ชุยเฉียงกับเฉินฮั่นเดินตามอยู่ด้านหลังด้วยสีหน้าเย็นชา ก่อนจะสบตากันอย่างสงสัย เด็กสาวผอมแห้งราวกับไม้ไผ่คนนี้น่ะหรือ จะสามารถจัดการโซ่วโหวกับติงเอ้อร์ได้จริง ๆ?
เมื่อคืนโซ่วโหวกับติงเอ้อร์ไม่กลับมา พวกเขารู้อยู่แล้วว่าสองคนนั้นไปทำอะไร จึงยังคิดอย่างไม่พอใจว่า สองคนนั้นคงไม่ได้มัวแต่สนุกอยู่ที่นั่นหรอกนะ? มีเรื่องดี ๆ ก็ไม่รู้จักนึกถึงเพื่อนอีกสองคนบ้างเลย!
ทั้งสองพูดเรื่องทะลึ่งลามกกันอยู่พักหนึ่งแล้วก็หลับไป กระทั่งตื่นขึ้นมาในตอนเช้าก็ยังไม่เห็นสองคนนั้นกลับมา ถึงได้เริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ทันทีที่ฉีเล่อเล่อออกจากบ้าน ทั้งสองก็ตามเธอมา วันนี้พวกเขาตั้งใจจะสอบถามเด็กสาวคนนี้ให้รู้เรื่อง ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเกี่ยวข้องกับเธอหรือไม่ พวกเขาก็ไม่มีทางปล่อยเธอไป
เมื่อเห็นฉีเล่อเล่อเดินพ้นเขตปลอดภัยไปแล้ว ทั้งสองก็เริ่มร้อนใจ จะตามไปหรือไม่ตามดี?
ฉีเล่อเล่อเพิ่งข้ามแนวเขตปลอดภัยก็ย่อตัวลงตรงหน้าพืชต้นหนึ่ง ในเมื่อคิดจะจัดการคน แน่นอนว่าต้องมาถึงเขตอิสระแห่งนี้ก่อน
ภายในแนวเขตปลอดภัย แม้จะมีเหตุการณ์ที่คนฆ่ากันเองอยู่บ้าง แต่ก็ยังต้องหลบเลี่ยงสายตาผู้อื่น เพราะจุดปลอดภัยห้ามการกระทำเช่นนี้
แต่หากตายนอกจุดปลอดภัย โดยทั่วไปก็ไม่มีใครสนใจ เว้นเสียแต่ว่าคุณจะมีตระกูลหรืออำนาจหนุนหลัง ดังนั้นทันทีที่ออกมาถึงเขตป่า ก็เท่ากับเป็นอิสระโดยสมบูรณ์ ไม่มีใครควบคุมคุณได้อีก
ฉีเล่อเล่อทำท่าราวกับกำลังตรวจสอบว่าพืชต้นนั้นกินได้หรือไม่ ทันใดนั้นก็สัมผัสได้ถึงเสียงลมที่พุ่งเข้ามาจากด้านหลังศีรษะ เธอพุ่งตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย
ชุยเฉียงมองเด็กสาวที่หายวับไปจากตรงหน้าอย่างงุนงง ก่อนหันไปถามเฉินฮั่น “คนล่ะ?”
เฉินฮั่นมองเด็กสาวผอมบางที่จู่ ๆ ก็ไปปรากฏตัวอยู่ด้านหลังชุยเฉียง พลันรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว สัญชาตญาณราวกับสัตว์ป่าทำให้เส้นผมของเขาแทบตั้งชัน เขาหันหลังวิ่งหนีทันที กระทั่งเพื่อนสนิทยังไม่คิดจะเตือนสักคำ
ชุยเฉียงรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติจึงหันกลับไป ก่อนจะได้ยินเสียงเนิบช้าดังขึ้นข้างหู “เวลามีหมาป่าอยู่ข้างหลัง อย่าหันกลับมาสิ...”
