บทที่ 98: ผู้หญิงที่ในสายตามีแต่งาน
ในช่วงเวลาที่รถบรรทุกคันใหญ่จากในตัวอำเภอแล่นเข้ามา พร้อมกับขนอิฐขนทรายและวัสดุก่อสร้างอื่นๆ เข้ามาส่ง ลู่ชวนกับฟางหยวนก็กำลังยืนรอโบกรถเพื่อจะเข้าไปในตัวอำเภอพอดี
เมื่อชาวบ้านเห็นรถบรรทุกหลายคันขนของมาลงกองไว้ข้างลานบ้านของลู่ชวน ต่างก็พากันจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรส ว่าคนมีความสามารถไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนก็ย่อมแสดงฝีมือได้เสมอ
ลองดูน้องรองตระกูลลู่คนนี้สิ ก่อนหน้านี้ตอนจะไปเรียนหนังสือยังไม่มีเงินเลยด้วยซ้ำ แต่พอแต่งเมียปุ๊บก็เริ่มสร้างบ้านได้ทันที ดูท่าทางแล้วงานนี้คงเป็นทางบ้านพ่อตาแม่ยายยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเป็นแน่
ลู่ชวนได้ยินเสียงซุบซิบเหล่านั้นแว่วเข้ามาในหู แต่เขาก็เลือกที่จะเงียบไม่โต้ตอบอะไร ธรรมชาติของคนในหมู่บ้านก็เป็นเสียแบบนี้ เรื่องชาวบ้านคืองานหลัก ข่าวลือส่วนใหญ่ล้วนมาจากการคาดเดาโดยไม่มีใครคิดจะไปสืบหาความจริง
ชาวบ้านบางคนถึงขั้นเดินเข้ามาพูดกับฟางหยวนต่อหน้าด้วยความอิจฉา
“พ่อแม่ของเธอเนี่ย รักและเอ็นดูลูกสาวจริงๆ เลยนะ”
ฟางหยวนเองก็ไม่รู้เรื่องรู้ราวว่าชาวบ้านกำลังลือเรื่องอะไรกันอยู่ เธอเข้าใจไปตามความจริงที่ว่าพ่อแม่ของเธอรักเธอมากจริงๆ หญิงสาวจึงพยักหน้ารับอย่างภาคภูมิใจ เป็นการยอมรับคำชื่นชมนั้นโดยดุษฎี
นั่นยิ่งทำให้ข่าวลือแพร่สะพัดไปกันใหญ่ว่า บ้านหลังใหม่ของลู่ชวนนั้น พ่อตาเป็นคนออกเงินสร้างให้
เมื่อเรื่องนี้รู้ไปถึงหูของแม่ลู่และเสี่ยวซาน พวกเขากลับมองว่าคำพูดเหล่านั้นก็ไม่ได้ผิดอะไร เพราะถ้าฟางหยวนไม่พยักหน้าเห็นดีเห็นงามด้วย บ้านหลังนี้ก็คงไม่มีทางสร้างขึ้นมาได้
ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในครอบครัวจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่สิ่งที่ต้องรอให้คนอื่นมาตัดสิน ใครอยากจะพูดอะไร อยากจะลือแบบไหน ก็ปล่อยให้พวกเขาพูดกันไปตามสบาย
แต่คนที่ร้อนรนจนนั่งไม่ติดกลับเป็นหลี่เหมิง เพราะลู่เฟิงประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า
“คุณดูแลท้องไส้ให้ดีเถอะ ผมไม่ได้หวังพึ่งพ่อมาสร้างบ้านให้หรอกนะ”
คำพูดที่บอกว่าไม่ได้หวังพึ่งนั้น ฟังดูทะแม่งชอบกล ถ้าไม่คิดจะพึ่งพาจริงๆ จะพูดออกมาทำไม
