หลี่เป่าซานหันไปพูดกับตาเฒ่าหลี่อย่างโมโห “ท่านพ่อ ท่านดูอวี้เฉิงสิ กล้าพูดกับข้าเช่นนี้!”
ตาเฒ่าหลี่เห็นฉีเล่อเล่อทำหลานชายสุดที่รักของเขาล้มก็ไม่พอใจอย่างยิ่ง แต่ตอนนี้เขาไม่กล้ายั่วโมโหนางจริง ๆ
เขาจึงหันไปพูดกับหลี่อิ๋นซาน “เจ้ารอง อวี้เฉิงบ้านเจ้าต้องอบรมให้ดีเสียแล้ว ไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่เอาเสียเลย”
ฉีเล่อเล่อโมโหจนหัวเราะออกมา ตาเฒ่านี่รู้จักรังแกคนอ่อนแอแล้วเกรงกลัวคนแข็งกร้าวเสียจริง
นางก้าวพรวดเข้าไปเตะหลี่เป่าซานทันที “เอาแต่ส่งเสียงจ๊อกแจ๊กเหมือนเป็ด น่ารำคาญจริง ๆ”
จากนั้นก็หันไปแค่นหัวเราะใส่หลี่อิ๋นซาน “ที่แท้ลูกชายของคนอื่นเป็นลูกชาย ส่วนลูกชายของท่านเป็นเพียงต้นหญ้าสินะ? ทำงานเหมือนกันแท้ ๆ เหตุใดถึงมีแต่เด็กบ้านเราที่ถูกกดขี่อยู่เรื่อย? ท่านพ่อ หรือว่าท่านปู่เก็บท่านมาจากข้างนอกกันแน่?”
หลี่อิ๋นซานเพียงขี้ขลาด ไม่ได้โง่
เมื่อก่อนเขากลัวการแยกออกจากครอบครัว อีกทั้งเงินทองยังถูกผู้เฒ่าหลี่ควบคุมไว้ทั้งหมด จึงไม่กล้ายืดอกพูดอะไร
แต่ตอนนี้ทุกคนกำลังอพยพหนีภัย ท่านพ่อกับน้องสามต่างก็ต้องพึ่งพาเขากับพี่ใหญ่ดูแล
น้องสามเป็นซิ่วไฉแล้วอย่างไร? ในบ้านเมืองเช่นนี้ บัณฑิตกลับเป็นคนที่ไร้ประโยชน์ที่สุด
ส่วนพี่ใหญ่ก็เจ้าเล่ห์เพทุบาย เอาแต่ห่วงครอบครัวเล็กของตัวเอง เมื่อหาอะไรกินมาได้ก็มักแอบกินกันเอง
เขามองบุตรชายคนรองอย่างอวี้เฉิง เด็กหนุ่มผอมจนเหลือแต่กระดูก แต่ยังต้องหาบสัมภาระอยู่บนบ่า ข้าวของของครอบครัวน้องสาม นอกจากส่วนที่วางไว้บนรถลากแล้ว ที่เหลือล้วนอยู่บนหลังคนในครอบครัวของเขา สองสามีภรรยาน้องสามกลับแบกเพียงลูกสองคนของตัวเองเท่านั้น!
เขาหันไปมองครอบครัวพี่ใหญ่ ก็เห็นแววตาของคนเหล่านั้นคล้ายกำลังหัวเราะเยาะ
ความไม่พอใจที่สะสมอยู่ในใจมานานหลายปีพลันปะทุขึ้นมา เขาหันหลังเดินจากไปทันที
ใบหน้าชราของตาเฒ่าหลี่ปกคลุมด้วยความมืดครึ้ม เจ้ารองเองก็ไม่เชื่อฟังเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
หลี่เป่าซานล้มอยู่บนพื้น เมื่อเห็นหลี่อิ๋นซานจากไปโดยไม่พูดสักคำ ก็หันมามองฉีเล่อเล่อด้วยความเคียดแค้น
ฉีเล่อเล่อกอดอก มองสภาพน่าอนาถของเขาอย่างท้าทาย
หลี่เป่าซานช่วยเช็ดเลือดกำเดาให้บุตรชาย เมื่อเห็นใบหน้าเขามีรอยถลอกเต็มไปหมด ทั้งยังแหกปากร้องไห้ไม่หยุด ก็รีบปลอบ ก่อนแบกบุตรชายขึ้นหลังอีกครั้งแล้วตามขบวนต่อไป
ฉีเล่อเล่อเดินเอ้อระเหยตามอยู่ด้านหลัง พอถึงเวลากินข้าวก็เข้าไปแย่งส่วนของตัวเอง หากไม่ชอบกินก็ยกให้หลี่อวี้เฉิง อย่างไรเสียส่วนของนางจะขาดไปแม้แต่น้อยไม่ได้
เดือนแรกยังพอทน ระหว่างทางยังหาน้ำและผักป่าได้บ้าง เมื่อนำมาต้มรวมกับเสบียงที่พวกเขาพกมา ก็ยังพอได้โจ๊กผักป่าประทังชีวิต
แต่หลังจากนั้นผู้ประสบภัยก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ จนรวมตัวกันเป็นขบวนมหึมา น้ำยิ่งหายากขึ้นทุกที ส่วนผักป่าน่ะหรือ? แม้แต่รากหญ้าก็หาไม่พบแล้ว
ชาวบ้านหมู่บ้านเซี่ยวาหลายครอบครัวเริ่มไม่มีเสบียง ผู้คนเริ่มเกิดความขัดแย้งกัน
ต่อให้หัวหน้าตระกูลหลี่ออกมาช่วยไกล่เกลี่ยก็ไม่ได้ผลอีกต่อไป
เมื่อชีวิตตกอยู่ในอันตราย กฎระเบียบที่เคยมีจะเอาอะไรมาควบคุมคนได้?