เสียงกร๊อบดังขึ้น ใบหน้าของเขาหมุนไปอยู่ด้านหลัง และไม่มีโอกาสหันกลับมามองข้างหน้าได้อีกตลอดกาล เฉินฮั่นกำมีดในมือแน่น วิ่งหนีสุดชีวิต แม้เขาจะยังไม่ได้ปะมือกับฉีเล่อเล่อแม้แต่กระบวนท่าเดียว แต่ในฐานะคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกดินแดนรกร้าง หากไม่มีสัญชาตญาณรู้จักหลีกหนีอันตรายและแสวงหาสิ่งที่เป็นประโยชน์ แล้วจะมีชีวิตรอดมาได้นานขนาดนี้ได้อย่างไร
ทันทีที่เห็นฉีเล่อเล่อหายตัวไปแล้วปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง เขาก็รู้แล้วว่าซวยแน่ คราวนี้พวกเขาสี่คนไปหาเรื่องคนที่ไม่ควรหาเรื่องเข้าให้แล้ว เมื่อก่อนเด็กคนนี้ขี้ขลาดจะตาย วันนี้ทำไมถึงได้...
ฉีเล่อเล่อทะยานตัวขึ้น ร่างกายที่ผ่านการปรับสภาพแล้วใช้งานได้ดีขึ้นมาก เธอคว้าคออีกฝ่ายจากด้านหลังในคราวเดียว
เฉินฮั่นเหลือกตาขึ้น “ไว้ชีวิตด้วย...”
ฉีเล่อเล่อยกมุมปากยิ้ม “ได้สิ...”
พูดจบก็หิ้วเขาเหวี่ยงออกไป ชายร่างกำยำที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางพงหญ้าหนาทึบด้านหลังเห็นวัตถุขนาดใหญ่พุ่งตรงเข้ามาหาตัวเอง จึงชักดาบฟันออกไปทันที
เฉินฮั่นมองดาบใหญ่ที่ฟันตรงเข้าหาตัวเอง ก่อนร้องคำรามอย่างสิ้นหวัง “อย่านะ...”
เลือดสาดกระเซ็น ร่างครึ่งท่อนของเฉินฮั่นปักอยู่กับพื้น ฟองเลือดไหลทะลักออกจากปาก เขาคิดอย่างสิ้นหวังว่า เมื่อกี้ถูกบีบคอตายไปเสียยังจะดีกว่า...
ฉีเล่อเล่อเดินเอื่อย ๆ เข้ามา มองเฉินฮั่นที่เหลือเพียงครึ่งร่างแวบหนึ่ง ก่อนหันไปมองชายร่างกำยำแล้วชักดาบใหญ่ออกมาจากด้านหลัง ชายร่างกำยำมองเธออย่างประหลาดใจ เมื่อครู่ไม่เห็นเธอสะพายดาบไว้นี่นา?
ทั้งสองไม่พูดอะไรสักคำ ก่อนจะเข้าปะทะกันทันที ฉีเล่อเล่อต้องการดูว่าพลังการต่อสู้ของคนในโลกนี้อยู่ในระดับไหน จึงจงใจลดความเร็วลงและประมือกับเขาอยู่พักหนึ่ง
ชายร่างกำยำเริ่มหวาดหวั่น ผู้หญิงคนนี้ยังรับมือได้อย่างสบาย ๆ เขาต้องเตรียมหาโอกาสหนีทุกเมื่อ จะเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่ไม่ได้เด็ดขาด ฉีเล่อเล่อประเมินชายคนนี้แล้วพบว่า เขาไม่ได้มีกระบวนท่าอะไรที่ยอดเยี่ยมนัก เพียงอาศัยร่างกายที่แข็งแกร่ง ความเร็วและพละกำลังล้วนเหนือกว่าคนธรรมดา
น่าจะคล้ายกับพลังพิเศษด้านพละกำลังและความเร็วของเธอ เพียงแต่ระดับยังต่ำกว่าเธอ
นอกจากฉีเล่อเล่อจะมีพละกำลังและความเร็วของตัวเองแล้ว เธอยังมีกระบวนท่าวรยุทธ์ที่เรียนมาจากโลกยุคโบราณ รวมถึงประสบการณ์ต่อสู้อันโชกโชน ต่อให้เป็นผู้มีพลังพิเศษระดับเดียวกันก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเธอ
เมื่อประเมินพลังต่อสู้ของชายร่างกำยำได้แล้ว ฉีเล่อเล่อก็ใช้พลังพิเศษทันที
ชายร่างกำยำเห็นความเร็วของคู่ต่อสู้เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันจนมองตามร่างไม่ทัน หัวใจก็กระตุกวูบ พลางสบถในใจว่า ซวยแล้ว ถูกหลอกเข้าให้ นี่มันคนธรรมดาที่ไหนกัน เห็นชัด ๆ ว่าเป็นผู้มีพลังพิเศษ!