หลี่เหมิงยกมือขึ้นทาบอก รู้สึกหนาวเหน็บเข้าไปในหัวใจ คุณเป็นถึงว่าที่เศรษฐีอันดับหนึ่งในอนาคต จะมาหวังพึ่งพ่อได้อย่างไรกัน
หรือว่าเธอจะต้องเป็นคนคอยชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องให้กับว่าที่เศรษฐีคนนี้ก่อน
นี่ไม่ได้อยู่ในแผนการชีวิตหลังการเกิดใหม่ของเธอเลยสักนิด สิ่งที่เธอต้องการคือการร่วมเสพสุขในวันที่เขาร่ำรวยแล้ว อุตส่าห์ทุ่มเทความกล้าหาญทั้งหมดที่มีเพื่อมาอยู่ตรงนี้ ใครจะไปรู้ว่าเธอต้องมาเริ่มต้นด้วยการร่วมทุกข์กับเขาก่อน
หลี่เหมิงลูบท้องตัวเองพลางน้ำตาตกใน ยิ่งมองดูสภาพบ้านที่ทรุดโทรมหลังนี้ เธอก็ยิ่งอยากจะร้องไห้หนักกว่าเดิม กว่าว่าที่เศรษฐีคนนี้จะสร้างเนื้อสร้างตัวได้ เธอจะทนความลำบากไหวหรือเปล่า กลัวแต่ว่าจะทนความจนไม่ไหวจนต้องหนีไปเสียก่อน
เมื่อเห็นว่าเสี่ยวซานจัดการงานทางนี้ได้เรียบร้อยดีแล้ว ลู่ชวนจึงพาฟางหยวนออกเดินทาง
พอไปถึงตัวอำเภอ พวกเขาก็แวะไปที่ไซต์งานก่อสร้างเพื่อสั่งงานกับฟางอู่หู่เสียก่อน
ฟางอู่หู่พอรู้ว่าลู่ชวนจะพาฟางหยวนไปที่เมืองเอกของมณฑลด้วยก็ร้องโวยวายขึ้นมาทันที
“จะไปทำอะไรกัน ฉันทางนี้ยุ่งจะตายอยู่แล้ว นายไปก็ไปสิ แต่ฟางหยวนปลีกตัวไปไม่ได้หรอกนะ”
ลู่ชวนกลัวว่าฟางหยวนจะเกิดอาการห่วงงานจนไม่อยากทิ้งหน้าที่ตรงนี้ไปกับเขา จึงรีบคว้าข้อมือภรรยาแล้วพาวิ่งออกมาทันที โดยอ้างว่ารถโดยสารกำลังจะออกแล้ว ต้องรีบไปให้ทัน
ฟางอู่หู่ยืนมองแผ่นหลังของทั้งสองคนที่วิ่งห่างออกไป พลางส่ายหัวด้วยความระอา นึกในใจว่านี่คือผลของการได้รับความไว้วางใจจากน้องเขยสินะ ถ้ารู้แบบนี้สู้ให้ไว้ใจน้อยลงหน่อยน่าจะดีกว่า
ฟางอู่หู่ได้แต่ยืนอ้าปากค้าง น้องเขยคนนี้เห็นน้องสาวเขาเป็นของล้ำค่าจริงๆ จะไปไหนมาไหนก็ต้องหิ้วติดตัวไปด้วยตลอด ไม่กลัวว่าฟางหยวนจะไปทำเรื่องขายหน้าชาวบ้านเขาหรือไง
ตัดภาพมาที่ห้างสรรพสินค้าในตัวเมือง ฟางหยวนกำลังเลือกซื้อเสื้อเชิ้ตให้ลู่ชวนหลายตัว ลู่ชวนยืนยิ้มแก้มแทบปริด้วยความดีใจ
“คุณบอกว่าไม่ชอบเสื้อเชิ้ตไม่ใช่หรือ”
ฟางหยวนตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจังตามสไตล์ของเธอ
“ฉันไม่ชอบก็ส่วนไม่ชอบ แต่พวกคุณที่ไปเรียนหนังสือเขาก็แต่งตัวกันแบบนี้ ฉันจะให้คุณมาแต่งตัวตามใจฉันจนโดนคนอื่นเขาชี้นิ้ววิจารณ์ได้ยังไง”
