บทที่ 912 : จอมหึงหวง
ทันทีที่เห็นสถานการณ์ตรงหน้า ฟางหยวนก็รีบวิ่งซอยเท้าเข้ามาหาทันที
เธอผลักลู่หม่านอี้ออกไปให้พ้นทาง แล้วเข้าไปประคองลู่ชวนไว้ด้วยสีหน้าร้อนรน
"เป็นอะไรไหมคะ ยกขาขึ้นแล้วปวดท้องไหม"
จากนั้นก็หันไปตวาดลู่หม่านอี้เสียงเข้ม
"ลูกจะไปยั่วโมโหพ่อทำไมตอนนี้น่ะ ไม่รู้หรือไงว่าพ่อเขาเป็นอะไรอยู่!"
ก่อนจะหันกลับมาบ่นลู่ชวนต่อ
"ไม่ปวดแล้วใช่ไหมคะ ถ้าคุณอยากตีลูกเมื่อไหร่ค่อยตีก็ได้นี่นา อีกอย่าง ถ้าคุณบอกฉัน เดี๋ยวฉันลงมือจัดการลูกให้เองก็ได้"
ลู่หม่านอี้ยืนอึ้ง เขาเป็นลูกแท้ๆ นะ ไม่ใช่สิ่งของ ทำไมถึงทำเหมือนเขาไม่มีค่าขนาดนี้
เด็กหนุ่มร้องเรียกออกไปได้เพียงคำเดียว
"แม่ครับ..."
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกหมดศรัทธากับโลกใบนี้ไปแล้ว
ลู่ชวนหันไปมองหน้าลู่หม่านอี้พลางแค่นหัวเราะ
"พ่อเนี่ยนะ จะไปอิจฉาลูก เหอะ"
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความประชดประชัน ลู่ชวนก็เป็นคนหยิ่งทะนงแบบนี้แหละ และในศึกครั้งนี้เขาก็เป็นฝ่ายชนะเห็นๆ
ถ้าสองคนนี้ไม่ใช่พ่อแม่บังเกิดเกล้า แถมสถานการณ์ตอนนี้ก็ยังปลีกตัวหนีไปไหนไม่ได้อีกล่ะก็ ลู่หม่านอี้คงเก็บของหนีออกจากบ้านไปนานแล้ว
นี่มันรังแกกันเกินไปชัดๆ!
เขาโดนสามีภรรยาคู่นี้จับมือกันเล่นงานเข้าให้แล้ว
แต่จะว่าไปก็ต้องนับถือแม่ของเขาจริงๆ ที่ใช้เขาเป็นเครื่องมือหลอกล่อจนพ่อกลับมายิ้มหน้าระรื่นได้อีกครั้ง
ลู่หม่านอี้เลิกคิ้วขึ้น เขามั่นใจแล้วว่าตัวเองเพิ่งจะกลายเป็นแค่เครื่องมือของแม่
ใครต่อใครต่างก็บอกว่าแม่ของเขาเป็นคนซื่อๆ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ต่อไปนี้เขาจะไม่เชื่อคำพูดพวกนั้นอีกเด็ดขาด
แถมคนในบ้านยังชอบพูดกันว่าพ่อเป็นฝ่ายคอยง้อแม่ ง้อทีไรก็สำเร็จตลอด ดูท่าคำพูดนี้ก็เชื่อถือไม่ได้เหมือนกัน
เพราะเวลาที่แม่เป็นฝ่ายง้อพ่อบ้าง แม่กลับทำได้ลื่นไหลและแนบเนียนกว่าตั้งเยอะ
สรุปแล้ว ลู่หม่านอี้ก็คงเป็นแค่ของแถมที่ติดมาตอนลู่ชวนกับฟางหยวนแต่งงานกันนั่นแหละ
หลังจากลู่ชวนกลับมาพักที่บ้าน พอถึงวันรุ่งขึ้น พ่อลู่กับแม่ลู่ถึงเพิ่งรู้เรื่องที่ลู่ชวนอารมณ์เสียจนล้มป่วยกลางดึก
แม่ลู่สงสารลูกชายจนแทบขาดใจ
"มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย พักผ่อนให้เต็มที่สักสองสามวันเถอะนะ หรือว่าเป็นเพราะช่วงนี้งานยุ่งเกินไป บ้านเราก็ไม่ได้ขัดสนจนถึงขั้นไม่มีจะกินแล้ว ไม่ต้องหักโหมขนาดนี้ได้ไหมลูก"
ทางด้านพ่อลู่ พอเห็นลูกชายหน้าซีดเซียวก็อดสงสารไม่ได้เหมือนกัน แต่เขาไม่ได้แสดงออกทางคำพูดมากมายนัก
"แม่ก็อย่าเพิ่งบ่นอะไรตอนนี้เลย ปล่อยให้ลูกพักฟื้นร่างกายไปเถอะ"
พูดจบคนเป็นพ่อก็หันหลังเดินออกไปทันที เขาตั้งใจจะไปตระเวนหาซื้อของกินบำรุงร่างกายดีๆ มาให้ลูกชาย
ฟางหยวนเห็นดังนั้นจึงหันมาพูดปลอบใจแม่ลู่
"ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกค่ะแม่ เขากินยาอยู่ พักสักสองสามวันเดี๋ยวก็หาย หมอเขาบอกมาแบบนี้น่ะค่ะ"
ลู่หม่านอี้ที่ยืนอยู่เงียบๆ ไม่ได้ปริปากพูดอะไรออกมา ทั้งที่จริงแล้วเขาเจ็บปวดกว่าพ่อตั้งเยอะ
ต้องทำงานเหนื่อยแทบตาย แถมยังโดนพ่อคอยหาเรื่องปั่นหัวสารพัด เพียงเพราะเขาดันไปเห็นเรื่องน่าขันที่ไม่ควรเห็นเข้า
แต่น่าเสียดาย ที่ตอนนี้ในสายตาของปู่กับย่ามีแค่ลู่ชวนซึ่งเป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเท่านั้น คนแก่ทั้งสองมองไม่เห็นความรันทดของหลานชายอย่างเขาเลยสักนิด
ตลอดหลายวันมานี้ แม่ลู่เอาแต่เดินวนเวียนคอยดูแลลูกชายไม่ห่าง ส่วนพ่อลู่ก็จัดการซื้อของกินมาตุนจนล้นตู้เย็น
ลู่ชวนไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่แบบประคบประหงมขนาดนี้มาหลายปีแล้ว
โชคดีที่เรื่องนี้รู้กันแค่คนในครอบครัว ไม่ได้แพร่งพรายออกไปข้างนอก ไม่อย่างนั้นคงกลายเป็นเรื่องใหญ่โตแน่ๆ
และเพราะอาการป่วยของลู่ชวนนี่แหละ ฟางหยวนจึงเกณฑ์คนทั้งบ้านไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลกันยกใหญ่
ผลปรากฏว่าทุกคนแข็งแรงดี ไม่มีใครมีปัญหาเรื่องสุขภาพเลย
พอกลับมาถึงบ้าน ฟางหยวนก็เปิดฉากคุยกับลู่ชวนทันที
"คุณดูสิคะ กินข้าวหม้อเดียวกันแท้ๆ คนอื่นในบ้านไม่เห็นเป็นอะไรเลย ทำไมถึงมีแค่คุณคนเดียวที่ล้มป่วย คุณได้ลองทบทวนตัวเองดูบ้างหรือเปล่า"
ลู่ชวนถึงกับพูดไม่ออก เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าเรื่องป่วยมันต้องมานั่งทบทวนความผิดกันด้วย
ชายหนุ่มชี้นิ้วเข้าหาตัวเองด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
