ฉีเล่อเล่อนำบรรดาหัวหน้าใหญ่น้อยใต้บังคับบัญชาไปยังเจดีย์ที่สูงที่สุดในเมือง
นางทะยานตัวขึ้นจากพื้น ควบคุมพลังลมพาร่างตนเองขึ้นไปถึงยอดสูงสุดของเจดีย์ ซึ่งเป็นจุดที่สูงที่สุดของเมืองอำเภอทั้งเมืองเช่นกัน
วันนี้นางสวมชุดกระโปรงสีขาวทั้งชุด ยืนอยู่บนยอดเจดีย์จึงโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ
ฉีเล่อเล่อหัวเราะอยู่ในใจ วันนี้นางตั้งใจจะทำตัวให้เด่นสะดุดตาอยู่แล้ว
แม้ผู้คนจะไม่คาดหวังเรื่องฝนตกอีกต่อไป แต่ก็ยังอดเดินออกจากบ้านแล้วเงยหน้ามองท้องฟ้าเป็นระยะไม่ได้ ในดวงตาของทุกคนเต็มไปด้วยคำวิงวอน สวรรค์เอ๋ย โปรดเหลือหนทางรอดให้พวกเราบ้างเถิด!
ฉีเล่อเล่อหลับตาลง สัมผัสกลิ่นอายของน้ำ ว่ากันว่าหลังภัยแล้งครั้งใหญ่มักเกิดภัยตั๊กแตน จากนั้นการหมุนเวียนของกระแสอากาศที่ตามมาอาจนำไปสู่ความเสี่ยงจากฝนตกหนัก พื้นดินที่แห้งแล้งแข็งกระด้างจนจับตัวเป็นก้อนไม่สามารถดูดซับน้ำได้ จึงเกิดน้ำท่วมได้ง่าย และหากหลังน้ำท่วม ซากสัตว์กับศพมนุษย์ไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม โรคระบาดก็อาจตามมา
เวลานี้ไอน้ำจำนวนมากกำลังควบแน่นอยู่กลางอากาศ แต่พื้นดินแห้งแล้งเกินไป ภายใต้กระแสอากาศที่รุนแรง เมฆก้อนนี้กำลังจะลอยจากไป
เมื่อสัมผัสได้ว่าสายลมค่อย ๆ พัดแรงขึ้น ก็มีคนผิดหวังจนคุกเข่าร้องไห้ “สวรรค์เอ๋ย นี่คิดจะให้พวกเราสิ้นชีวิตกันทั้งหมดหรือ?”
ทุกครั้งที่ฝนใกล้จะตก เมฆฝนก็ถูกลมพัดสลายไปเสียทุกครั้ง
ทันทีที่เสียงร่ำไห้อันโศกเศร้าดังขึ้น ก็มีผู้คนร้องตามกันมา ชั่วขณะเสียงร้องไห้ดังสะเทือนไปทั่ว
ในเวลานี้เอง แขนเสื้อของฉีเล่อเล่อพลันสะบัดไหว มีคนร้องขึ้นอย่างประหลาดใจ
“ดูนั่น บนเจดีย์มีคนอยู่!”
เวลานี้ฉีเล่อเล่อดูราวกับนักต้มตุ๋นที่แสร้งทำเป็นผู้วิเศษ นางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ยกมือทั้งสองขึ้นสู่เบื้องบน เมฆที่กำลังลอยห่างออกไปถูกสายลมประหลาดโอบพัดกลับมา ก่อนรวมตัวกันเหนือท้องฟ้าของทงตู และค่อย ๆ ลดต่ำลง ต่ำลงเรื่อย ๆ...
ชั่วขณะทั่วทั้งเมืองอำเภอเงียบกริบจนไร้เสียง ผู้คนราวกับกลัวว่าเพียงส่งเสียงออกมานิดเดียวก็จะทำให้เมฆก้อนนั้นตกใจจนหนีไป ฉีเล่อเล่อหลับตา ใช้พลังพิเศษทั้งหมดที่มีแล้วชี้มือลงเบื้องล่าง
ทันใดนั้นสายฟ้าแลบแปลบปลาบ เสียงฟ้าร้องดังกึกก้อง ก่อนฝนห่าใหญ่จะเทกระหน่ำลงเหนือทงตู
ตลอดช่วงเวลาที่ฝนตก มีเพียงเสียงหยาดน้ำกระทบพื้น ไม่มีเสียงของผู้คนดังขึ้นแม้แต่น้อย...