ฉีเล่อเล่อเห็นเขาคิดจะหนี มีหรือจะยอมปล่อยให้หนีไปได้ เธอถือดาบด้วยมือขวาแล้วฟันใส่ชายร่างกำยำทันที ชายร่างกำยำยกดาบขึ้นรับ ดาบของเขาเป็นผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ล่าสุด ทั้งความแข็งและความเหนียวเหนือกว่าโลหะทั่วไปอย่างเทียบไม่ติด
เสี้ยววินาทีนั้น ดาบของฉีเล่อเล่อกลับเป็นเพียงกระบวนท่าหลอก ไม่รู้ว่าปืนกระบอกหนึ่งปรากฏขึ้นในมือซ้ายของเธอตั้งแต่เมื่อไร เธอยกปืนเล็งไปที่ข้อมือทั้งสองข้างของเขา ก่อนยิงออกไปสองนัดติดกัน
ในโลกดินแดนรกร้าง แม้จะมีอาวุธปืนอยู่ แต่คนธรรมดาไม่มีโอกาสได้สัมผัส ชายร่างกำยำคนนี้เป็นเพียงผู้รับจ้างระดับล่าง จะมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองได้อย่างไร
รูม่านตาของเขาหดวูบ ผู้มีพลังมิติ?! ดาบใหญ่หลุดจากมือตกกระแทกพื้น ข้อมือทั้งสองข้างส่งกลิ่นไหม้เกรียมออกมา เขาไม่พูดอะไรสักคำ สัญชาตญาณสั่งให้หันหลังวิ่งหนีทันที
ฉีเล่อเล่อยกปืนยิงใส่ขาข้างหนึ่งของเขาอีกนัด ชายร่างกำยำถูกแรงเฉื่อยส่งให้ถลาไปข้างหน้าอีกหลายก้าว ก่อนล้มคว่ำลงกับพื้นดังตุ้บ
ฉีเล่อเล่อเห็นว่าเขายังคิดจะดิ้นรน จึงเดินเข้าไปเหยียบตัวเขาไว้ “อยากตายหรืออยากมีชีวิต?”
ชายร่างกำยำกัดฟันด่า “นังสารเลว! เธอทำฉันเจ็บขนาดนี้แล้วยังจะถามว่าอยากตายหรืออยากมีชีวิตอีกหรือ? ไม่ต้องถามอะไรทั้งนั้น ยังไงฉันก็ตายอยู่ดี ฉันไม่มีทางพูดหรอก!”
ฉีเล่อเล่อกะพริบตาครั้งหนึ่ง “อ้อ ฉันนับถือว่าแกเป็นลูกผู้ชาย ไม่พูดก็ไม่ต้องพูดสิ”
ชายร่างกำยำผ่อนคลายลง “ยิงฉันอีกนัด ให้ฉันตายเถอะ”
ฉีเล่อเล่อส่ายหน้า “ไม่เอา ใช้ปืนก็เปลืองกระสุน ใช้ดาบก็เปลืองแรง แกมีชีวิตต่อไปเถอะ”
ชายร่างกำยำหลับตารอความตาย จะเอายังไงก็เอาเถอะ ตอนนี้เขาตกเป็นเนื้อบนเขียงของคนอื่นแล้ว ในเมื่อกล้าฆ่าคน ก็ต้องเตรียมใจไว้ว่าสักวันจะถูกฆ่าเช่นกัน ขณะที่กำลังรอความตาย จู่ ๆ เขาก็รู้สึกเจ็บแปลบในสมอง ก่อนเสียงหนึ่งจะดังแว่วมาจากที่ไกล ๆ
“ใครส่งแกมา?”
