ขณะที่หลิวหมิ่นกำลังกลัดกลุ้ม ก็ได้ยินคนใต้บังคับบัญชาเข้ามารายงาน “ท่านแม่ทัพ มีคนมาโจมตีเมืองขอรับ”
หลิวหมิ่นเดินไปทางประตูเมืองพลางบ่นพึมพำ “จะไม่มีเสบียงกินอยู่แล้ว ยังจะรบอะไรกันอีก”
หญิงสาวคนหนึ่งนำกองกำลังหลายร้อยคนขี่ม้ามาหยุดอยู่ใต้กำแพงเมือง
หลิวหมิ่นไม่พอใจ นี่ดูถูกใครกัน? ต่อให้ข้ามีทหารไม่มาก แต่การตั้งรับกับการบุกโจมตีเมืองมันเหมือนกันเสียที่ไหน
ฉีเล่อเล่อเห็นกองกำลังกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นบนกำแพงเมือง คนที่เป็นผู้นำน่าจะเป็นเชื้อสายราชวงศ์อะไรนั่นกระมัง?
อวี๋จิ่นจือรับของที่ฉีเล่อเล่อยื่นให้ ก่อนส่งต่อให้คนเสียงดังข้างกาย “จำวิธีใช้ได้ใช่ไหม?”
กัวจู้จื่อขานรับ “กุนซือคอยดูให้ดีเถิดขอรับ”
เขาถือเครื่องขยายเสียงไว้ในมือ ก่อนเสียงหนึ่งจะดังกึกก้องราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสก ๆ “คนในเมืองฟังให้ดี รีบเปิดประตูเมืองต้อนรับประมุขศักดิ์สิทธิ์เข้าเมือง หากช้าไปแม้แต่หนึ่งเค่อ จะให้พวกเจ้าตายคาที่ทั้งหมด!”
ฉีเล่อเล่อหันขวับไปมองทหารผู้นี้อย่างตกใจ เดี๋ยวนะ เจ้าพูดเสียยิ่งใหญ่ขนาดนี้ หากอีกเดี๋ยวทำไม่ได้ขึ้นมาจะทำอย่างไร?
ตอนแรกหลิวหมิ่นตกใจกับสิ่งของในมืออีกฝ่าย นั่นคืออะไร เหตุใดเสียงถึงดังชัดเจนขนาดนี้?
พอได้ยินเนื้อหาที่อีกฝ่ายตะโกน เขาก็หัวเราะเย็นอยู่บนกำแพงเมือง “เช่นนั้นก็ลองทำให้พวกเราตายคาที่ให้ดูสักคนสิ!”
ช่างคุยโวเสียจริง เจ้าบอกให้เปิดประตูเมืองแล้วข้าต้องเปิดหรือ? ยังมีประมุขศักดิ์สิทธิ์อะไรนั่นอีก เป็นผู้ใดมาจากไหนกัน? กัวจู้จื่อเกาศีรษะ แล้วต่อไปจะทำอย่างไร?
ฉีเล่อเล่อจะทำอย่างไรได้ จะปล่อยให้คำข่มขู่ของทหารฝ่ายตนตกลงพื้นจนเสียหน้าไม่ได้อยู่แล้ว
นางแอบควบคุมพลังลมให้พยุงร่างค่อย ๆ ลอยสูงขึ้น ก่อนยื่นมือขวาเฉียงขึ้นไปด้านบน วัตถุทรงกระบอกสีดำชิ้นหนึ่งพลันปรากฏขึ้นในมือนาง
ทุกคนต่างส่งเสียงร้องด้วยความตกใจ “เกิดอะไรขึ้น? นั่นคืออะไร? ปรากฏขึ้นมาได้อย่างไร?”
หลิวหมิ่นพลันยืดตัวตรง “นี่มัน...หยิบสิ่งของจากอากาศว่างเปล่าหรือ?”
ในฐานะคนที่เคยอยู่ในชนชั้นสูง เขาย่อมเคยได้ยินเรื่องราวของผู้มีความสามารถประหลาดอยู่บ้าง สายตาที่มองฉีเล่อเล่อจึงเปลี่ยนไปในทันที
ฉีเล่อเล่อครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนยกปืนพลังผลึกขึ้นแล้วยิงใส่กำแพงเมืองข้างกายหลิวหมิ่นหนึ่งครั้ง
กำแพงเมืองหนาหลายเมตรพลันเต็มไปด้วยฝุ่นฟุ้งกระจาย พอมองอีกครั้งก็เห็นว่าถูกเจาะทะลุเป็นรูขนาดใหญ่ ฉีเล่อเล่อพยักหน้า กำแพงเมืองโบราณที่สร้างจากดินอัดแน่นผสมน้ำข้าวเหนียวนี่คุณภาพดีทีเดียว
หลิวหมิ่นตกใจจนเกือบทรุดนั่งกับพื้น
หากสิ่งนั้นยิงใส่ศีรษะของเขา...จะสู้หรือไม่?