ระหว่างทางยังเผชิญกับทหารและโจรอีกหลายครั้ง เสบียงที่รักษาเอาไว้ได้เหลือไม่มาก ชีวิตจึงยิ่งยากลำบากขึ้นทุกที
หมู่บ้านและเมืองที่เดินทางผ่านจะยังเหลือของกินให้ค้นหาได้อย่างไร? แม้แต่โต๊ะเก้าอี้ก็ถูกผ่าเอาไปเป็นฟืนจนหมด
บางคนถึงขั้นต้องขุดรูหนูหาอาหาร
ในขบวนผู้ลี้ภัยเริ่มเกิดเรื่องแลกลูกกันกิน
เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เจ้าของร่างเดิมเคยประสบมาแล้ว
เมื่อฉีเล่อเล่อต้องมาเผชิญด้วยตัวเองจริง ๆ รอบหนึ่ง ในใจก็รู้สึกหนักอึ้งอยู่บ้าง
ชาวบ้านในยุคนี้จะมีชีวิตรอดช่างยากเย็นจริง ๆ
ตอนนี้ยังมีหัวหน้าตระกูลหลี่คอยควบคุม ขบวนของหมู่บ้านเซี่ยวาจึงยังพอรักษาสถานการณ์เอาไว้ได้ แต่ก็คงอีกไม่นานก่อนจะมาถึงจุดนั้น
เสบียงที่สะสมไว้ใกล้หมด ผู้คนเริ่มตื่นตระหนก
หลายครอบครัวถึงขั้นเริ่มกินดิน ดินเจ้าแม่กวนอิม!
หัวหน้าตระกูลหลี่กำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ห้ามกินมากเด็ดขาด กินมากท้องอืดจนตายได้”
แต่เมื่อคนหิวโหยถึงขีดสุด ก็ใช่ว่าจะยังมีสติสัมปชัญญะเหลืออยู่
อีกหลายร้อยลี้ข้างหน้า เมืองแห่งหนึ่งถูกกองกำลังจลาจลยึดครอง ภายในมีผู้คนสารพัดปะปนกัน เป็นเพียงกองกำลังที่รวมตัวกันอย่างไร้ระเบียบ ดวงตาของฉีเล่อเล่อพลันวาววับขึ้นมา
คืนนั้น หลี่เป่าซานเดินไปหาตาเฒ่าหลี่กับแม่เฒ่าหลี่ ก่อนเรียกเสียงเบา “ท่านพ่อ ท่านแม่”
ทั้งสองเดินตามหลี่เป่าซานออกไปไกลหน่อย
หลี่เป่าซานพูด “เสบียงของพวกเราใกล้หมดเต็มที หากยังไม่คิดหาวิธี ครอบครัวใหญ่ขนาดนี้คงต้องอดตายกันหมด”
ตาเฒ่าหลี่ถอนหายใจ “แล้วจะทำอย่างไรได้? ตลอดทางที่ผ่านมา แม้แต่รากหญ้ายังถูกขุดไปจนหมดแล้ว”
หลี่เป่าซานลดเสียงลง “ข้ารู้จักครอบครัวหนึ่ง พวกเขายินดีเอาเสบียงมาแลกกับคน”
ดวงตาของแม่เฒ่าหลี่เป็นประกาย “ยังมีครอบครัวเช่นนี้ด้วยหรือ? ตอนนี้คนจะมีประโยชน์เท่าเสบียงได้อย่างไร?”
ตาเฒ่าหลี่นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงหันไปมองบุตรชาย
สายตาของหลี่เป่าซานไหววูบสองสามครั้ง แต่ไม่ยอมสบตาเขา
ตาเฒ่าหลี่กัดฟัน “ได้ อย่างไรก็ปล่อยให้คนทั้งครอบครัวอดตายไม่ได้...แล้วจะเอาใครไปแลก?”
