บทที่ 909 : เจ็บผิดที่
คำพูดของพ่อลู่นั้นตรงไปตรงมา แม่ลู่เองก็เข้าใจเหตุผลข้อนี้ดี
การที่ฟางหยวนเลือกทำเช่นนี้ ทั้งหมดก็เพื่อให้สองตายายสบายใจและไม่ต้องคิดมาก
“ฉันรู้สึกว่าพวกเราเอาเปรียบเธอมากจริงๆ”
หญิงชราทอดถอนใจยาว พลางขยับเข้าไปใกล้สามีก่อนจะปริปากพูดต่อ
“เด็กคนนี้ใจกว้างจนหาตัวจับยาก ขนาดลู่ต้าเป่าก็ยังอุตส่าห์นึกถึงด้วย รู้ดีว่าในใจของฉันค้างคาเรื่องนี้อยู่ตลอด”
พ่อลู่รู้ดีเรื่องรายได้ของลูกชายคนรองและสะใภ้รอง ความคิดของเขาจึงค่อนข้างโปร่งสบาย
“เธอสบายใจเถอะ เจ้าคนรองสองสามีภรรยาไม่ได้ขัดสนเงินทองพวกนี้หรอก”
“แต่ฉันอดคิดไม่ได้นี่ ตอนแรกก็ตกลงกันไว้ดิบดีแล้วว่าพวกเราจะฝากผีฝากไข้ไว้กับครอบครัวเจ้าคนรอง”
“เด็กพวกนี้ล้วนแต่รู้จักเอาใจใส่คนอื่น ในเมื่อพี่น้องรักใคร่กลมเกลียวกันดี เรื่องอื่นก็ไม่นับว่าเป็นปัญหาหรอก”
ชายชราทอดสายตามองออกไปทางหน้าต่าง พลางถอนหายใจออกมาเบาๆ
“เมื่อก่อนที่ต้องทะเลาะเบาะแว้งกันก็เพราะความจนมันบีบคั้น ถ้าตอนนั้นทางบ้านร่ำรวยเงินทองแบบนี้ ลู่เหล่าต้าก็คงไม่ต้องกลายเป็นคนแบบนี้ไปหรอก”
ถ้อยคำถัดจากนั้นเขาไม่ได้พูดออกไปให้ภรรยาได้ยิน หากครอบครัวมีฐานะดีตั้งแต่แรก เจ้าคนรองกับเสี่ยวซานก็คงไม่ถือสาหาความกับพี่ชายคนโตเหมือนทุกวันนี้
เรื่องนี้แม่ลู่ไม่กล้าเอ่ยปากออกมา ตอนนี้ชีวิตความเป็นอยู่ก็ดีขึ้นแล้ว แต่ลู่เหล่าต้าก็ยังหาเรื่องวุ่นวายไม่จบไม่สิ้นอยู่ดี
คนก่อนก็หย่าร้างกันไปแล้ว ส่วนคนนี้ก็ดูเหมือนลู่เหล่าต้าจะไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่ อยู่กินกันเป็นสามีภรรยาแต่ยังต้องคอยระแวงซ่อนเงื่อนงำกัน
แบบนั้นย่อมไม่ใช่หนทางที่จะอยู่ร่วมกันได้ยืดยาว
พอหัวข้อสนทนาวกมาถึงเรื่องของลู่เหล่าต้า สองตายายต่างพากันเงียบเสียงลงโดยอัตโนมัติ เพราะไม่มีใครหาหนทางพูดคุยต่อได้
แม่ลู่เคยใช้ชีวิตร่วมเรือนกับลูกชายคนโตมาก่อน ในอกย่อมเกิดรอยร้าวที่ยากจะประสาน
ความเย็นชาและเห็นแก่ตัวของลูกชายคนโตเปรียบเสมือนหนามแหลมที่ปักลึกอยู่ในอกของคนเป็นแม่จนยากจะถอนออก
ทางด้านลู่ต้าเป่าที่เพิ่งได้รับทะเบียนบ้านมาไว้ในครอบครอง ในใจของเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลายจนบอกไม่ถูก
ความจริงเขาอยากจะเดินไปบอกพ่อกับแม่ของตัวเองเหลือเกินว่าให้ทำดีกับปู่และย่าให้มากกว่านี้หน่อย เพราะคนแก่ทั้งสองรักและเป็นห่วงเขาจากใจจริง
หากเป็นครอบครัวคนอื่น การที่มีคนหยิบยื่นความหวังดีและดูแลเอาใจใส่ลูกชายของตัวเองขนาดนี้ คนเป็นพ่อเป็นแม่ย่อมต้องรู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณในน้ำใจ