หากเป็นตอนที่เพิ่งแต่งงานกันใหม่ๆ ฟางหยวนคงไม่สนใจหรอกว่าลู่ชวนจะโดนใครวิจารณ์หรือไม่ นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุด
ลู่ชวนได้ยินแบบนั้น หัวใจก็พองโตมีความสุขจนล้นอก เขาบอกกับตัวเองซ้ำๆ ว่าฟางหยวนเริ่มมีใจให้เขาแล้วแน่นอน การจินตนาการเข้าข้างตัวเองนี่มันช่างทำให้จิตใจกระชุ่มกระชวยดีจริงๆ
“ซื้อแค่สองตัวก็พอแล้ว ผมไม่ถือสาหรอกถ้าใครจะวิจารณ์ ยังไงสายตาคุณที่มองว่าดูดีก็สำคัญที่สุด”
ฟางหยวนหยิบเสื้อเพิ่มมาอีกตัวหนึ่ง พลางให้เหตุผลว่า
“เสื้อเชิ้ตถึงจะดูไม่ค่อยสวยในสายตาฉัน แต่มันก็ยังดีกว่าใส่เสื้อกล้ามตัวเดียวเดินโทงๆ ให้คนเขามองไปมองมา”
นี่เป็นการเลือกสิ่งที่แย่น้อยที่สุดในสายตาของเธอ
ลู่ชวนไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าฟางหยวนจะใส่ใจเรื่องเล็กน้อยพวกนี้ด้วย อาการแบบนี้เขาเรียกว่า 'หวงของ' ชัดๆ และเขาก็คือ 'ของ' ที่ฟางหยวนกำลังหวงแหน ลู่ชวนรู้สึกเหมือนหัวใจกำลังเดือดปุดๆ ด้วยความรัก
ที่ผ่านมาเขาหลงคิดว่าในหัวใจของฟางหยวนมีแต่เรื่องหาเงิน ไม่ค่อยจะสนใจเขาเท่าไหร่ แต่ตอนนี้ความรักที่เกิดจากการมโนของเขาพุ่งขึ้นจนเต็มหลอดวัดระดับความสุขไปแล้ว
“ถ้าคุณถือสา เรื่องนั้น ต่อไปผมจะไม่ใส่เสื้อกล้าม...”
ลู่ชวนยังไม่ทันได้รับปากจนจบประโยค ฟางหยวนก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“เวลาอยู่ข้างนอก คุณต้องทำตัวให้มันดีๆ หน่อยนะ ผู้หญิงที่วิ่งเข้าหาคุณเองไม่ใช่คนดีอะไร ส่วนคุณก็อย่าไปเที่ยวจ้องมองคนอื่นเขา ดูอย่างหลี่เหมิงสิ ไปยุ่งกับคนแบบนั้นเข้า ผลลัพธ์ก็เป็นอย่างที่พี่ใหญ่ของคุณเจออยู่ในตอนนี้ เห็นหรือเปล่า”
จากประโยคบอกรักหวานซึ้ง กลายเป็นการเทศนาสั่งสอนไปเสียได้ ลู่ชวนยิ้มแห้งๆ
“ผมก็นึกว่าคุณจะไม่รู้เสียอีกว่าผู้หญิงคนนั้นชื่ออะไร”
ฟางหยวนขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด ผู้ชายคนนี้ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไง
“ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่ตัวคุณต่างหาก”
ลู่ชวนหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี
“ผมพกทะเบียนสมรสติดตัวไว้ตลอด เจอใครผมก็บอกหมดแหละว่าผมมีเมียแล้ว คุณวางใจได้เลย ไม่มีใครมาจ้องผมหรอก”
