ฉีเล่อเล่อแอบกินอะไรรองท้องไปนานแล้ว เมื่อมองคนตระกูลหลี่ที่แต่ละคนมีใบหน้าซีดเซียวเพราะความหิว นางก็หัวเราะเยาะอยู่ในใจ
รู้แล้วหรือว่าความหิวมันทรมาน? ตอนที่ไม่สนใจความเป็นความตายของเจ้าของร่างเดิม คิดจะขายนางส่งเข้ากองไฟ พวกเขาบีบบังคับนางอย่างไรบ้าง? ปล่อยให้อดอาหารติดต่อกันสามวัน ไม่ให้แม้แต่ข้าวหรือน้ำ ตอนนั้นแต่ละคนช่างวางอำนาจกันเหลือเกิน! หากไม่ใช่เพราะหลี่อวี้เฉิงแอบเอาน้ำข้าวมาให้นางหนึ่งชาม เจ้าของร่างเดิมคงมีชีวิตอยู่ไม่ถึงวันที่ข่าวตระกูลฟู่หลบหนีมาถึง!
คนตระกูลหลี่บีบบังคับเจ้าของร่างเดิมจนแทบตาย ถึงขั้นยอมปล่อยให้นางหิวจนหมดสติ เพียงเพื่อให้ได้เงินห้าสิบตำลึงนั้นมา
เวลานั้นเจ้าของร่างเดิมยังนับว่าโชคดี ภัยแล้งรุนแรงขึ้น เกิดภัยตั๊กแตน ซ้ำยังมีโจรและกองกำลังติดอาวุธออกอาละวาด ตระกูลฟู่ได้รับข่าวก่อนใคร แล้วจะยังมีเวลามาสนใจสาวชาวบ้านคนหนึ่งได้อย่างไร พวกเขาจึงรีบเก็บข้าวของหนีเอาตัวรอดไปตั้งแต่เนิ่น ๆ
ตระกูลหลี่รออยู่นานก็ไม่เห็นตระกูลฟู่มาส่งของหมั้น จึงเพิ่งได้ล่วงรู้ข่าวคราวมาบ้างเล็กน้อย
น่าเสียดายที่ชาวบ้านในหมู่บ้านไม่มีใครอยากหนีภัยแล้ง สุดท้ายจึงรอกันจนถึงฤดูเก็บเกี่ยว หลังเกิดภัยตั๊กแตน ผู้ประสบภัยมีจำนวนล้นหลาม ภัยจากสงครามก็ยิ่งหนักหน่วงขึ้น ถึงตอนนั้นคนทั้งหมู่บ้านจึงเริ่มอพยพหนีเอาชีวิตรอด
เมื่อเห็นพวกเขาต้องทนหิว ฉีเล่อเล่อก็ไม่รู้สึกสะทกสะท้านแม้แต่น้อย
ไม่เป็นไร แม่เฒ่าหลี่เคยพูดเอาไว้แล้วว่า หิวไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็ชินเอง
ฉีเล่อเล่อยกชามน้ำขึ้นดื่มเสียงดังจ๊วบ ๆ จงใจทำเสียงให้ดังเป็นพิเศษ จนสร้างความรำคาญให้คนที่มีอำนาจตัดสินใจในบ้านอย่างมาก
แต่เวลานี้ผู้เฒ่าหลี่ไม่อยากยั่วให้นางคลุ้มคลั่งขึ้นมาอีก จึงทำได้เพียงหันหน้าไปทางอื่น ไม่มองนาง
ฉีเล่อเล่อแอบหัวเราะอยู่ในใจ นางใส่น้ำผึ้งป่าลงไปในน้ำเล็กน้อย ร่างกายของเจ้าของร่างเดิมอ่อนแอเกินไป ถึงจะผ่านการปรับสภาพด้วยยามาแล้ว แต่ก็ยังทำให้นางรู้สึกอ่อนเพลียอยู่บ่อยครั้ง จำเป็นต้องบำรุงเสียหน่อย และน้ำผึ้งผสมน้ำนี่แหละที่สะดุดตาคนน้อยที่สุด
พอดื่มหมด นางยังเอาชามที่ตัวเองใช้กลับไปเก็บไว้ในห้องเก่าโทรมที่นางพักอยู่ด้วย
แม่เฒ่าหลี่อ้าปากคิดจะด่า แต่กลับถูกตาเฒ่าหลี่ถลึงตาใส่ ยายโง่นี่ เวลาไหนแล้ว ยังมีอารมณ์มาวางอำนาจอยู่อีก
ใกล้พลบค่ำ คนที่ออกไปตามหาต่างก็กลับมากันหมด
เมื่อเห็นศพไม่สมประกอบสองร่างที่ถูกหามกลับมาบนเปล หวังซื่อก็ร้องไห้โฮ ก่อนพุ่งเข้าไปหา “ลูกสาวผู้น่าสงสารของแม่...”
