรา เราก็ต้องเข้าข้างคนนั้นสิ ตรรกะง่ายๆ แค่นี้แม่กับพ่อของเขาเข้าใจดี”
ฟางหยวนหลุดขำพรืดออกมา ก่อนจะแกล้งพูดหยอกล้อออกไป
“ถ้าวันหลังหงเย่ซื้อของอร่อยๆ มาให้ แม่ก็กินให้อร่อยนะคะ ไม่ต้องรู้สึกผิดในใจหรอก”
แม่ลู่ตวัดสายตาค้อนขวับใส่ฟางหยวน ยัยเด็กคนนี้ตั้งใจจะแขวะเธอใช่ไหม
“ถ้าเธอหุบปากซะ แม่ก็ไม่รู้สึกผิดอะไรทั้งนั้นแหละ”
และแล้วแม่ผัวลูกสะใภ้คู่นี้ก็จัดการซื้อบ้านและทำเรื่องโอนกรรมสิทธิ์กันจนเสร็จสรรพ
คนที่ยืนดูอยู่รอบๆ ต่างก็พากันอิจฉาตาร้อน ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเงินหรอก แค่เห็นวิธีที่แม่สามีกับลูกสะใภ้บ้านนี้เขาคุยกันก็อิจฉาจะแย่แล้ว
แต่ก็นั่นแหละ ถ้าพวกเขาหาเงินได้เก่งขนาดนี้ ลูกสะใภ้ก็คงจะยอมเอาอกเอาใจแม่ผัวแบบนี้เหมือนกันนั่นแหละ
แต่ก็นะ ใครจะไปกล้าการันตีว่าแม่ผัวบ้านอื่นจะใจป้ำยอมควักเงินก้อนโตมาเอาใจลูกสะใภ้แบบนี้บ้าง
วันรุ่งขึ้น พอแม่ลู่ออกมาข้างนอกอีกครั้ง เธอก็พาฟางหยวนไปช่วยเลือกบ้านให้ลู่เสี่ยวซานอีกหลัง
แน่นอนว่าบ้านหลังนี้ต้องมีขนาดเล็กกว่าและทำเลสู้บ้านของฟางหยวนไม่ได้
แม่ลู่ยกมือขึ้นลูบหน้าอกตัวเองป้อยๆ
“เพิ่งจะรู้นะเนี่ยว่ามีเงินแล้วไม่ได้ใช้มันจะรู้สึกอึดอัดใจขนาดนี้ เอาเถอะ เดี๋ยวแม่กับพ่อของเขาก็ค่อยๆ เก็บเงินสร้างตัวกันใหม่ก็แล้วกัน”
ทั้งหมดนี่เป็นผลลัพธ์มาจากการที่เมื่อคืนฟางหยวนกับลู่ชวนผลัดกันพูดแหย่เธอทั้งคืน ที่ผ่านมาพวกเธอก็กินของอร่อยจากหงเย่ไปตั้งเยอะแยะ แถมหงเย่ยังคอยดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี
ถ้าจะให้ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไม่ให้อะไรตอบแทนเลย ในใจของพวกคนแก่ก็คงรู้สึกละอายใจแย่ โชคดีที่ฟางหยวนกับลู่ชวนไม่ได้เก็บเรื่องพวกนี้มาคิดเล็กคิดน้อย ไม่อย่างนั้นเรื่องนี้คงจัดการได้ยากแน่ๆ
แม่ลู่ถึงกับบ่นอุบอิบว่าหนี้สินก้อนนี้มันเกิดจากการใช้เงินแท้ๆ ต้องโทษพ่อลู่ที่ชอบทำตัวอวดรวย รู้อย่างนี้ไม่น่าไปซื้อบ้านสักหลังเลยจะดีกว่า
เพราะแบบนี้ไงเธอถึงต้องรีบมาตกลงกับฟางหยวนให้เรียบร้อย แล้ววันรุ่งขึ้นก็รีบออกมาหาซื้อบ้านอีกสักหลัง ขืนปล่อยไว้แบบนี้มีหวังได้กังวลจนนอนไม่หลับแน่
ฟางหยวนจ้องมองกระเป๋าเสื้อของแม่ลู่อย่างรู้ทัน
“แม่ยังจะมาทำเป็นกั๊กกับฉันอีกนะคะ บ้านหลังแค่นี้จะไปหมดเงินสักเท่าไหร่กันเชียว แม่ต้องมีเงินเหลืออยู่แน่ๆ”
แม่ลู่รีบเอามือตะครุบกระเป๋าเสื้อตัวเองไว้แน่นด้วยความระแวง กลัวว่าฟางหยวนจะพูดอะไรที่ทำให้เธอต้องนอนไม่หลับขึ้นมาอีก
“เธอจะมาสนทำไมว่าแม่เหลือเงินอยู่เท่าไหร่ แต่ที่แน่ๆ คือมันไม่พอซื้อบ้านอีกหลังแล้วก็แล้วกัน ห้ามเอาเรื่องนี้ไปบอกใครเด็ดขาด แล้วก็ห้ามพูดเรื่องอื่นขึ้นมาอีกนะ”