ฟางหยวนรีบกล่าวชมเชยทันที
“สมกับที่เป็นคนมีการศึกษา หัวไวใช้ได้เลย วิธีนี้เข้าท่าดีเหมือนกัน”
จากนั้นเธอก็พูดต่อว่า
“เรื่องนี้ไม่ต้องลำบากคุณหรอก เดี๋ยวฉันจัดการเอง”
พอลองจินตนาการภาพฟางหยวนถือทะเบียนสมรสเที่ยวเดินบอกใครต่อใครว่า 'เราแต่งงานกันแล้ว' ลู่ชวนก็หุบยิ้มไม่ได้เลยจริงๆ ที่แท้ฟางหยวนก็ห่วงเขามากขนาดนี้เชียวหรือ แสดงว่าเธอก็ไม่ได้วางใจในตัวเขาขนาดนั้นสินะ
ฟางหยวนเห็นเขายิ้มไม่หุบก็เริ่มสงสัย
“คุณหัวเราะอะไร เรื่องนี้มันเป็นเรื่องซีเรียสนะ แม่ฉันกับพี่สะใภ้กำชับมาดิบดี”
ลู่ชวนยืนยันหนักแน่น
“แม่เราไม่มีทางพูดแบบนั้นหรอก”
ฟางหยวนเม้มปากแน่น ย้ำอีกครั้ง
“แม่ฉันพูดจริงๆ”
ลู่ชวนยังคงหัวเราะไม่หยุด แม่ยายของเขาฉลาดเป็นกรดขนาดนั้น เรื่องพรรค์นี้ท่านไม่มีทางพูดกับคนซื่อๆ ตรงไปตรงมาอย่างฟางหยวนแน่นอน คงเป็นฟางหยวนที่ตีความไปเองเสียมากกว่า
ฟางหยวนเริ่มรู้สึกเขินอายปนโมโหที่โดนรู้ทัน จึงหยิกเข้าที่ต้นแขนของลู่ชวนไปทีหนึ่ง
ฝ่ายลู่ชวนก็ถือเสียว่าเป็นหยิกแห่งความรัก เป็นการหยอกล้อกันตามประสาคู่รัก จึงยอมเจ็บตัวด้วยความเต็มใจ
การเดินทางในยุคสมัยนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย บนรถโดยสารประจำทางเต็มไปด้วยผู้คนเบียดเสียดเยียดยัด
ลู่ชวนกางแขนปกป้องฟางหยวนให้นั่งอยู่ที่เบาะหลังสุด ทั้งสองคนนั่งเบียดชิดติดกันจนแทบจะรวมร่าง ไม่ทันได้รู้สึกเขินอายหรือใจเต้นแรงแต่อย่างใด เพราะป้าที่นั่งข้างๆ ดันหิ้วกรงไก่ขึ้นมาด้วย ทั้งกลิ่นทั้งเสียงตีกันยุ่งเหยิงไปหมด
ฟางหยวนหน้าบูดบึ้งตลอดการเดินทาง บ่นพึมพำไม่หยุด
“ถ้ารู้อย่างนี้ ปั่นจักรยานมาเองยังดีเสียกว่า เสียเงินแล้วยังต้องมาทนลำบากอีก”
ลู่ชวนคิดในใจว่า ถ้าปั่นจักรยานมา ขาคงลีบเล็กหมดแรงเสียก่อน กว่าจะถึงที่หมายคงต้องปั่นกันจนฟ้ามืดฟ้าเหลือง
สิ่งที่ฟางหยวนเจ็บปวดใจยิ่งกว่าคือเสื้อเชิ้ตตัวใหม่ของลู่ชวน
“รู้อย่างนี้ น่าจะให้คุณไปเปลี่ยนเสื้อใหม่ตอนถึงที่โน่นแล้ว ดูสิ เลอะเทอะหมดแล้ว”
ลู่ชวนพยักหน้าเห็นด้วย ยอมรับในวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของภรรยา
“ชุดที่คุณใส่อยู่นี่แหละ เหมาะสมที่สุดแล้ว”
พอได้ยินแบบนั้น สีหน้าของฟางหยวนก็ดีขึ้นมาหน่อย ตอนแรกลู่ชวนบอกให้เธอเปลี่ยนชุดสวยๆ แต่เธอยืนกรานที่จะไม่เปลี่ยน เห็นไหมล่ะว่าเธอคิดถูก