แต่เมื่อหันกลับมามองพ่อแม่บังเกิดเกล้าของตัวเอง ลู่ต้าเป่ากลับไม่กล้าคาดเดาปฏิกิริยาของพวกเขาเลย
หากเขานำทะเบียนบ้านฉบับนี้ออกมาให้เห็น ลู่ต้าเป่ากลัวเหลือเกินว่าแม่แท้ๆ จะเข้ามายื้อแย่งเพื่อเอาไปเป็นสมบัติส่วนตัว
ส่วนพ่อบังเกิดเกล้าก็อาจจะถึงขั้นฟ้องร้องทำคดีความกับเขาเพื่อแย่งชิงผลประโยชน์
ทุกคนต่างรู้ดีว่าหลี่เหมิงซึ่งเป็นแม่แท้ๆ ของเขา ในตอนนี้วันๆ เอาแต่ขลุกอยู่กับวงไพ่นกกระจอก ไม่สนใจสิ่งใดนอกจากการพนัน
แถมยังแวะเวียนมาหาเขาบ่อยๆ เพื่อขูดรีดเงินทอง และยังคอยยุยงให้เขาไปหลอกเอาเงินมาจากพ่อของตัวเองอยู่เป็นประจำ
ฝั่งเฝิงลู่ที่เป็นแม่เลี้ยงก็ไม่ใช่คนที่จะยอมเสียเปรียบง่ายๆ จนถึงตอนนี้ลู่ต้าเป่าก็ยังดูไม่ออกเลยว่าพ่อแท้ๆ ของเขายังมีใจเป็นหนึ่งเดียวกับเขาอยู่หรือไม่
เรื่องราวซับซ้อนเหล่านี้จึงกลายเป็นความลับที่เขาต้องเก็บเอาไว้ให้มิดชิด
การต้องเผชิญหน้ากับพ่อแม่ที่มีนิสัยแบบนี้ ทำให้เด็กหนุ่มอย่างลู่ต้าเป่าอดไม่ได้ที่จะต้องคิดเผื่อและระแวดระวังตัวอยู่เสมอ
ใจหนึ่งเขาอยากจะหาเวลาว่างแวะเวียนไปเยี่ยมเยียนปู่กับย่าให้บ่อยขึ้น แต่อีกใจก็รู้ดีว่าทุกครั้งที่คนแก่ทั้งสองเห็นหน้าเขา ก็คงจะอดนึกถึงพ่อกับแม่ของเขาไม่ได้
และนั่นคงไม่ได้ทำให้คนแก่มีความสุขจริงๆ
การได้รับทรัพย์สมบัติเพิ่มขึ้นมาอีกชิ้นย่อมทำให้ลู่ต้าเป่ารู้สึกยินดี แต่เรื่องราวเบื้องหลังที่แฝงอยู่กลับทำให้เขาลำบากใจจนไม่สามารถระบายความอัดอั้นตันใจนี้ให้ใครฟังได้เลย
บางทีถ้าเขาเป็นคนประเภทไม่คิดอะไรเลย ชีวิตก็คงจะสบายและมีความสุขมากกว่านี้
ลู่ต้าเป่าประคองทะเบียนบ้านเล่มนั้นไว้ในมือ พลางปล่อยให้ความคิดตีกวนกันอยู่ในหัวเป็นเวลานาน
สุดท้ายเด็กหนุ่มก็ตัดสินใจเดินทางออกไปตรวจดูสภาพบ้านหลังนั้น เพื่อวางแผนอย่างรอบคอบว่าจะปล่อยเช่าหรือเก็บไว้ใช้ประโยชน์เองในอนาคต
ย้อนกลับไปตอนที่เขาเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น พอถึงวันอาทิตย์ พ่อลู่กับแม่ลู่มักจะยอมเหน็ดเหนื่อยเดินทางมาช่วยหลานชายจัดการข้าวของและดูแลความเป็นอยู่เสมอ
แต่หลังจากที่ลู่ต้าเป่าดื้อดึงไม่ยอมเรียนต่อในระดับมัธยมปลาย และหันมาทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับร้านโชห่วย คนแก่ทั้งสองจึงเริ่มแวะเวียนมาหาเขาน้อยลง
ลู่ต้าเป่าเป็นคนมีจิตสำนึกและรู้ผิดชอบชั่วดีอยู่บ้าง ถึงแม้พ่อแม่บังเกิดเกล้าจะให้กำเนิดและเลี้ยงดูเขามาจนโต แต่ก็ทำได้เพียงเท่านั้น ไม่เคยใส่ใจเขาอย่างจริงจังเลย