เธอกลัวปากของลูกสะใภ้คนนี้จริงๆ เพราะมันเปลืองเงินเหลือเกิน
ท่าทางหวงแหนกระเป๋าเสื้อของแม่ลู่มันฟ้องชัดเจนว่ายังมีเงินเหลืออยู่อีกแน่ๆ ฟางหยวนเลยแกล้งแหย่แม่สามีไปอีกประโยค
“แม่กะจะเก็บไว้ให้หลานชายใช่ไหมคะ”
แม่ลู่ส่ายหน้าปฏิเสธเสียงแข็ง
“ไม่มีทาง แม่เก็บไว้ให้เธอต่างหากล่ะ แล้วนี่ก็หมดตัวแล้วจริงๆ แม่กับพ่อของเขาไม่ได้มีรายได้อะไรมากมาย ก็เก็บหอมรอมริบมาได้แค่นี้นี่แหละ”
ตอนนี้แม่ลู่พอจะจับทางได้แล้วว่าลูกสะใภ้คนนี้ชอบให้คนมาพูดจาเอาอกเอาใจ เมื่อวานตอนที่เธอแสดงออกว่าเข้าข้าง ฟางหยวนก็เอาแต่ยิ้มแก้มแทบปริตลอดทางกลับบ้าน
เพราะฉะนั้นต่อไปนี้เวลาจะพูดอะไรคงต้องคิดให้รอบคอบกว่านี้ซะแล้ว
“เธออย่ามาพูดจาตะล่อมให้แม่ควักเงินอีกก็แล้วกัน”
ตอนที่ฟางหยวนกวักมือเรียกหงเย่ให้มาจัดการเรื่องเอกสาร หญิงสาวยังมีสีหน้างุนงงอยู่เลย
“นี่ออกไปเดินเล่นกันยังไงถึงได้บ้านกลับมาหลังนึงล่ะคะเนี่ย แม่รีบไล่พี่สะใภ้ไปทำงานเถอะค่ะ ขืนปล่อยให้เดินเล่นด้วยกันแบบนี้ มีหวังเงินเก็บของแม่ได้ละลายหายไปกับการเดินเล่นแน่ๆ”
พอรู้ว่าบ้านหลังนี้ซื้อให้พวกเธอ หงเย่ก็ยิ้มรับด้วยความยินดี ก่อนจะหันไปพูดกับแม่ลู่
“แม่ไม่เก็บไว้ให้หลานแล้วเหรอคะ ยอมตัดใจยกให้พวกเราแบบนี้ ขอบคุณมากนะคะแม่”
แม่ลู่กระแอมไอเบาๆ
“อะแฮ่ม อย่ามาพูดซี้ซั้วนะ ถึงแม่จะเก็บเงินไว้ แม่ก็จะเก็บไว้ให้พี่สะใภ้รองของเธอต่างหาก ไม่ได้เก็บไว้ให้หลานหรอก”
หงเย่ได้แต่หัวเราะร่วน ทักษะการเอาอกเอาใจพี่สะใภ้รองของหญิงชราคนนี้นี่มันฝังอยู่ในสายเลือดจริงๆ ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ไม่เคยลืมที่จะยกพี่สะใภ้รองขึ้นมาเป็นอันดับแรกเสมอ
แต่สิ่งที่หงเย่กังวล แม่ลู่เองก็คิดเหมือนกัน ตอนนี้เธอไม่อยากเดินเที่ยวในเมืองมณฑลกับฟางหยวนอีกแล้ว ขืนเดินต่อไปมีหวังเงินในกระเป๋าได้เกลี้ยงไม่มีเหลือแน่
แม่ลู่จึงพูดขึ้นมา
“ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวอีกสักพักเราค่อยไปเดินเที่ยวในที่ที่มันไม่ต้องเสียเงินก็แล้วกัน”
การอยู่เป็นเพื่อนลูกสะใภ้น่ะ เธอจริงจังกับเรื่องนี้มากนะ
ฟางหยวนถึงกับหันขวับไปมองหน้าแม่ลู่ทันที
“มันมีที่แบบนั้นอยู่ด้วยเหรอคะ”
แม่ลู่วางแผนเรื่องนี้เอาไว้ตั้งนานแล้ว หลายปีมานี้ที่บ้านยุ่งกันตลอด พวกเขาเลยไม่มีเวลากลับไปที่หมู่บ้านเลย
ฟางหยวนเองก็ยิ่งไม่มีเวลาว่าง นานๆ ทีฟางหยวนจะพอมีเวลาว่างประจวบเหมาะให้พวกเขากลับไปเดินเล่นที่นั่นพอดี
“พอกลับไปที่หมู่บ้าน มันจะมีเรื่องอะไรให้ต้องเสียเงินอีกล่ะ ถึงตอนนั้นก็ถือซะว่าได้ประหยัดเงินไปด้วยไง”