ฝนครั้งนี้ตกอยู่ประมาณสองเค่อ แม้จะยังไม่อาจแก้ปัญหาภัยแล้งได้ แต่ผู้คนได้มองเห็นความหวังแล้ว
ทันใดนั้น เสียงกังวานก้องเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“ประมุขศักดิ์สิทธิ์จุติสู่โลก ปกปักสรรพชีวิตของเรา!”
เมื่อเห็นอวี๋จิ่นจือคุกเข่าคารวะหญิงสาวในชุดขาวบนยอดเจดีย์ บรรดาหัวหน้าทั้งหลายก็เดือดดาลขึ้นมาทันที เจ้าคนประจบสอพลอผู้นี้ ชิงตัดหน้าเร็วถึงเพียงนี้ เหตุใดไม่บอกกันสักคำ ยังเห็นพวกเราเป็นพี่น้องกันอยู่หรือไม่!
จากนั้นเสียงคุกเข่าก็ดังพรึ่บขึ้นเป็นบริเวณกว้าง ทุกคนไม่สนใจว่าฝนเพิ่งตกหนัก พื้นดินจะเปียกลื่นและสกปรกเพียงใด ต่างคุกเข่าก้มศีรษะคารวะ
“ประมุขศักดิ์สิทธิ์จุติสู่โลก ปกปักสรรพชีวิตของเรา!”
ฉีเล่อเล่อมองคนทั้งหลายที่คุกเข่าอยู่ในน้ำโคลน พลางทอดถอนใจอยู่ในใจ ช่าง...ภักดีเสียจริง สมควรเป็นขุนนางผู้ภักดีโดยแท้!
ชาวบ้านรอบด้านกำลังขอบคุณสวรรค์อยู่ พอได้ยินเช่นนี้ก็เข้าใจทันที ที่แท้ไม่ใช่สวรรค์เมตตาพวกเขา แต่เป็นสวรรค์ที่เมตตาประมุขศักดิ์สิทธิ์ เช่นนั้นจะรออะไรอีก คุกเข่าสิ! จะเป็นชายหรือหญิง เป็นคนหรือภูตผีแล้วอย่างไร ขอเพียงทำให้พวกเขามีที่อยู่อาศัยอย่างสงบสุข ได้กินอิ่มท้อง สืบลูกหลานดำรงชีวิตต่อไป ผู้นั้นก็คือประมุขศักดิ์สิทธิ์
เดิมทีฉีเล่อเล่อก็ทำเรื่องนี้เพื่อสร้างกระแสปูทางให้แผนการในภายหลังของตนอยู่แล้ว บัดนี้เมื่อได้ยินเสียงผู้คนหลายหมื่นทั่วทั้งอำเภอคุกเข่าร้องสรรเสริญ ความรู้สึกพลุ่งพล่านก็เอ่อล้นขึ้นในอก ต่อให้เพียงเพื่อผู้คนมากมายที่ดิ้นรนเอาชีวิตรอดอย่างยากลำบากเหล่านี้ นางจะเป็นประมุขศักดิ์สิทธิ์สักครั้งแล้วจะเป็นไร!
นางเรียกธาตุลมมารวมตัว ก่อนลอยลงจากยอดเจดีย์อย่างแผ่วเบา แล้วโบกมือ
“ฟ้าครามสิ้นแล้ว ฟ้าเหลืองพึงผงาด บัดนี้บ้านเมืองอยู่ในกลียุค ข้าย่อมทุ่มเทกำลังเพื่อสรรพชีวิตใต้หล้า ทุกคนลุกขึ้นเถิด”
เวลานี้สิ่งสำคัญที่สุดคือแก้ปัญหาเรื่องอาหารของผู้คน ในมิติของนางมีเสบียงอยู่ไม่น้อย นางตั้งใจจะนำออกมาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนตามสมควร แต่ตราบใดที่ยังพอคิดหาวิธีอื่นได้ นางจะทำตัวเป็นผู้จัดหาเสบียงให้ทุกคนอย่างไม่เห็นแก่ตัวไม่ได้ นั่นไม่ใช่หนทางแห่งการพัฒนา
อีกอย่าง เสบียงของนางก็เลี้ยงคนมากมายขนาดนั้นไม่ไหว ระหว่างทางนางแจกจ่ายออกไปไม่น้อยแล้วเช่นกัน ที่นี่ค่อนมาทางใต้และยังไม่เข้าสู่ฤดูหนาว แม้ผู้คนจะถูกฝนราดจนเปียกโชกก็ไม่รู้สึกหนาว ฝนครั้งนี้นำมาซึ่งความหวัง! เมื่อพื้นดินชุ่มชื้นเช่นนี้ ก็เป็นช่วงเวลาเหมาะแก่การเพาะปลูกพอดี
แม้จะปลูกธัญพืชหลักไม่ได้แล้ว แต่ยังปลูกผักได้บ้าง ถึงจะกินแล้วไม่อิ่มท้อง อย่างไรก็ดีกว่าต้องอดอยาก