จิตของชายร่างกำยำถูกควบคุมไปแล้ว “ผู้ชายวัยกลางคนคนหนึ่ง ไม่รู้จัก เขาให้ฉันห้าสิบแต้มผลงาน แลกกับการฆ่าเธอ”
ฉีเล่อเล่อแค่นเสียงในใจ เป็นอย่างที่คิด ตัวตนของร่างเดิมมีปัญหาจริง ๆ
ชายร่างกำยำพลันได้สติ ลืมตาขึ้นมองฉีเล่อเล่อ “โจมตีทางจิต?”
ฉีเล่อเล่อยิ้มยิงฟัน “คนที่รู้มากเกินไปมักอายุสั้น”
เมื่อครู่ชายร่างกำยำยังอยากตายอยู่แท้ ๆ แต่ตอนนี้กลับรีบอ้าปาก “ขอ...”
ฉีเล่อเล่อเหยียบลงบนลำคอของเขาทันที “ถ้าเป็นคำขอที่ลำบากใจก็ไม่ต้องพูด”
เธอเก็บศพทั้งหมดเข้าไปในโลงภายในมิติ ก่อนพุ่งทะยานออกไปยังที่ห่างไกลอย่างรวดเร็ว
วันนี้เธอจะได้เห็นกับตาตัวเองเสียทีว่า โลกดินแดนรกร้างแห่งนี้อันตรายเพียงใด
เงินทองและอำนาจ ล้วนต้องแย่งชิงมาด้วยตัวเอง
ฉีเล่อเล่อวิ่งรวดเดียวออกไปหลายสิบกิโลเมตร บริเวณนี้แทบไม่มีผู้คนย่างกรายเข้ามาแล้ว เธอชะลอความเร็วลง ตรวจสอบทิศทางเล็กน้อย ก่อนนำศพหลายร่างออกไปทิ้งแยกไว้ตามจุดต่าง ๆ แล้วเริ่มรอคอย
เสียงตุ้บ ๆ ดังแว่วเข้ามา หนังศีรษะของเธอพลันตึงวาบ มาแล้ว
สัตว์อสูรพยัคฆ์ยักษ์ตัวหนึ่งพุ่งเข้ามา มันสูงกว่าฉีเล่อเล่อเสียอีก ลำตัวยาวกว่าสี่เมตร ช่วงเอวหนาใหญ่กำยำ เพียงแค่คำรามครั้งเดียวก็ทำเอาหูของฉีเล่อเล่ออื้อไปหมด กลิ่นคาวเลือดดึงดูดสัตว์ร้ายเข้ามา ทว่าเจ้าตัวนี้กลับไม่สนใจศพเหล่านั้น แต่หมายตาฉีเล่อเล่อแทน
ฉีเล่อเล่อถึงกับพูดไม่ออก เนื้อฉันหอมเป็นพิเศษหรือไง?
ร่างเดิมไม่มีประสบการณ์ด้านนี้ ฉีเล่อเล่อจึงไม่รู้เช่นกันว่า สัตว์ร้ายบางชนิดเลือกกินของเป็น ไม่กินของตาย ฉีเล่อเล่อยืนประจันหน้ากับสัตว์อสูรพยัคฆ์ ทั้งสองฝ่ายต่างไม่มีใครขยับ
สุดท้ายเป็นสัตว์อสูรพยัคฆ์ที่อดรนทนไม่ไหว มันสะบัดหางฟาดเข้าใส่ฉีเล่อเล่อทันที