หลี่จินซานกับหวังซื่อสมแล้วที่เป็นสามีภรรยากัน ความคิดของทั้งคู่เหมือนกันไม่มีผิด ต่างฝันหวานว่าจะโค่นหัวหน้าตระกูลหลี่ลงแล้วขึ้นแทนที่เสียเอง
หลี่จินซานกล่าวอย่างไม่เกรงใจ “พี่หัวหน้าตระกูล ท่านก็อย่าออกแรงให้มากนักเลย หลานสาวแท้ ๆ ของข้าได้เป็นฮ่องเต้แล้ว ข้าเป็นบุตรชายคนโตของครอบครัว ตำแหน่งหัวหน้าตระกูลก็ควรเป็นของข้า ข้าว่าท่านตั้งใจพาคนไปทำไร่ทำนาก็พอ เรื่องในตระกูลไม่จำเป็นต้องเหนื่อยใจมากนักหรอก”
หัวหน้าตระกูลหลี่ได้ยินเช่นนั้นก็มองพวกเขาอย่างดูแคลน ก่อนสะบัดแขนเสื้อ “ส่งพวกเขากลับบ้านเกิด แล้วใช้เงินซ่อมแซมศาลบรรพชนเสียหน่อย ให้พวกเขาเฝ้าศาลบรรพชนอยู่ที่นั่น ห้ามออกจากหมู่บ้าน”
คนรุ่นหลังผู้นั้นรีบพยักหน้า “ท่านลุงหัวหน้าตระกูลวางใจเถิด ข้าจะจัดการให้เรียบร้อย”
หากต้องการออกจากอำเภอที่ขึ้นทะเบียนสำมะโนครัวไว้ จำเป็นต้องมีเอกสารอนุญาต ดังนั้นการกักพวกเขาไว้จึงไม่ใช่เรื่องยาก
หลี่จินซานและคนอื่น ๆ ถูกมัดไว้ ต่างถลึงตามองหัวหน้าตระกูลด้วยความโกรธ
หัวหน้าตระกูลหลี่แค่นหัวเราะ “เดิมทีพวกเราก็เป็นชาวนา ต่อให้ออกจากหมู่บ้านไม่ได้ ตั้งใจทำไร่ทำนาก็ยังมีชีวิตอยู่ได้ พวกเจ้ามีบุญคุณอะไรต่อฝ่าบาท ถึงคิดจะอาศัยบารมีของพระองค์? อย่าได้เอาเรื่องบุญคุณที่ให้กำเนิดมาพูดเลย หากฝ่าบาทไม่มีพระปรีชาสามารถ ป่านนี้พวกเราจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ไม่รู้ พวกเจ้าไม่คิดตอบแทนพระคุณ กลับคิดแบ่งอำนาจของฝ่าบาทเสียอีก ด้วยสมองเช่นพวกเจ้า กลับบ้านเกิดไปเสียยังอาจมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้นอีกหลายปี”
เขาโบกมือ คนทั้งกลุ่มจึงถูกพาตัวออกไป
หัวหน้าตระกูลหลี่ถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาทำเช่นนี้ก็เพื่อพวกนั้นจริง ๆ หากวันใดฝ่าบาททรงกริ้วขึ้นมา...เขาสั่นสะท้านเมื่อนึกถึงหลี่เป่าซานกับตาเฒ่าหลี่...
คิดไม่ได้ คิดไม่ได้ นั่นคือเกียรติยศของตระกูลหลี่ จะปล่อยให้มีรอยด่างพร้อยแม้แต่น้อยไม่ได้
เฉกเช่นฮ่องเต้ในอดีตทุกยุคทุกสมัยที่มักถูกเหล่าขุนนางคอยกราบทูลให้รับสนมเข้าวังมาก ๆ ฉีเล่อเล่อเองก็ถูกเร่งรัดเรื่องอภิเษกสมรสเช่นกัน
นางมองใบหน้าชราของอัครมหาเสนาบดีที่ยิ้มเสียจนเหมือนดอกไม้ปลายฤดูใบไม้ร่วง ทั้งยังพยายามเสนอขายลูกชายของตัวเองไม่หยุด ก็พูดไม่ออกอยู่บ้าง “ท่านไม่กลัวว่าภายหน้าหลานของท่านจะเปลี่ยนไปใช้แซ่หลี่หรือ?”