เขาตะโกนถามฉีเล่อเล่อที่อยู่ด้านล่าง “จะเปิดประตูเมืองให้ก็ได้ แต่จะปฏิบัติต่อทหารใต้บังคับบัญชาของข้าอย่างดีหรือไม่?”
ฉีเล่อเล่อประหลาดใจ “เจ้าไม่คิดจะลองต่อต้านสักหน่อยหรือ?”
หลิวหมิ่นอยากบีบคอนางให้ตาย เขาไม่ต้องรักษาหน้าบ้างหรืออย่างไร?
เขาทำสีหน้าเคร่งขรึม “ข้าเห็นว่าประมุขศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่คนธรรมดา ภายหน้าต้องสร้างการใหญ่ได้แน่นอน เพื่อสรรพชีวิตใต้หล้า พวกข้ายินดีเข้าร่วมใต้บัญชาของประมุขศักดิ์สิทธิ์”
จากนั้นจึงสั่งลูกน้อง “เปิดประตูเมือง เชิญประมุขศักดิ์สิทธิ์เข้าเมือง”
ฉีเล่อเล่อคิดในใจ เอาเถิด เห็นแก่ที่เจ้าพูดจาไพเราะน่าฟัง ข้าจะยอมรับไว้อย่างเสียไม่ได้ก็แล้วกัน
นางร่อนลงบนหลังม้า ก่อนนำขบวนมุ่งหน้าไปยังประตูเมือง ทุกคนต่างถืออาวุธไว้ในมือและระมัดระวังตัวเต็มที่ ภายในอำเภอทงเฉิง ชาวบ้านแต่ละคนมีสีหน้าทุกข์ระทม
เดิมทีอำเภอแห่งนี้ก็ไม่ได้อุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว เมื่อประสบทั้งภัยแล้งและภัยพิบัติ ชีวิตจึงยิ่งยากลำบาก
แม้จะมีเชื้อสายราชวงศ์ผู้หนึ่งเข้ามาตั้งหลัก และการปกครองของเขาก็นับว่าดี แต่เขาเสกเสบียงออกมาไม่ได้เสียหน่อย อีกทั้งยังมีคนหลายร้อยปากต้องเลี้ยง ถึงจะจ่ายเงินให้ แต่ในเวลาเช่นนี้ เงินก็กินแทนข้าวไม่ได้! ชาวบ้านไม่อยากขายเสบียง แต่สถานการณ์บีบบังคับ ต่อให้ไม่เต็มใจก็ต้องเจียดอาหารจากปากตนเองไปให้กองทัพ
เมื่อเห็นหญิงสาวในชุดสีดำพากองกำลังกลุ่มหนึ่งเข้าเมือง ชาวบ้านที่ได้ข่าวต่างเกาะประตูบ้านชะโงกหน้ามองออกมา นี่เปลี่ยนผู้ปกครองอีกแล้วหรือ? ภายในปีเดียวเปลี่ยนมาหลายครั้งจนพวกเขาชินชาไปหมดแล้ว
ฉีเล่อเล่อนั่งอยู่ในที่ว่าการ กล่าวกับหลิวหมิ่น “แม่ทัพหลิวมีความสามารถถึงเพียงนี้ จะอยู่ที่นี่ทำเรื่องเล็กน้อยได้อย่างไร? บุรุษที่ดีควรมีปณิธานกว้างไกล ออกศึกในสนามรบ สร้างผลงานและเกียรติยศ”
หลิวหมิ่นสีหน้าไม่เปลี่ยน “ขอรับ ประมุขศักดิ์สิทธิ์กล่าวถูกต้องทุกประการ ในเมื่อข้ายอมสวามิภักดิ์แล้ว ย่อมทำตามคำสั่ง”
แต่ในใจกลับคิด เจ้าแค่ระแวงว่าข้าจะกุมอำนาจอยู่ที่นี่ไม่ใช่หรือ? พูดเสียไพเราะเชียว
ฉีเล่อเล่อเหลือบมองอวี๋จิ่นจือ เมื่อเห็นเขาพยักหน้า นางก็เผยรอยยิ้มอ่อนโยน
ตอนมามีคนหลายร้อย ตอนจากไปก็ยังมีคนหลายร้อย เพียงแต่คนมากกว่าครึ่งที่ถูกทิ้งไว้เป็นคนที่นางพามา ส่วนคนที่พาออกไป นอกจากหลิวหมิ่นกับลูกน้องหลายคนแล้ว ยังมีทหารของหลิวหมิ่นมากกว่าครึ่งกอง
หลิวหมิ่นติดตามฉีเล่อเล่อไปยึดเมืองอีกหลายแห่ง เมื่อเห็นความเร็วในการตีเมืองที่ง่ายดายราวกับหั่นผักผ่าแตง เขาก็ถึงกับชินชา ประมุขศักดิ์สิทธิ์ถืออาวุธอะไรกันแน่? มันปรากฏขึ้นมาได้อย่างไร? เมื่ออาวุธชนิดนี้ถูกนำออกมาใช้ แม่ทัพคนใดจะไม่จนปัญญา?