"เรื่องแบบนี้มันต้องทบทวนด้วยเหรอ แล้วทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์มันใช้ไม่ได้ผลแล้วหรือไง"
ตอนที่ถามประโยคนี้ออกไป เขาไม่ได้คิดไตร่ตรองให้ดีก่อนเลย
ฟางหยวนยังคงทำหน้าจริงจัง เธอคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องทบทวนจริงๆ
"ทำไมจะทบทวนไม่ได้ล่ะคะ ในเมื่อคนอื่นเขาสบายดีกันหมด แล้วคุณมีอะไรแปลกประหลาดกว่าคนอื่นเขาหรือเปล่าล่ะ คนอื่นถึงไม่เป็นอะไรเลย เราก็ต้องหาต้นตอกันหน่อยสิคะ"
ลู่ชวนไม่อยากจะเถียงต่อแล้ว นี่มันไร้เหตุผลสิ้นดี ถ้าคนเราเลือกได้ ใครจะอยากป่วยกันล่ะ
ดูเหมือนภรรยาของเขาตั้งใจจะผันตัวไปเป็นนักวิจัยซะแล้วสิ เหอะ
หญิงสาวเอื้อมมือไปจิ้มหน้าผากลู่ชวนเบาๆ
"ก็คุณน่ะขี้หึงมากกว่าคนอื่นเขายังไงล่ะ แบบนี้ยังไม่น่าทบทวนอีกเหรอคะ"
เผลอๆ ต้นตอของอาการป่วยอาจจะมาจากเรื่องนี้แหละ
ลู่ชวนตระหนักได้ทันทีว่าภรรยาไม่ได้กำลังวิเคราะห์ตามหลักวิทยาศาสตร์ แต่เธอกำลังเล่นงานเขาจากมุมมองทางจิตใจต่างหาก
แน่นอนว่าลู่ชวนปฏิเสธหัวชนฝา เขาไม่ยอมรับเรื่องนี้เด็ดขาด
เขาเต็มใจหึงของเขาเองนี่นา แล้วตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ภรรยาของเขารู้จักพูดจาอ้อมค้อมหลอกด่าคนอื่นแบบนี้
ฟางหยวนพูดต่ออย่างไม่ลดละ
"คุณลองมองดูคนในบ้านเราสิคะ มีใครที่ใจคอคับแคบเหมือนคุณบ้าง อาการป่วยของคุณน่ะ มันเกิดจากการที่คุณเป็นคนคิดเล็กคิดน้อยจนเก็บเอามาโกรธเองต่างหาก"
จุดประสงค์หลักของฟางหยวนก็แค่ต้องการให้ลู่ชวนรู้จักปล่อยวางและมีจิตใจที่กว้างขวางขึ้น
เกิดเป็นลูกผู้ชายทั้งทีก็ควรจะใจกว้างเป็นแม่น้ำสิ ขืนทำตัวคิดเล็กคิดน้อยแบบนี้ มันดูไม่น่านับถือเอาซะเลย
ลู่ชวนรู้สึกเหมือนโดนจี้ใจดำ เขาคิดว่าภรรยากำลังตั้งใจเหน็บแนมเขาชัดๆ
ใบหน้าหล่อเหลาจึงแปรเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงทันที
"คุณมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มายืนยันไหมล่ะ ระหว่างการทบทวนความผิดกับการตรวจร่างกาย คุณแยกแยะออกหรือเปล่า"
"ฉันจะไปต้องการหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อะไรอีกล่ะคะ ในเมื่อพวกเราที่ใจกว้างต่างก็สบายดีกันทุกคน แค่นี้ยังพิสูจน์ไม่ได้อีกเหรอ"
ฟางหยวนสวนกลับทันควัน มีแค่คุณคนเดียวนั่นแหละที่ใจแคบจนเครียดแล้วพาลป่วยไปเอง ไปนั่งทบทวนตัวเองซะเถอะ!