เอาเถอะ ทุกคนต่างก็ยอมรับว่าที่นั่นเป็นสถานที่ที่ถึงมีเงินก็ไม่มีที่ให้ใช้จริงๆ ร้านโชห่วยในหมู่บ้านก็ขายแค่พวกเข็ม ด้าย แล้วก็ไม้ขีดไฟอะไรพวกนี้เท่านั้นแหละ
หงเย่ยังคงพูดจาเกรงอกเกรงใจตามมารยาท
“แม่คะ แม่จะมามัวเป็นห่วงพวกเราทำไมอีก ถึงเวลาที่พวกเราต้องเป็นฝ่ายดูแลแม่แล้วนะคะ”
แม่ลู่พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและใจกว้าง
“ที่แม่กับพ่อของเขาเก็บหอมรอมริบมา ก็เพื่อพวกเธอนี่แหละ จะให้ช้าหรือเร็วสุดท้ายก็ต้องให้อยู่ดี สู้ให้ซะตั้งแต่ตอนนี้ ยังจะได้เห็นพวกเธอมีความสุขด้วย”
หงเย่รีบแย้ง
“ก็ตกลงกันไว้แล้วไม่ใช่เหรอคะ ว่าแม่จะไปอยู่กับพี่รองและพี่สะใภ้รอง ของพวกนี้ในอนาคตก็ต้องเป็นของพวกเขาสิ แม่ทำแบบนี้ฉันก็รู้สึกผิดต่อพี่สะใภ้รองแย่สิคะ”
ระหว่างที่พูด หงเย่ก็ค่อยๆ หยิบโฉนดบ้านยัดใส่กระเป๋าของตัวเองไปพลางๆ ต่อหน้าต่อตาฟางหยวนและแม่ลู่
นี่คือการกระทำที่สวนทางกับคำพูดอย่างสิ้นเชิง แถมยังต้องมีคนมายืนดูเป็นพยานอีกต่างหาก
หญิงสาวยังหันไปส่งยิ้มหวานให้ฟางหยวนอีกหนึ่งที แม่ลู่ถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึก ยัยเด็กคนนี้ร้ายกาจไม่เบาเลยจริงๆ
ฟางหยวนได้แต่คิดในใจว่า แม่ผัวลูกสะใภ้คู่นี้นี่ลูกเล่นแพรวพราวกันจริงๆ
แม่ลู่พูดหน้าตาย
“แม่ก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่เมื่อคืนแม่นอนไม่หลับทั้งคืนเลย บ้านที่ซื้อให้พี่สะใภ้รองของเธอมันดีกว่าหลังนี้นะ ยังไงแม่ก็ต้องลำเอียงไปทางนั้นอยู่ดีแหละ”
หงเย่หัวเราะจนตัวงอ
“บ้านหลังนี้ฉันได้มาฟรีๆ แม่วางใจได้เลยค่ะ ฉันพอใจแค่นี้แหละ”
พูดจบเธอก็ตบกระเป๋าหนังของตัวเองเบาๆ
“ฉันไม่คืนให้หรอกนะคะ”
การที่หงเย่กล้ารับของชิ้นใหญ่มาอย่างหน้าชื่นตาบานแบบนี้ ก็เพราะรู้ดีว่าพี่สะใภ้รองไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินแค่นี้อยู่แล้ว
แม่ลู่ได้แต่มองตามกระเป๋าที่ลูกสะใภ้สะพายอยู่อย่างตาละห้อย ก่อนจะสะบัดหน้าหนีเพื่อตัดความรำคาญใจ
เอาเถอะ แค่รู้จักพอใจในสิ่งที่ได้ก็พอแล้ว อีกอย่าง ให้ไปแล้วก็ไม่ได้หวังให้เอามาคืนสักหน่อย
สุดท้ายแล้วแม่ลู่ก็ไม่ได้พาหงเย่ไปดูบ้านของฟางหยวน ของแบบนี้ไม่เห็นซะตั้งแต่แรกก็จะได้ไม่ต้องมานั่งหงุดหงิดกวนใจ
ไม่อย่างนั้นถ้าเกิดเอาไปเปรียบเทียบกันขึ้นมา ใครมันจะไปทำใจยอมรับได้ล่ะ
อย่างน้อยถ้าเป็นตัวเธอเองก็คงรู้สึกไม่แฟร์แน่ๆ เรื่องนี้แม่ลู่ก็ยังพอจะมีความรอบคอบคิดเผื่อเอาไว้อยู่บ้าง
จะบอกว่าลูกสะใภ้ทั้งสองคนต่างก็รู้ใจพ่อแม่สามีเป็นอย่างดีก็คงไม่ผิด
หลังจากนั้นพวกเธอก็พาแม่ลู่ไปเลือกซื้อบ้านอีกหลัง คราวนี้เงินเก็บส่วนตัวของหญิงชราถูกผลาญจนเกลี้ยงกระเป๋าจริงๆ แล้ว
[จบบท]