อัครมหาเสนาบดีทำหน้าไม่ยี่หระ “จะแซ่อะไรก็ยังเป็นหลานของกระหม่อมมิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ? อีกอย่าง กระหม่อมยังมีบุตรชายคนเล็กอีกสองคน”
ฉีเล่อเล่อ “ท่านใจกว้างจริง ๆ”
นางไม่ได้ใส่ใจว่าภายหน้าลูกจะแซ่อะไร หรือแผ่นดินจะตกไปอยู่ในมือของตระกูลใด อย่างไรก็ล้วนเป็นสายเลือดของนาง สำหรับแซ่หลี่ นางเองก็ไม่ได้มีความผูกพันอะไร
นางทะลุมิติและเวียนว่ายผ่านโลกแล้วโลกเล่า ยังมีอะไรที่ปล่อยวางไม่ได้อีก? ทว่าเพื่อเหล่าขุนนางที่ติดตามนางมา ลูกของนางจึงต้องใช้แซ่หลี่เท่านั้น
กระแสแห่งประวัติศาสตร์ไหลไปข้างหน้าไม่หยุด ไหนเลยจะมีราชวงศ์ใดดำรงอยู่ชั่วกาลนาน?
ชีวิตของนางสุขสบายและเป็นอิสระ จะแต่งงานหรือไม่แล้วเกี่ยวอะไรด้วย? คนพวกนี้ช่างหาเรื่องกังวลกันเสียจริง คิดจะอาศัยลูกชายไต่เต้าขึ้นสู่อำนาจหรือ?
เหอะ ๆ สำหรับนาง มีแต่ต้องหลีกเลี่ยงข้อครหา ส่งลูกชายเข้ามาหนึ่งคนก็ต้องเสียตำแหน่งสูงไปหนึ่งตำแหน่ง หากพวกเขารู้เรื่องนี้เข้า ไม่รู้ว่าจะเสียใจจนแทบตายหรือไม่
สุดท้ายแล้วนางจำเป็นต้องเลือกผู้สืบทอดที่เหมาะสมจริง ๆ นางมาโลกนี้ทั้งที จะทิ้งปัญหาไว้ให้ราษฎรไม่ได้มิใช่หรือ? แต่หากอิงจากอายุขัยในแต่ละชาติที่ผ่านมาของนาง ก็ไม่รู้ว่าคนที่ได้เป็นรัชทายาทจะต้องเป็นรัชทายาทไปตลอดชีวิตหรือไม่ เป็นรัชทายาทนานเกินไปอาจบ้าคลั่งขึ้นมาได้กระมัง?
ตัวอย่างเช่นนี้นางก็เคยอ่านพบในบันทึกประวัติศาสตร์
.........................................................
คนตระกูลหลี่กลับถึงบ้านเกิดด้วยอารมณ์ย่ำแย่อย่างถึงที่สุด เพียงคิดว่าเสี่ยวเล่อเป็นถึงฮ่องเต้ ส่วนพวกเขากลับถูกกักไว้ในหมู่บ้านเล็ก ๆ กลางหุบเขา ต้องใช้ชีวิตด้วยอาหารหยาบง่าย ความแตกต่างราวฟ้ากับเหวก็ทำให้พวกเขาโมโหจนเจ็บแน่นหน้าอก
ครอบครัวของหลี่จินซานกับหลี่อิ๋นซานยิ่งไม่พอใจกันและกัน ต่างฝ่ายต่างกล่าวโทษว่าอีกฝ่ายไม่รู้จักผูกสัมพันธ์อันดีกับเสี่ยวเล่อ จึงทำให้นางรังเกียจพวกเขา
ครอบครัวสายใหญ่และสายรองของตระกูลหลี่ นอกจากหลี่อวี้เฉิงที่ยังอยู่รับราชการในเมืองหลวง คนอื่น ๆ ยังคงทำกินบนที่ดินยี่สิบหมู่ผืนเดิม ทะเลาะตบตีกันจนหัวร้างข้างแตกอยู่เป็นประจำ
คนในหมู่บ้านไม่เพียงไม่เคารพพวกเขา ยังชอบพูดจาเยาะเย้ยถากถาง ทำเอาพวกเขาทั้งอัดอั้นทั้งเดือดดาล ไม่มีวันใดอยู่อย่างสบายใจ
หลี่อวี้สั่วกับภรรยาโทษว่าพ่อแม่ไปล่วงเกินเสี่ยวเล่อ จนทำให้พวกตนต้องพลอยรับเคราะห์ไปด้วย จึงแยกครอบครัวออกไปเลี้ยงดูพ่อตา
ฝ่ายครอบครัวหลี่จินซานเห็นว่าครอบครัวสายรองเป็นที่รังเกียจของฝ่าบาท ก็ยิ่งเกลียดที่พวกเขาทำลายหนทางสู่ความมั่งคั่งรุ่งเรืองของตน จึงลงมือทุบตีอย่างไม่ยั้งมือ
พวกเขาคิดว่า หากฆ่าสองสามีภรรยาสายรองเสีย ให้ฝ่าบาทได้ระบายพระพิโรธ โอกาสที่จะได้เสวยสุขกับความมั่งคั่งและเกียรติยศก็ยังคงมีอยู่
ทหารเข้าจับกุมและใส่โซ่ตรวนคนทั้งครอบครัวของหลี่จินซาน “ฆ่าคนต้องชดใช้ด้วยชีวิต พวกเจ้ารอถูกตัดหัวกันได้เลย!”