ในทางกลับกัน ปู่ ย่า รวมถึงพวกอาๆ และอาสะใภ้ ทั้งที่ไม่ได้ติดค้างอะไรเขาเลย กลับปฏิบัติต่อเขาด้วยความจริงใจและดีต่อเขามากจริงๆ
ยิ่งนำไปเปรียบเทียบกับพ่อแม่แท้ๆ ก็ยิ่งเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน
เด็กหนุ่มรู้ตัวดีว่าสถานะของตนเองอาจไม่ได้เป็นที่ต้อนรับเท่าใดนัก ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะไม่ค่อยเข้าไปวุ่นวายที่บ้านของลู่ชวนกับฟางหยวนโดยไม่จำเป็น
แต่เขาเปลี่ยนวิธีการเป็นการเลือกซื้อข้าวของเครื่องใช้เล็กๆ น้อยๆ ที่แฝงไปด้วยความใส่ใจ
สิ่งของเหล่านั้นไม่ได้มีราคาค่างวดมากมายอะไร แต่ล้วนเป็นสิ่งที่คนแก่ทั้งสองจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน
ทุกๆ สามวันห้าวัน ลู่ต้าเป่าจะนำของมาส่งให้ถึงเรือน พอนำของวางลงเสร็จสรรพเขาก็จะรีบขอตัวกลับทันที
บางครั้งหากพอมีเวลาว่างเหลืออยู่บ้าง ลู่ต้าเป่าก็มักจะเข้าไปคอยเป็นลูกมือช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ ให้พ่อลู่อยู่ที่อู่ซ่อมรถ
การกระทำที่รู้จักความและกตัญญูของเด็กคนนี้ ทำให้ทั้งลู่ชวนและฟางหยวนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกชื่นชมและมองเขาในแง่ดีมากขึ้น
เมื่อฟางหยวนเห็นการกระทำและนิสัยใจคอของลู่ต้าเป่า เธอจึงอดยกเรื่องเก่าขึ้นมาพูดกับสามีไม่ได้
“คุณคิดว่าตอนนั้นหลี่เหมิงแอบคบชู้หรือเปล่า ไม่อย่างนั้นคนนิสัยแบบสองคนนั้นจะคลอดลูกที่รู้ความแบบลู่ต้าเป่าออกมาได้ยังไง มันดูไม่สมเหตุสมผลเลยนะ”
หญิงสาวพยายามทบทวนความจำของตัวเองเพื่อหาข้อพิสูจน์ให้ข้อสงสัยนี้
“แต่เด็กคนนี้ก็คลอดออกมาหลังจากที่พวกเขาแต่งงานกันไปตั้งนานแล้วนี่นา ฉันไม่น่าจำผิดหรอกนะ”
ทุกถ้อยคำล้วนแฝงไว้ด้วยการดูแคลนลู่เหล่าต้ากับหลี่เหมิง
ลู่ชวนได้แต่คิดในใจว่าภรรยาของเขากำลังหาเรื่องปวดหัวให้ตัวเองแท้ๆ ทั้งที่รู้เรื่องราวทุกอย่างดีอยู่แล้ว จะยอมเสียเวลาคิดเรื่องของคนอื่นให้เปลืองสมองทำไมกัน
“คุณพูดเรื่องอะไรออกมาน่ะ อยู่เฉยๆ อย่าไปสนใจเรื่องของพวกเขาเลย”
“จะเป็นลูกหลานของตระกูลลู่จริงหรือไม่ พ่อกับแม่ย่อมรู้ดีที่สุด อีกอย่าง เมื่อก่อนลู่เหล่าต้าก็ไม่ได้มีนิสัยแบบในตอนนี้หรอก”
สองสามีภรรยาที่กำลังว่างจนไม่มีอะไรทำ กลับพากันมานั่งวิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวเหลวไหลของครอบครัวลู่เหล่าต้าเสียอย่างนั้น
ฟางหยวนเลิกคิ้วสูงด้วยความประหลาดใจ ฝั่งลู่ชวนนั้นแท้จริงแล้วเขาไม่อยากจะเอ่ยถึงเรื่องของลู่เหล่าต้าให้เธอฟังเลย โดยเฉพาะการชื่นชมความดีในอดีตของพี่ชาย