เกาซื่อตบหน้านางฉาดใหญ่ทันที “เจ้าดูเสียก่อนว่าข้างตัวพวกนางมีอะไรอยู่!”
หวังซื่อมองดู ก็เห็นข้าวของบางอย่างกระจัดกระจายอยู่ข้างตัวลูกสาว มีทั้งของของพวกนางเองและของของคนในครอบครัว...
นางถามอย่างลังเล “นี่...นี่มันเรื่องอะไรกัน...”
คนที่หัวไวบางคนคาดเดาเรื่องราวได้ตั้งนานแล้ว แต่ไม่มีใครพูดออกมา ต่างแอบส่งสายตาให้กัน ก่อนพากันเอ่ยขอตัวกลับ
ผู้เฒ่าหลี่กล่าวกับทุกคนอย่างรู้สึกผิด “ขอบใจพวกเจ้าที่มาช่วยกัน บ้านของอาตอนนี้มีสภาพเช่นนี้...ภายหน้าหากมีโอกาส อาจะตอบแทนพวกเจ้า”
ทุกคนรู้ว่าบ้านของเขาถูกโจรขึ้นและขโมยของไปจนเกลี้ยง แล้วใครจะกล้าอยู่ต่อนาน ๆ หากอีกเดี๋ยวพวกเขาเอ่ยปากขอยืมเงินหรือขอยืมข้าวขึ้นมาจะทำอย่างไร?
บ้านไหนบ้างไม่ลำบาก?
สีหน้าของผู้เฒ่าหลี่พลันมืดครึ้ม ดูเอาเถิด นี่หรือคนในตระกูลเดียวกัน พอเห็นบ้านของพวกเขาประสบเคราะห์ แต่ละคนก็รีบหลบหน้ากันทันที
คนที่มาช่วยเหลือเหล่านี้ไม่เพียงไม่ได้รับความซาบซึ้งใจ กลับยังถูกเขาผูกใจเจ็บเสียอีก
ฉีเล่อเล่อนั่งยอง ๆ อยู่ด้านข้าง มองเรื่องสนุกตรงหน้าด้วยความเพลิดเพลิน
ศพของหลี่เสี่ยวหลานกับหลี่เสี่ยวลี่ถูกพ่อแม่ของพวกนางนำไปยังที่รกร้างแห่งหนึ่ง ขุดหลุมแล้วฝังลงไป
ร่างที่ถูกสัตว์ป่ากัดจนเละเทะถูกห่อรวมกันจนแยกไม่ออกว่าส่วนไหนเป็นของใคร ช่างเป็นพี่น้องที่รักใคร่กลมเกลียวกันจริง ๆ ชาติแล้วชาติเล่าไม่แยกจากกัน ในตัวเจ้ามีข้า ในตัวข้ามีเจ้า
ฉีเล่อเล่อมองภาพนั้นอย่างเย็นชา อย่างน้อยพวกนางก็ตายไปก่อนแล้วจึงถูกกัด จึงไม่ต้องรับรู้ถึงความเจ็บปวด
ยังดีกว่าเจ้าของร่างเดิมที่ถูกเฉือนเนื้อออกจากร่างทั้งเป็น เพื่อเอาไปเป็นเสบียงสำรองของคนอื่น สุดท้ายเมื่อทนต่อไปไม่ไหว จึงหาโอกาสพุ่งชนจนตัวเองตาย
มื้อเย็นไม่มีข้าวกิน แม่เฒ่าหลี่จึงให้บรรดาสะใภ้และสะใภ้รุ่นหลานออกไปขุดผักป่า
แม้จะแห้งแล้งมานานแล้ว ผักป่าดี ๆ ขุดหาไม่ได้ แต่หากเป็นผักป่าที่แก่หน่อย มีรสขมฝาดกินยาก รวมถึงเปลือกไม้ ขอเพียงเดินออกไปไกลหน่อยก็ยังพอหาได้ เพราะตอนนี้ยังไม่ถึงช่วงที่ภัยแล้งและทุพภิกขภัยรุนแรงที่สุด