ฉีเล่อเล่อนึกถึงพืชสองชนิดขึ้นมา มันเทศกับข้าวโพด ฤดูหนาวทางใต้ตามปกติทั้งชื้นและหนาวเกินไป จึงไม่เหมาะกับการปลูกมันเทศนัก แต่ตอนนี้สภาพอากาศค่อนข้างแห้งแล้ง อีกทั้งยังไม่เข้าสู่ฤดูหนาว จึงยังนับว่าเหมาะสมอยู่
ส่วนข้าวโพดนั้นต้องเลือกพันธุ์ที่เหมาะสม และผลผลิตจะต้องลดลงอย่างแน่นอน แต่ขอเพียงเก็บเกี่ยวได้บ้างก็ไม่ถือว่าขาดทุน
นางพาคนสนิทหลายคนออกเดินทาง คนรอบกายก็ไม่รู้ว่านางไปที่ใด ต่างได้แต่เฝ้ารอให้นางรีบกลับมา พวกเขาเชื่อจากใจจริงว่านางคือประมุขศักดิ์สิทธิ์ผู้ได้รับความโปรดปรานจากเทพ สามารถเรียกฝนลงมาได้ แล้วจะเป็นคนธรรมดาได้อย่างไร?
หนึ่งวันต่อมา ผู้คนในเมืองอำเภอก็พบว่าขบวนรถของประมุขศักดิ์สิทธิ์กลับมาแล้ว ทั่วทั้งอำเภอจึงคึกคักยินดีขึ้นมาอีกครั้ง ฝนเพียงครั้งเดียวก็รวบรวมใจผู้คนนับไม่ถ้วนเอาไว้ได้
ฉีเล่อเล่อเรียกผู้ใต้บังคับบัญชามารวมตัว แล้วก่อตั้งหน่วยงานแรกของตนขึ้นมา นั่นคือกรมเกษตร
ผู้ดูแลคือหัวหน้าตระกูลหลี่ นางสาธิตวิธีเพาะกล้ามันเทศและข้าวโพดด้วยตนเอง
หัวหน้าตระกูลหลี่ดวงตาเป็นประกาย เรียนรู้ไปพร้อมกับคนหนุ่มสาวอย่างตั้งอกตั้งใจ!
ไม่มีใครถามว่ามันเทศกับข้าวโพดคืออะไร อย่างไรก็กินได้ก็พอแล้ว เหล่าคนสนิทที่ติดตามนางไปต่างทำสีหน้าลึกลับ แม้มีใครถามก็ปิดปากสนิท ไม่ยอมเปิดเผยเบาะแสใดแม้แต่น้อย
ทุกคนต่างพูดว่า “คนใต้บังคับบัญชาของประมุขศักดิ์สิทธิ์ช่างภักดีจริง ๆ ไม่ยอมเปิดเผยข่าวแม้แต่นิดเดียว”
เหล่าคนสนิท “ความจริงพวกเราไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ...”
ผู้ที่ทำไร่ทำนาและยินดีปลูก สามารถใช้ทะเบียนครัวเรือนไปรับต้นกล้าที่เพาะไว้แล้วได้ ฉีเล่อเล่อไม่กลัวความยุ่งยาก เหตุที่นางเพาะกล้าให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยแจกจ่าย ก็เพราะกลัวว่าเมล็ดพันธุ์ไปถึงมือคนเหล่านี้แล้วจะถูกนำไปกินเสียก่อน
บางคนยังลังเล แต่ต้นกล้าที่แจกให้เปล่า คนส่วนใหญ่ก็ยังไปรับมา แล้วปลูกลงในดินตามคำแนะนำของคนจากกรมเกษตร อย่างไรเสียคนเราก็กินแต่ผักไม่ได้ ต้นกล้าก็ได้มาเปล่าๆ ลองปลูกดูก็ไม่เสียหาย
ประมุขศักดิ์สิทธิ์ประกาศออกมาแล้วว่า ยกเว้นภาษีสามปี! เมื่อได้ผลผลิตมา ทั้งหมดก็เป็นของตนเอง
หลังจัดการเรื่องเหล่านี้ลงไปแล้ว ฉีเล่อเล่อก็ไม่เข้าไปยุ่งอีก
จากนั้นกรมโยธาก็เริ่มดำเนินงาน ผลิตกระจก สบู่ และสิ่งของอื่น ๆ เมื่อบางคนเห็นของที่ผลิตออกมาแล้ว ต่างตกตะลึงจนหัวใจสั่น สวรรค์เอ๋ย นี่เป็นสิ่งที่มนุษย์คิดขึ้นมาได้จริงหรือ? หากบอกว่านางไม่ได้รับความโปรดปรานจากเทพ พวกเราก็ไม่เชื่อ!