ลู่หม่านอี้กับแม่ลู่ที่ยืนดูสถานการณ์อยู่ห่างๆ ไม่กล้าเข้าไปพูดแทรก
แม่ลู่ถึงกับพึมพำวิจารณ์ออกมาเบาๆ
"ก็ใจแคบไปหน่อยจริงๆ นั่นแหละ พ่อหลานน่ะ ต้องเจอแม่หลานจัดการถึงจะอยู่หมัด"
ลู่หม่านอี้พยักหน้าเห็นด้วยพลางถอนหายใจ
"ไม่น่าเชื่อเลยว่าพ่อจะเป็นคนคิดเล็กคิดน้อยขนาดนี้"
จากนั้นก็หันไปกระซิบกับผู้เป็นย่า
"ย่าครับ วันหลังย่าเล่าเรื่องสมัยก่อนของคนในบ้านให้ผมฟังบ้างสิครับ"
เรื่องแบบนั้นจะเอามาเล่าส่งเดชได้ยังไงกัน แม่ลู่เองก็ต้องรักษาหน้าลูกชายสุดที่รักไว้เหมือนกันนั่นแหละ
ตัดภาพมาที่ในห้องนอน ลู่ชวนงอนจนไม่ยอมพูดคุยกับฟางหยวนแล้ว
เขาอยากจะเถียงเหลือเกินว่าถ้าไปลองถามคนที่มหาวิทยาลัยดู ใครๆ ก็รู้ทั้งนั้นแหละว่าลู่ชวนคนนี้ไม่เคยเก็บเรื่องจุกจิกมาใส่ใจ
ผู้หญิงคนนี้กำลังดูถูกเขาชัดๆ เขาน่ะเป็นคนใจกว้างจะตายไป
แต่ฟางหยวนก็ไม่ได้สนใจสีหน้าของสามีเลยสักนิด เธอพูดจี้ตรงจุดอย่างไม่อ้อมค้อม
"วันหลังคุณก็เลิกหึงหวงไร้สาระได้แล้วนะคะ แล้วก็ห้ามหงุดหงิดไปเองด้วย อย่างน้อยถ้าจะโกรธ ก็ควรทำให้คนอื่นเขาเป็นฝ่ายโกรธสิ ไม่ใช่มานั่งโกรธอยู่คนเดียว"
ถึงลู่ชวนจะปฏิเสธหัวชนฝายังไงก็เปล่าประโยชน์ ในเมื่อภรรยารู้ทันขนาดนี้ เขาก็เลยตัดสินใจโยนความหน้าบางทิ้งไปซะเลย
"ที่ผมเป็นแบบนี้ก็เพราะผมห่วงคุณไงล่ะ หรือคุณอยากให้ผมพาผู้หญิงคนอื่นมาเดินป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ เพื่อให้คุณเป็นฝ่ายหึงบ้างล่ะ"
พูดแบบนี้มันกวนประสาทกันชัดๆ ฟางหยวนโกรธจนลมแทบออกหู นี่เขายังกล้าคิดจะหาผู้หญิงมาเดินป้วนเปี้ยนใกล้ๆ อีกเหรอ
"ถ้าคุณไม่อยากมีชีวิตสงบสุขแล้วล่ะก็ พูดออกมาตรงๆ ได้เลยนะคะ"
ลองฟังดูสิว่าน้ำเสียงของเธอน่าเกรงขามขนาดไหน
ลู่ชวนเองก็เริ่มหงุดหงิดขึ้นมาเหมือนกัน พอเขาตั้งใจจะยั่วให้เธอโกรธ เธอก็ไม่ยอม พอเขาเป็นฝ่ายโกรธเอง เธอก็หาว่าเขาใจแคบ
ผู้หญิงคนนี้จะเผด็จการเกินไปแล้วนะ ชักจะอยู่ด้วยกันยากขึ้นทุกที ชายหนุ่มโวยวาย
"ถ้าอย่างนั้นผมก็ทำได้แค่หงุดหงิดอยู่คนเดียวไม่ใช่หรือไง"