ถ้าขืนใส่กระโปรงสีขาวตัวนั้นมา ป่านนี้คงสกปรกดูไม่ได้ตั้งแต่ยังไม่ทันลงรถแล้ว
ระหว่างที่คุยกัน ศีรษะของทั้งคู่แทบจะชนกันอยู่แล้ว ลู่ชวนอดทอดถอนใจไม่ได้ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เขาได้ใกล้ชิดกับฟางหยวนมากขนาดนี้ ต้องขอบคุณรถโดยสารคันนี้จริงๆ ที่เป็นใจ
เมื่อลงรถที่เมืองเอกของมณฑล ฟางหยวนเงยหน้ามองตึกรามบ้านช่องสองข้างทางด้วยความตื่นตาตื่นใจ ดวงตาของเธอเบิกกว้างแทบจะเก็บภาพไม่หมด
“สูงจังเลย เขาซ้อนกันขึ้นไปยังไงนะ”
ลู่ชวนรู้สึกว่าฟางหยวนสมกับเป็นคนที่คลุกคลีอยู่กับงานก่อสร้าง สิ่งแรกที่เธอมองเห็นคือเทคนิคและโครงสร้าง
“เอาไว้มีเวลา ผมจะพาคุณไปดูไซต์งานก่อสร้างตึกสูงพวกนี้”
ฟางหยวนรีบคว้าแขนลู่ชวนไว้แน่นด้วยความกระตือรือร้น
“พูดจริงนะ ต้องไปดูให้ได้เลยนะ”
โธ่เอ๋ย... แค่พูดจาถูกหูประโยคเดียว ก็เอาชนะใจฟางหยวนได้แล้ว
ลู่ชวนมองท่าทางของฟางหยวนที่อยากจะพุ่งตัวเข้าไปสำรวจในตึกเหล่านั้นเสียเดี๋ยวนี้ จึงเอ่ยแซวขึ้นมาว่า
“คุณคงลืมไปแล้วมั้งว่าเรามาที่มหาลัยของผม”
ฟางหยวนรีบปฏิเสธ
“ไม่มีทางลืมหรอก ที่นั่นก็ต้องไป ฉันรู้น่าว่าเรามาทำอะไรกัน”
ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว ลู่ชวนจึงพาฟางหยวนไปหาที่พักในเกสต์เฮาส์ก่อน โรงแรมในยุคนี้หายาก แถมที่มีอยู่ก็ราคาสูงเกินเอื้อม
ตอนที่ลู่ชวนยื่นทะเบียนสมรสให้พนักงานดูเพื่อเปิดห้องพัก ฟางหยวนที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็พูดโพล่งขึ้นมาว่า
“คุณนี่เป็นคนไม่ซื่อสัตย์เลยนะ”
พนักงานลงทะเบียนเงยหน้าขึ้นมองลู่ชวนสลับกับทะเบียนสมรสด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย นึกในใจว่าทะเบียนสมรสนี่คงไม่ใช่ของปลอมหรอกนะ
ลู่ชวนรีบอธิบายแก้ต่างทันที
“นี่ภรรยาผมเองครับ เธอไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ทะเบียนนี่ของจริงครับ”
เรื่องแบบนี้จะมาล้อเล่นไม่ได้เด็ดขาด
ฟางหยวนเกิดความสงสัยขึ้นมา จึงชะโงกหน้าเข้าไปดูทะเบียนสมรสใกล้ๆ
“ของแบบนี้มันปลอมกันได้ด้วยเหรอ”
เอาล่ะ ทีนี้พนักงานก็หายข้องใจแล้ว ทะเบียนสมรสเป็นของจริงแน่นอน แต่แม่สาวน้อยคนนี้พูดจาอะไรเข้าใจยากเสียจริง เดาทางไม่ถูกเลย
[จบบท]