หลี่เป่าซานครุ่นคิด คนอื่นจัดการได้ไม่ง่ายนัก จึงลดเสียงลงพูด “บ้านเราเหลือเด็กสาวเพียงเสี่ยวเล่อคนเดียว จะเอาผู้ชายไปแลกคงไม่ได้ พวกเขาคือผู้สืบสกุลของตระกูลหลี่เรา”
เขาจงใจไม่นับเจินจู บุตรสาวของตัวเองเข้าไปด้วย
เขารู้จักท่านพ่อดี หากยังไม่ถึงคราวคับขันที่สุด ย่อมไม่มีทางแตะต้องบุตรชายและหลานชาย
ตาเฒ่าหลี่พยักหน้า “ได้ เพียงแต่นังเด็กนั่นช่วงนี้ดูประหลาดอยู่บ้าง ต้องคิดหาวิธีจัดการ”
สีหน้าของหลี่เป่าซานเผยความอำมหิต “ท่านพ่อ เรื่องนี้ให้ข้าจัดการเถอะ แต่ต้องให้พี่สะใภ้รองออกหน้า”
ฉีเล่อเล่อฟังคนเหล่านี้วางแผนแบบเดียวกับชาติที่แล้ว มุมปากก็ค่อย ๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม
ผ่านไปครู่หนึ่ง หลิวซื่อก็ถูกเรียกตัวไป
เมื่อได้ยินว่าพวกเขาจะเอาเสี่ยวเล่อไปแลกเสบียง หลิวซื่อก็พูดว่า “เสี่ยวเล่อเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของข้า หากเอานางไปแลกเสบียง ครอบครัวข้าต้องได้ส่วนใหญ่”
แม่เฒ่าหลี่ด่าเสียงต่ำ “ยังไม่ได้แยกบ้านกัน จะแบ่งอะไรบ้านเจ้าบ้านข้า?”
หลิวซื่อเองก็แข็งกร้าวขึ้นมา “ตอนนี้แต่ละครอบครัวหาอะไรกินมาได้ ก็ไม่เห็นมีใครเอามารวมกองกลาง ต่างคนต่างแอบกินกันเองทั้งนั้น ข้าเห็นหมดแล้ว”
หลี่เป่าซานพูด “พี่สะใภ้รอง ก็แค่ส่งไปเป็นสาวใช้ อย่างไรก็ดีกว่าให้คนทั้งครอบครัวอดตายด้วยกันไม่ใช่หรือ? อีกฝ่ายไม่เอาเจินจูบ้านข้า เพราะรังเกียจว่านางเด็กเกินไป ตามขบวนอพยพไม่ทัน ข้ายังอยากให้พวกเขาเอานางไปเสียด้วยซ้ำ แต่พี่สะใภ้รอง เอาตามที่ท่านว่า ให้ครอบครัวท่านได้ส่วนใหญ่”
หลิวซื่อรับห่อยาที่หลี่เป่าซานยื่นให้ ก่อนถามอย่างไม่เข้าใจ “นี่เอาไว้ทำอะไร?”
หลี่เป่าซานรีบตอบ “ได้ยินว่าช่วงนี้นังเสี่ยวเล่อไม่ค่อยเชื่อฟัง ท่านเอานี่ใส่ในอาหารของนาง ขอเพียงให้นางหลับไปก็พอ เรื่องหลังจากนั้นข้าจะจัดการเอง”
ฉีเล่อเล่อฟังไปพลาง มองเงาร่างลับ ๆ ล่อ ๆ ของหลี่อวี้เฉิงไปพลาง ดวงตาเต็มไปด้วยความเย็นเยียบ
หลี่อวี้เฉิงแอบฟังมาได้บางส่วน ก็รีบย่องมาหาฉีเล่อเล่อ “พี่ ท่านรีบหนีเถอะ พวกเขาจะขายท่าน”
ฉีเล่อเล่อนอนหงายลงอย่างกลัดกลุ้ม “จะให้ข้าหนีไปไหน? ไปที่ไหนก็เหมือนกันไม่ใช่หรือ?”