ฟางหยวนใช้นิ้วชี้จิ้มหน้าผากลู่ชวนไปหนึ่งที ทำมาเป็นพูดจาตัดพ้อเหมือนตัวเองถูกรังแกนักหนา เก่งนักนะเรื่องแบบนี้น่ะ
"คุณก็แค่เลิกโกรธแค่นั้นเอง ทำไม่ได้หรือไงคะ"
ลู่ชวนกลอกตาบน อารมณ์พวกนี้มันควบคุมกันได้ง่ายๆ ที่ไหนล่ะ
เขาเองก็ไม่อยากจะมารักผู้หญิงไร้เหตุผลแบบเธอเหมือนกันนั่นแหละ แต่เขาก็ห้ามใจตัวเองไม่ได้นี่นา
"เรื่องแบบนี้มันห้ามความรู้สึกกันได้ที่ไหนล่ะ"
"ยังจะมาเถียงอีก ขืนเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้คนอื่นฟังมันน่าอายจะตายไป โตป่านนี้แล้วนะคะ"
ฟางหยวนดุ
ลู่ชวนสวนกลับหน้าตาเฉย
"ผมไม่ได้ไปตามหึงหวงผู้หญิงคนอื่นสักหน่อย ผมหึงเมียตัวเอง มันน่าอายตรงไหน"
"เงียบไปเลยค่ะ"
ฟางหยวนขี้เกียจจะต่อล้อต่อเถียงด้วยแล้ว ผู้ชายคนนี้ก็ดีไปซะทุกอย่าง จะมีก็แค่เรื่องหึงหวงนี่แหละที่แก้ไม่หายสักที
นี่สินะที่เขาเรียกกันว่าพวกคลั่งรักน่ะ
ประเด็นสำคัญคือ ฟางหยวนรู้สึกว่าการที่เขาต้องมาหึงหวงเรื่องของลู่เหล่าต้า มันไม่คุ้มค่าเอาซะเลย
แต่เธอก็ไม่กล้าเอ่ยชื่อของลู่เหล่าต้าจอมซวยคนนั้นต่อหน้าลู่ชวนหรอกนะ
ความจริงลู่หม่านอี้ก็พอจะเดาเรื่องราวในบ้านออกอยู่แล้ว แต่เพิ่งจะมีโอกาสได้เห็นฤทธิ์เดชของจอมหึงหวงตัวพ่อก็คราวนี้เอง
มิน่าล่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย ถึงไม่มีใครในบ้านยอมปริปากพูดถึงลุงใหญ่คนนั้นเลย
ไม่ใช่ว่าปู่กับย่าไม่ได้ห่วงใยลูกชายคนโตหรอกนะ เพียงแต่คนแก่ทั้งสองเลือกที่จะไม่พูดถึงเมื่ออยู่บ้าน และยิ่งไม่มีทางพูดถึงต่อหน้าพ่อของเขาเด็ดขาด
นิสัยใจคอของคนในครอบครัวตระกูลลู่ใจกว้างพอที่จะรับคนนอกเข้ามาดูแลได้สบายๆ แล้วประสาอะไรกับเด็กตัวเล็กๆ อย่างลู่ต้าเป่าจะเลี้ยงดูไม่ได้ล่ะ
ลู่หม่านอี้เพิ่งจะเข้าใจเหตุผลอย่างถ่องแท้ก็วันนี้แหละ
ที่แท้ต้นตอของเรื่องทั้งหมดก็มาจากพ่อนี่เอง พ่อของเขาเป็นจอมหึงหวงตัวยงที่เก็บเอาเรื่องในอดีตมาฝังใจและไม่เคยปล่อยวางได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว
[จบบท]