หัวหน้าตระกูลให้คนนำธัญพืชหยาบมาส่งให้สองชาม แม่เฒ่าหลี่ต้มโจ๊กผักป่าหม้อใหญ่ แต่ยอมให้ใส่ข้าวลงไปเพียงหยิบมือเดียว
ฉีเล่อเล่อแย่งโจ๊กผักป่าข้น ๆ มาหนึ่งชาม แม่เฒ่าหลี่กับหวังซื่อแอบถลึงตาใส่นาง แต่ไม่ได้พูดอะไรอีก หิวกันมากจนแม้แต่แรงจะทะเลาะก็ยังไม่มี
ฉีเล่อเล่อเทโจ๊กในชามของตัวเองทั้งหมดลงในชามของหลี่อวี้เฉิง
หลี่อวี้เฉิงรีบพูด “พี่ ท่านกินเองเถอะ ถ้าไม่กินก็ต้องทนหิวนะ”
ฉีเล่อเล่อทำหน้าขมขื่น “ให้เจ้ากินก็กินไป อย่ามัวแต่ยืดยาด”
ไม่ต้องพูดถึงว่ารสชาติจะดีหรือไม่ดี แค่นางยังสงสัยเลยว่ากะละมังใบนั้นเคยถูกใครเลียมาแล้วหรือเปล่า...
หลิวซื่อชะเง้อคอมองชามของลูกชายคนเล็ก หวังว่าเขาจะเทแบ่งให้นางบ้าง
ถึงหลี่อิ๋นซานจะขี้ขลาดไร้ประโยชน์ แต่เขารักลูกชาย และยิ่งต่อหน้าภรรยาก็ยิ่งกล้าแสดงอารมณ์ เขายกเท้าเตะหลิวซื่อทีหนึ่ง “มองอะไร กินเสร็จแล้วก็ไปล้างชามเสีย”
หลิวซื่อไม่กล้าขัดขืน ได้แต่พึมพำว่า “เมื่อวานข้าก็เป็นคนล้างชาม วันนี้ไม่ควรเป็นเรือนใหญ่หรือ?”
พอหันหน้าไปก็เห็นหวงซื่อผู้เป็นลูกสะใภ้กำลังย่องกลับเข้าห้อง นางจึงตบหน้าผากตัวเองทีหนึ่ง นางนี่ช่างเลอะเลือนจริง ๆ ตอนนี้มีลูกสะใภ้แล้วไม่ใช่หรือ? จะให้แม่สามีอย่างนางลงมือทำงานเองได้อย่างไร?
เมื่อก่อนนางเอาแต่ใช้เสี่ยวเล่อทำงาน จึงมองข้ามหวงซื่อไป ตอนนี้นางใช้งานเสี่ยวเล่อไม่ได้แล้ว ย่อมไม่มีทางปล่อยหวงซื่อไป
หวงซื่อเพิ่งยกเท้าเตรียมหลบกลับเข้าห้องของตัวเอง นางต้องรีบกลับไปนอน จะได้ประหยัดเรี่ยวแรงเอาไว้
ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเย็นเยียบของหลิวซื่อดังมาจากด้านหลัง “หวงซื่อ ไปเอาชามไปล้าง”
ใบหน้าของหวงซื่อบิดเบี้ยวไปชั่วขณะ แต่ยังคงหันกลับมาพร้อมรอยยิ้ม “ท่านแม่ ไปพักเถอะเจ้าค่ะ ถึงข้ายังหิวอยู่ แต่ล้างชามแค่นี้ยังพอไหว”
พูดจบ นางก็เดินโซเซเข้าไปยกชาม เพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ถลาไปข้างหน้า “โอ๊ย...”