เมื่อได้ยินจุดจบของพวกเขา ฉีเล่อเล่อก็ยิ้มออกมา คนทั้งครอบครัวเห็นแก่ตัว คิดถึงแต่ผลประโยชน์ของตนเองและสายตาสั้น นี่คือจุดจบที่พวกเขาต้องได้รับอยู่แล้ว
ห้าปีต่อมา แคว้นต้าฮั่นยิ่งเจริญรุ่งเรืองและแข็งแกร่งขึ้น เศรษฐกิจพัฒนาอย่างถึงขีดสุด ถนนหลวงที่ปูด้วยซีเมนต์ราบเรียบเป็นมัน กำแพงเมืองแข็งแกร่งมั่นคงที่สร้างขึ้นใหม่ ตลอดจนเขื่อนป้องกันน้ำท่วม ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีผู้รับผิดชอบดูแลอย่างเป็นระบบ
เหล่าผีเสื้อที่ผลัดกันบินวนเวียนอยู่รอบกายฉีเล่อเล่อเองก็เหนื่อยล้ากันหมดแล้ว พระทัยของฝ่าบาทแข็งดุจเหล็ก ยากจะพิชิตเหลือเกิน สุดท้ายแต่ละคนก็แยกย้ายกันไป คนที่ควรแต่งภรรยาก็แต่ง คนที่ควรมีลูกก็มีลูก
แม้แต่หลิวหมิ่นก็ยอมแพ้ เขาตบไหล่อวี๋จิ่นจือ “ท่านอัครมหาเสนาบดีอวี๋ หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล กลับบ้านไปอยู่คนเดียวทุกวันมันเหงาเกินไป ข้าไม่อยู่เป็นเพื่อนท่านแล้วนะ”
ฉีเล่อเล่อคีบจอกสุราใบเล็กไว้ในมือ มองเรือนร่างอ่อนช้อยของเหล่านางรำ พลางฟังเสียงพิณคงโหว ในใจก็อดรำพึงไม่ได้ มิน่าเล่าทุกคนถึงอยากเป็นฮ่องเต้ ไม่เพียงตรัสคำใดก็เป็นคำขาด ยังได้ชมสาวงามที่สุด ลิ้มรสสุราชั้นเลิศที่สุด นี่นับเป็นความสำราญถึงขีดสุดจริง ๆ
เมื่อเห็นร่างสูงโปร่งเดินเข้ามานั่งข้างกาย ฉีเล่อเล่อก็ยิ้มออกมา
ทั้งยังได้นอนกับบุรุษที่ตนชอบอีกด้วย...
ค่ำคืนผ่านพ้นไปท่ามกลางความหวานชื่น ม่านเตียงแดงไหวกระเพื่อม เหล่าขันทีและนางกำนัลต่างพากันถอนหายใจอย่างโล่งอก หากฝ่าบาทยังทรงปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไปอีก ไม่รู้ว่าท่านอัครมหาเสนาบดีอวี๋จะอดกลั้นจนแย่หรือไม่
ยามเช้า ฉีเล่อเล่อมองอวี๋จิ่นจือพลางยิ้ม “เจ้ามีใจให้ข้าตั้งแต่เมื่อใด?”
อวี๋จิ่นจือหวีผมให้นางพลางตอบ “ตอนที่ฝ่าบาททรงขอฝนครั้งแรกพ่ะย่ะค่ะ...”
ในชั่วขณะนั้น คนผู้นี้ก็เข้ามาครอบครองความคิดทั้งหมดของเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว...