หลี่อวี้เฉิงพยักหน้าอย่างไม่ประสีประสา “ก็จริง ไปเป็นคนรับใช้ในบ้านคนมีเงินก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยยังมีอะไรกิน ส่วนบ้านเราแบบนี้ คงต้องทนหิวต่อไป ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะสิ้นสุดเสียที”
ฉีเล่อเล่อตบเจ้าหนุ่มโง่ที่ไม่รู้อะไรเสียเลยเบา ๆ “วางใจเถอะ ต่อไปตามพี่มา พี่ไม่ปล่อยให้เจ้าอดหรอก”
ฉีเล่อเล่อมองหลิวซื่อที่ยกชามอาหารเดินเข้ามา ฟันขาวเรียงเป็นประกายเย็นวาบ
ในใจหลิวซื่อรู้สึกขัดแย้งอยู่บ้าง แม้นางจะไม่ชอบเสี่ยวเล่อ รู้สึกว่าลูกสาวเป็นตัวขาดทุน ไม่เหมือนลูกชายที่ภายหน้าจะเลี้ยงดูนางยามแก่เฒ่าได้ แต่หากต้องให้นางขายลูกสาวจริง ๆ ในใจก็ยังรู้สึกไม่ค่อยดีนัก
แต่พอนึกถึงเสบียงที่แลกมาได้ น้ำลายของนางก็แทบไหลออกมา
นางไม่ได้กินจนอิ่มมานานเท่าไรแล้วกันนะ
พอมองใบหน้าเล็ก ๆ ของลูกสาว ต่อให้อยู่ระหว่างอพยพหนีภัย จนแทบไม่มีอะไรจะกินแล้ว ผิวหน้าก็ยังดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล
นางแทบอยากเป็นฝ่ายไปทำงานรับใช้เสียเอง อย่างไรก็ดีกว่าต้องทนหิวโหยเช่นนี้
หลิวซื่อเดินเข้ามาอย่างกระอักกระอ่วน “เสี่ยวเล่อ กินอะไรหน่อยเถอะ ตอนนี้ไม่มีของดี ๆ แล้ว นี่แม่เก็บไว้ให้เจ้าโดยเฉพาะ”
ฉีเล่อเล่อยิ้มหวาน “ทุกวันถ้าข้าไม่แย่งก็ไม่มีส่วนให้กิน วันนี้เหตุใดถึงกระตือรือร้นนัก? ให้ข้าเดาดู ใส่อะไรเพิ่มลงไปหรือเปล่า?”
หลิวซื่อรีบพูด “ไม่มี ๆ เจ้าพูดเหลวไหลอะไร?”
ฉีเล่อเล่อกอดอก “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าไม่อยากกิน ไม่มีความอยากอาหาร งั้นข้ากตัญญูยกให้ท่านแม่ก็แล้วกัน ท่านกินเถอะ!”
หลิวซื่ออับอายจนกลายเป็นโกรธ “นังเด็กนี่ช่างไม่รู้ดีชั่ว! ให้เจ้าไปทำงานรับใช้ในบ้านคนมีเงินแล้วเป็นอย่างไร? มีกินอิ่มมีเสื้อผ้าอุ่น ไม่ดีกว่าหนีภัยหรือ?”
ฉีเล่อเล่อแค่นหัวเราะ “ใครบอกท่านแบบนั้น? หากเป็นเรื่องดีขนาดนั้น เหตุใดเขาไม่ไปเอง?”
หลิวซื่อพูดเสียงดังด้วยความโมโห “อาสามของเจ้าเป็นคนพูด เขาเป็นซิ่วไฉ จะไปเป็นคนรับใช้ได้อย่างไร?”
เสียงทะเลาะกันของแม่ลูกดึงดูดคนจำนวนไม่น้อยให้หันมามอง
ฉีเล่อเล่อหัวเราะเย็น “ใช่สิ อาสามของข้าเป็นซิ่วไฉ เขาย่อมรู้อะไรทุกอย่างดี ครอบครัวนั้นไม่ได้กำลังหาคนรับใช้ พวกเขากำลังหาสัตว์สองขาไว้กินต่างหาก ลูกสาวตัวเองเสียดายไม่ยอมให้ไป มีแต่ท่านพ่อท่านแม่ของข้าที่เสียสละที่สุด ส่งลูกตัวเองไปเป็นเสบียงเนื้อสำรองให้คนอื่น เลี้ยงไปพลาง เฉือนเนื้อกินไปพลาง กินได้ตลอดทางเลย!”
คนรอบข้างได้ยินคำพูดน่าตกใจของฉีเล่อเล่อก็ฮือฮาขึ้นมาทันที
หลายคนเคยได้ยินเรื่องแลกลูกกันกินระหว่างหนีภัย แต่ไม่เคยได้ยินเรื่องเฉือนเนื้อคนเป็น ๆ มากิน บางคนเพียงนึกภาพตามก็ถึงกับอาเจียนออกมา
ใบหน้าหลี่เป่าซานแดงก่ำ เขาตวาดเสียงดัง “นังเด็กนี่ เจ้าไม่ยอมก็ไม่ยอมสิ จะถือโทษจนใส่ร้ายทำลายชื่อเสียงข้าไม่ได้ อย่างไรข้าก็เป็นซิ่วไฉ!”