แต่เขาก็ไม่อาจปล่อยให้ภรรยาคิดเตลิดเปิดเปิงไปจนกู่ไม่กลับได้เหมือนกัน
ความคิดของฟางหยวนนั้นโลดแล่นและกว้างไกลเกินควบคุม เธอทำท่าราวกับจะลงลึกศึกษาวิจัยไปถึงการสืบทอดสายเลือดของลู่ต้าเป่าเสียให้ได้
“ตอนที่ลู่เหล่าต้ายังอยู่กับพ่อแม่ เขาก็นับว่าเป็นเด็กที่รู้ความมากคนหนึ่ง รู้จักช่วยงานและเป็นห่วงเป็นใยคนในบ้าน เรื่องทั้งหมดมันเริ่มแย่ลงก็ตอนที่มีเงินทองเข้ามาเกี่ยวข้องกันนั่นแหละ แถมยังเลือกคู่ครองผิดคนอีก”
ชาวบ้านทุกคนต่างก็รู้ดีว่านิสัยใจคอของลู่เหล่าต้าที่เริ่มบิดเบี้ยวและเปลี่ยนไปจากเดิม ล้วนเกิดจากความบีบคั้นของสภาพความเป็นอยู่ที่ไม่เอื้ออำนวยและความยากจนข้นแค้นในอดีต
ถ้าจะพูดกันตามตรง จิตใจของเขาคงจะไม่ได้หนักแน่นพอเมื่อต้องเผชิญหน้ากับบททดสอบของชีวิต
“ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นตอนนั้นพ่อกับแม่ฉันคงไม่เลือกผู้ชายแบบนั้นให้ฉันหรอก”
สิ้นประโยคของภรรยา สีหน้าของลู่ชวนก็เปลี่ยนไปในทันที
ชายหนุ่มขมวดคิ้วแน่น ดวงตาฉายแววไม่พอใจอย่างเด่นชัด ความหมายในคำพูดของฟางหยวนคืออะไร หมายความว่าในอดีตเธอก็เคยมองเห็นข้อดีของลู่เหล่าต้า จนคิดว่าผู้ชายคนนั้นคู่ควรที่จะแต่งงานด้วยอย่างนั้นหรือ
ฟางหยวนไม่ได้รู้สึกตัวเลยว่าคำพูดของตัวเองได้จุดชนวนระเบิดก้อนใหญ่เข้าให้แล้ว แต่พอหันไปสบตากับสามี เธอก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ทันทีว่าผู้ชายคนนี้ใจแคบขนาดไหน
หัวข้อสนทนานี้ไม่ควรจะเริ่มต้นขึ้นมาตั้งแต่แรกเลยด้วยซ้ำ ความรู้สึกเสียใจแล่นตื้นขึ้นมาจนเธออยากจะยกมือขึ้นมาเขกกบาลตัวเองสักที
ไม่ต้องเสียเวลาคาดเดาให้ยาก ฟางหยวนรู้ดีว่าเรื่องนี้กำลังจะสร้างปัญหาใหญ่ให้เธอเข้าแล้ว
เธอเฝ้ารอให้ลู่ชวนระเบิดอารมณ์ออกมาเหมือนทุกที แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม ชายหนุ่มปิดปากเงียบสนิทและไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว
บรรยากาศรอบตัวกลับกลายเป็นความเย็นยะเยือกและตึงเครียดจนฟางหยวนเริ่มรู้สึกอึดอัดและทำตัวไม่ถูก
“คุณ... ฉันก็แค่พูดไปเรื่อยเปื่อย ลู่หม่านอี้ก็โตขนาดนี้แล้ว คุณยังจะเก็บเรื่องเก่าๆ มาใส่ใจอีกเหรอ”
ลู่ชวนยังคงไม่ยอมเปิดปากพูด สีหน้าของเขาบึ้งตึงจนดูแย่มาก ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรง ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
ฟางหยวนพยายามจะอธิบายเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศ ในเมื่อรู้ทั้งรู้ว่าผู้ชายคนนี้ใจแคบ จะไปทำให้เขาไม่สบายใจทำไม
“นี่ ฉันพูดไปแค่นั้นเอง...”