ฉีเล่อเล่อนึกถึงท่าทางเสแสร้งเป็นผู้วิเศษของตัวเองในตอนนั้นขึ้นมา ก็รู้สึกกระดากอยู่เล็กน้อย นางจึงเปลี่ยนเรื่องพูด “เห็นเจ้าดูเป็นบัณฑิตบอบบางเช่นนี้ ไม่คิดเลยว่ากำลังวังชาจะดีไม่น้อย”
ใบหน้าของอวี๋จิ่นจือแดงก่ำทันที “กระหม่อม... กระหม่อมฝึกยุทธ์มาตลอดหลายปีนี้ แม้ฝีมือการต่อสู้จะไม่ได้เก่งกาจนัก แต่หากเป็นเรื่องปรนนิบัติฝ่าบาท ก็... ก็น่าจะใช้ได้กระมังพ่ะย่ะค่ะ?”
แม้ฉีเล่อเล่อจะมีชีวิตรวมกันมาหลายร้อยปีแล้ว แต่ที่ผ่านมานางเพียงเคยดูภาพยนตร์สำหรับผู้ใหญ่เท่านั้น นี่เป็นครั้งแรกที่ลงสนามด้วยตัวเอง จึงอดเขินอายไม่ได้
นางกระแอมหนึ่งครั้ง ก่อนทำสีหน้าเคร่งขรึม “อวี๋อ้ายชิง...”
อวี๋จิ่นจือรีบขานรับ “กระหม่อมอยู่นี่พ่ะย่ะค่ะ”
ฉีเล่อเล่อหันหน้าไปอีกทาง ไม่ยอมมองเขา “คืนนี้... พยายามต่อไป”
อวี๋จิ่นจือ “...น้อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”
ฉีเล่อเล่อสวมฉลองพระองค์มังกรเรียบร้อยแล้วเดินไปยังท้องพระโรงด้านหน้า พลางพึมพำเสียงเบา “จะว่าไป ความรู้สึกนี้... ไม่เลวเลยจริง ๆ”
ใบหูของอวี๋จิ่นจือร้อนผ่าว “...พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมก็ชอบมากเช่นกัน”
คนสองคนพูดจาด้วยสีหน้าเคร่งขรึมราวกับกำลังหารือราชกิจ ทั้งที่เนื้อหาที่พูดนั้นไม่เคร่งขรึมเอาเสียเลย ส่วนเหล่าขันทีและนางกำนัลที่เดินตามอยู่ด้านหลัง...
ตลอดระยะเวลาที่ครองราชย์ ฉีเล่อเล่อทรงผลักดันให้สตรีก้าวออกจากเรือนและเข้าร่วมการสอบคัดเลือกขุนนางอย่างจริงจัง
..............................................................
สิบปีต่อมา ในราชสำนักมีขุนนางหญิงอยู่มากมาย ส่วนสตรีที่ประกอบการค้าขายยิ่งมีมากจนนับไม่ถ้วน
พระองค์ทรงเสริมสร้างเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของแคว้นให้แข็งแกร่ง จนบรรดาแคว้นโดยรอบต้องส่งเครื่องบรรณาการล้ำค่ามาเข้าเฝ้าทุกปี
...ยี่สิบปีต่อมา ฉีเล่อเล่อกับอวี๋จิ่นจือสร้างเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่แล้วออกเดินทางไปทางตะวันออกเพื่อค้นหาเส้นทางเดินเรือสายใหม่
ระหว่างนั้นคนทั้งสองยังถือโอกาสทำลายแคว้นตงวอจนสิ้นอีกด้วย เคยมีคนเห็นไท่ซ่างหวงหญิงกับพระสวามีประทับอยู่บนเรือสำราญ ล่องไปตามทะเลสาบ ฟังเสียงดนตรีอันรื่นรมย์ พลางเสวยสุขกับสายลมอ่อนที่พัดโชยมา
ส่วนองค์รัชทายาทที่เพิ่งมีพระชนมายุครบสิบแปดพรรษา ถูกพระราชสาส์นฉบับเดียวบังคับให้ขึ้นครองราชย์อย่างไม่มีทางปฏิเสธ ระหว่างว่าราชการก็พร่ำบ่นถึงพระบิดาพระมารดาผู้ไม่เอาไหนทั้งสองพระองค์ไปด้วย ทั้งยังต้องคอยปลอบพระอนุชาและพระขนิษฐาฝาแฝดวัยห้าพรรษาเป็นระยะ ปากก็พึมพำไม่หยุดว่า “ไหนบอกว่าจะให้ข้าเป็นองค์รัชทายาทไปตลอดชีวิตอย่างไรเล่า? ข้าเองก็ยังเป็นเด็กอยู่นะ!”