กรมการค้าเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ เร็วเข้า พวกเจ้ารีบผลิตของออกมาเร็ว ๆ สิ สุดท้ายเรื่องเผยแพร่สินค้าและหาเงิน ยังต้องพึ่งพาพวกเราไม่ใช่หรือ? ไม่ว่าใต้หล้าจะวุ่นวายเพียงใด ของใช้ที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตก็ยังขายได้ง่ายอยู่ดี ไม่ว่ายุคสมัยไหนก็ไม่เคยขาดแคลนผู้มีเงินมีอำนาจ
หัวหน้ากรมการคลังลูบเคราพลางยิ้ม รีบหาเงินเข้าเถิด พวกเรายังรอเติมเต็มท้องพระคลังอยู่!
แม้ตอนนี้ฉีเล่อเล่อจะยังไม่ได้ตั้งตนเป็นอ๋องหรือฮ่องเต้ แต่ในใจของพวกเขา คนเช่นนี้หากไม่เป็นอ๋องเป็นฮ่องเต้ แล้วใครยังกล้านั่งบนตำแหน่งนั้นอีก? จะชายหรือหญิงแล้วอย่างไร ในยามที่ความเป็นความตายอยู่ตรงหน้า ไม่มีใครสนใจเรื่องเหล่านั้น
..................................................................
ฉีเล่อเล่อพากองทัพออกไปเตรียมแย่งชิงดินแดน จะไม่ลงมือด้วยตัวเองก็ไม่ได้ เพราะตอนนี้ลูกน้องของนางยังอ่อนฝีมืออยู่บ้าง
อวี๋จิ่นจือทิ้งงานในมือแล้วตามมาด้วย ทั้งยังกล่าวอย่างมีเหตุผลเต็มปากเต็มคำ “ข้าเป็นกุนซือของประมุขศักดิ์สิทธิ์ จะยกทัพออกศึกโดยไม่มีกุนซือติดตามได้อย่างไร?”
ฉีเล่อเล่อขมวดคิ้ว “ประมุขศักดิ์สิทธิ์อะไรกัน ฟังดูแปลก ๆ”
พูดจบนางก็ไม่สนใจเจ้าคนเจ้าเล่ห์ผู้นี้อีก อยากตามก็ตามมาเถิด ในเมื่อมีคนดึงดันจะเอาร่างกายของบัณฑิตอ่อนแอมารับความลำบากเอง เขาคิดว่าการเดินทัพเหมือนพาคนแก่ เด็ก และสตรีหนีภัยหรืออย่างไร?
พวกเขามุ่งหน้าไปทางเมืองหลวงต่อ เมืองอำเภอที่อยู่ติดกันถูกฉีเล่อเล่อหมายตาไว้นานหลายวันแล้ว
เวลานี้ผู้ที่ยึดครองเมืองแห่งนั้นเป็นเชื้อสายราชวงศ์ผู้หนึ่ง เป็นญาติห่าง ๆ ของฮ่องเต้ ชนิดที่แทบสาวความสัมพันธ์ไปไม่ถึง
ราชวงศ์แห่งแคว้นต้าซิงเดิมเป็นตระกูลหลิว หลิวหมิ่นผู้นี้เดิมเป็นแม่ทัพ หลังบ้านเมืองเกิดความวุ่นวายก็ไม่รู้ว่าควรไปทางใด ตัวเขาไม่ได้คิดจะแย่งชิงความเป็นใหญ่ในใต้หล้า และไม่มีความสามารถถึงขั้นนั้นด้วย แต่คนทั้งครอบครัวของเขาถูกกองทัพกบฏสังหารเพื่อใช้เป็นเครื่องเซ่นธง เขาจึงพาผู้ใต้บังคับบัญชาหลายร้อยคนหนีออกมาเพียงลำพัง ก่อนมาตั้งหลักในเมืองอำเภอเล็ก ๆ แห่งนี้และยึดรักษาประตูเมืองเอาไว้
เพียงแต่เวลานี้เขาเงยหน้ามองฟ้าแล้วถอนหายใจยาวอีกครั้ง “สวรรค์เอ๋ย ทั้งที่เป็นอำเภออยู่ติดกันแท้ ๆ เหตุใดอำเภอทงต๋าถึงมีฝนตก แต่กลับข้ามอำเภอทงเฉิงของข้าไปเพียงแห่งเดียว?”