ลู่ชวนกุมหน้าอกตัวเองขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“ผมเจ็บหน้าอก”
ฟางหยวนคิดว่าสามีตัวดีกำลังใช้แผนสำออยเพื่อเรียกร้องความสนใจ เธอยื่นมือไปดึงสาบเสื้อของเขาเบาๆ พลางบ่นอุบ
“คุณก็เกินไป อย่ามาทำเป็นเล่นหน่อยเลย ฉันก็แค่พูดไปตามเรื่องตามราวเท่านั้นเอง”
แต่เธอกลับเห็นว่าสีหน้าของลู่ชวนผิดปกติไปหมด เขาไม่มีแรงแม้แต่จะดึงสาบเสื้อกลับคืน
“ขับรถ... ผมเจ็บหน้าอก”
นี่ไม่ใช่การแกล้งทำเพื่อเรียกร้องความสนใจจากอาการหึงหวงเสียแล้ว ชายหนุ่มกำลังเผชิญกับความเจ็บปวดทางร่างกายจริงๆ ฟางหยวนถึงกับลนลานจนทำอะไรไม่ถูก
เธอผลุนผลันลุกขึ้นยืน
“เจ็บจริงเหรอคุณ”
เธอมองเห็นเม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผากของสามี ฟางหยวนไม่รู้ว่าตนเองไปเอาเรี่ยวแรงมหาศาลมาจากไหน เธอรีบประคองร่างของลู่ชวนให้ลุกขึ้น พลางช่วยพยุงกึ่งลากกึ่งเดินออกไปข้างนอกทันที
ลู่หม่านอี้รับหน้าที่เป็นคนขับรถพาทั้งพ่อและแม่บึ่งตรงไปยังโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ลูกชายของบ้านช่างพึ่งพาอาศัยได้ดีจริงๆ
ผลการตรวจร่างกายระบุออกมาว่าลู่ชวนเป็นไส้ติ่งอักเสบ ข่าวนี้ทำเอาฟางหยวนแทบช็อกด้วยความตกใจ เธอรีบเอื้อมมือไปคว้าแขนเสื้อของหมอที่ยืนอยู่ข้างๆ ไว้แน่น
“คุณหมอคะ เขาบอกว่าเจ็บตรงหน้าอกนะคะ มือของเขาก็กุมอยู่ตรงหน้าอกชัดๆ คุณหมอช่วยตรวจดูให้ละเอียดอีกทีเถอะค่ะ”
แพทย์ผู้รักษาทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ในเมื่อคนไข้กุมตรงหน้าอก ทางโรงพยาบาลย่อมต้องตรวจส่วนนั้นเป็นอันดับแรกอยู่แล้ว สุดท้ายผลกลับออกมาเป็นไส้ติ่งอักเสบ
“ตรวจแล้วครับ ส่วนนั้นไม่มีปัญหาอะไร เป็นไส้ติ่งอักเสบครับ”
[จบบท]