ชามที่ซ้อนกันเป็นตั้งร่วงลงพื้น แม้พื้นจะเป็นดิน แต่ชามหลายใบที่เดิมมีรอยร้าวอยู่แล้วก็แตกเสียหาย...
เดิมทีแม่เฒ่าหลี่ก็อารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว พอเห็นภาพนี้จะทนได้อย่างไร นางคว้าไม้ขึ้นมาฟาดทันที ทั้งหวงซื่อและหลิวซื่อต่างถูกตีจนร้องโอดโอยเสียงหลง ขณะตีก็ด่าไปด้วยว่า “พวกเจ้าสองตัวชั่วช้า ทำชามแตกเสียแล้ว ต่อไปก็ไม่ต้องมีชามใช้ ข้าจะดูซิว่าพวกเจ้าสองคนจะใช้อะไรกินข้าว!”
หวงซื่อเริ่มนึกเสียใจ คราวนี้แย่แล้ว ใครจะไปคิดว่าชามพวกนี้จะตกแตกง่ายถึงเพียงนี้!
หลิวซื่อเองก็เสียใจเช่นกัน หากรู้ว่าลูกสะใภ้ไร้ประโยชน์ขนาดนี้ นางล้างเองเสียก็สิ้นเรื่องไม่ใช่หรือ?
ชามไม่มีทั้งคราบน้ำมันหรือเศษอาหารติดอยู่ ล้างง่ายจะตาย บางใบยังถูกเลียจนเกลี้ยงแล้วด้วยซ้ำ แค่เอาน้ำล้างผ่านสักรอบก็ใช้ได้แล้ว คราวนี้จบกัน ต่อไปจะเอาอะไรใส่โจ๊กผักป่ากิน?
ฉีเล่อเล่อดูเรื่องสนุกจนมีความสุขเหลือเกิน นางระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น
คนอื่น ๆ เห็นนางหัวเราะก็อยากพุ่งเข้าไปข่วนเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่พอนึกถึงเรี่ยวแรงมหาศาลผิดปกติของนาง ต่างก็แอบหลบไปอีกทางแล้วกลอกตาใส่
ครอบครัวนี้ไม่มีคนดีสักคน ต่อให้ตอนนี้สถานการณ์ยากลำบากถึงเพียงนี้ ก็ยังไม่เห็นพวกเขาร่วมแรงร่วมใจกันเลย มีเพียงเวลาคิดคำนวณเล่นงานคนอื่นเท่านั้น พวกเขาถึงจะสามัคคีกันขึ้นมา ราวกับเป็นครอบครัวเดียวกันจริง ๆ
หลังมื้อเย็นผ่านไปพักใหญ่ หลี่อิ๋นซานจึงพาหลี่เป่าซานกลับมาถึงบ้าน
ในใจหลี่เป่าซานไม่อยากมา แต่บิดาชราป่วยหนัก หากเขาไม่มา ชื่อเสียงคงป่นปี้หมดแน่
ทันทีที่ก้าวเข้าลานบ้าน เขาก็เห็นผู้เฒ่าหลี่นั่งเหม่ออยู่ตรงนั้น จึงรีบเข้าไปคารวะ “ท่านพ่อ ท่านนี่...”
เขาอยากพูดว่า ท่านหลอกข้าทำไม?
แม้คนที่บอกเขาว่าท่านพ่อป่วยหนักจะเป็นพี่รอง แต่พี่รองเป็นคนเช่นไร เขารู้อยู่แก่ใจ ความคิดนี้จะต้องมาจากท่านพ่ออย่างแน่นอน
ผู้เฒ่าหลี่มองบุตรชายคนที่สามซึ่งประสบความสำเร็จมากที่สุดของตน ก่อนถอนหายใจ “เจ้านั่งลงก่อนเถอะ ที่บ้านเกิดเรื่องใหญ่แล้ว...”
หลี่เป่าซานได้ยินเช่นนั้น หัวใจก็กระตุกวูบ ความรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะถูกคิดคำนวณเล่นงานพลันผุดขึ้นมาในใจ