แต่วันนี้กลับเจอคนหัวแข็งเข้าแล้ว
นอกเมืองประจำเขตปกครอง ฉีเล่อเล่อนำทหารหลายพันนายยืนเรียงแถวอย่างสงบนิ่ง ฟังกัวจู้จื่อผู้มีเสียงดังถือเครื่องขยายเสียงตะโกนประโยคประจำของเขา “คนในเมืองฟังให้ดี รีบเปิดประตูเมืองต้อนรับประมุขศักดิ์สิทธิ์เข้าเมือง หากช้าไปแม้แต่หนึ่งเค่อ จะให้พวกเจ้าตายคาที่ทั้งหมด!”
วันนี้ผู้รักษาประตูเมืองคือถูอัน น้องชายของพระชายาองค์ชายรอง ผู้ยึดครองเมืองประจำเขตปกครองอยู่ในขณะนี้ เขาเบ้ปาก “ตัวอะไรจากไหนถึงกล้ามาวางอำนาจต่อหน้าข้า ยิงมันให้ตาย!”
พลธนูแถวหนึ่งเริ่มเล็งเป้า ง้างคันธนูพาดลูกศร...ฉีเล่อเล่อเหลือบมองกัวจู้จื่อที่ยังตะโกนอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ลูกธนูกำลังจะพุ่งมาแล้ว เจ้านึกว่าตัวเองทำจากเหล็กจริงหรือ?
กัวจู้จื่อกลับกระหยิ่มยิ้มย่อง เขาไม่กลัวสักนิด หากต้องสละชีวิตอยู่ที่นี่ ประมุขศักดิ์สิทธิ์เคยบอกแล้วว่าเขาจะได้เลื่อนตำแหน่งหนึ่งขั้น ทั้งยังจะเลี้ยงดูมารดาผู้ชราของเขาให้ด้วย เขาจึงไม่กลัวเลยแม้แต่น้อย
ฉีเล่อเล่อเห็นท่าทางของเจ้าหมอนั่นที่แทบอยากสละชีพเพื่อหน้าที่ จึงถีบเขาไปทีหนึ่ง
“ยังไม่ถอยไปอีก”
กัวจู้จื่อถอยไปด้านหลังอย่างเสียดาย สีหน้ายังดูอาลัยอาวรณ์อยู่ไม่น้อย
อวี๋จิ่นจือกับหลิวหมิ่นต่างถลึงตามองเจ้าหมอนั่น ประมุขศักดิ์สิทธิ์ใช้พระบาทอันทรงเกียรติถีบเจ้า แล้วสีหน้าเปี่ยมสุขของเจ้านั่นหมายความว่าอย่างไร?
ฉีเล่อเล่อมองหัวลูกศรที่พุ่งเข้ามา ก่อนยิ้มเย็นแล้วสะบัดแขนเสื้อ ลมกรรโชกแรงพลันพัดขึ้น มุ่งตรงเข้าใส่ลูกศรเหล่านั้นเพียงอย่างเดียว
เห็นเพียงลูกศรทั้งหมดชะงักค้างกลางอากาศชั่วขณะ ก่อนจะราวกับมีดวงตางอกออกมา พากันหันกลับไปยิงใส่ผู้ที่ปล่อยลูกศรมา แรงพุ่งกลับรุนแรงยิ่งกว่าเมื่อครู่เสียอีก
ถูอันตกใจจนอ้าปากค้าง ครั้นเห็นลูกศรจำนวนมากพุ่งกลับมาทางฝ่ายตนก็กรีดร้องลั่น รีบวิ่งหนีไปด้านหลัง
เหล่าพลธนูที่ยิงลูกศรออกไป พอเห็นความเร็วของลูกศรเหล่านั้นก็หลับตาลง
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญการยิงธนูมาหลายปี พวกเขาย่อมรู้ดีว่าด้วยความแรงและความเร็วระดับนี้ ตนไม่มีทางหลบพ้น จึงได้แต่ร่ำร้องในใจ ชีวิตข้าจบสิ้นแล้ว!
เสียงฉึก ๆ ๆ ดังขึ้นติดต่อกัน คนผู้หนึ่งมองสหายที่ล้มลงรอบตัวด้วยสีหน้างุนงง ลูกศรของข้าล่ะ?
ถูอันวิ่งหนีไปไกลพอสมควรแล้ว ขณะที่กำลังจะสั่งการให้คนลงมือต่อ จู่ ๆ ก็รู้สึกเจ็บแปลบกลางอก ปลายลูกศรดอกหนึ่งทะลุออกมาจากหน้าอก เขาหันกลับไปอย่างงุนงง ข้าหนีมาถึงที่ปลอดภัยแล้วไม่ใช่หรือ?
ยังไม่ทันหันศีรษะกลับไปจนสุด ร่างของเขาก็ล้มตึงลงกับพื้น