ฉินโซ่วกำลังครุ่นคิดว่าจะจัดการฉีเล่อเล่ออย่างไร
เจ้าของร่างเดิมมีพละกำลังมหาศาลมาตั้งแต่เด็ก เขากับฉีซูเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เล็ก ส่วนเจ้าของร่างเดิมก็คือเด็กหญิงตัวน้อยที่คอยวิ่งตามหลังพวกเขาอยู่เสมอ เรื่องของเธอแทบไม่มีอะไรที่เขาไม่รู้
เพียงแต่หลายปีมานี้ เจ้าของร่างเดิมไม่เคยแสดงพละกำลังเช่นนั้นออกมาอีก จนเขาลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าในวันนี้ ทำให้ความทรงจำในอดีตเหล่านั้นหวนกลับมาอีกครั้ง
ฉีเล่อเล่อรู้ดีว่าคนพวกนี้ไม่มีทางยอมเลิกราง่าย ๆ ซึ่งก็ประจวบเหมาะ เพราะเธอเองก็คิดเช่นเดียวกัน
เธอกะพริบดวงตากลมโต เดี๋ยวมองคนนั้น เดี๋ยวมองคนนี้ ก่อนจะหัวเราะอยู่คนเดียว
ฉินเฟยเฟยรู้สึกว่าเธอดูเหมือนคนเสียสติ ชวนให้ขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
ฉินโซ่วแสดงท่าทีอ่อนโยนและจริงใจที่สุดออกมา “เล่อเล่อ ฉันรู้ว่าฉันทำให้เธอเสียใจ ฉันผิดต่อเธอ แต่เรื่องก็มาถึงขั้นนี้แล้ว ฉันมีลูกชายแล้ว เธอเป็นคนจิตใจดีที่สุด ปล่อยฉันไปเถอะ!”
ฉีเล่อเล่อ “……”
ฉีเล่อเล่อยิ้มบาง “แต่ฉันก็ต้องใช้ชีวิตเหมือนกัน ฉันตัวคนเดียว ไม่มีใครให้พึ่งพา……”
ความอดทนของฉินโซ่วใกล้หมดเต็มที แต่เขายังคงฝืนระงับอารมณ์แล้วถาม “ตกลงเธอต้องการอะไรกันแน่?”
ฉีเล่อเล่อพูดว่า “เชิญคนที่มีชื่อเสียงน่าเชื่อถือมาสองคนเป็นพยาน แล้วพวกเราก็เซ็นข้อตกลงหย่ากันอย่างเป็นทางการ”
ฉินโซ่วถาม “ยังมีข้อเรียกร้องอะไรอีก? ถ้ามีแค่นี้ แล้วเธอจะเอิกเกริกก่อเรื่องใหญ่โตไปทำไม?”
ฉีเล่อเล่อยื่นมือขวาออกมา ใช้นิ้วสามนิ้วถูเข้าหากันสองสามครั้ง “แน่นอนว่าค่าเลี้ยงดูหลังหย่าจะขาดไม่ได้”
คุณนายผู้เฒ่าฉินแผดเสียงขึ้นมาทันที “นัง……”
ฉีเล่อเล่อพุ่งเข้าไปตบหน้าสองฉาด คุณนายผู้เฒ่าฉินกุมใบหน้าที่บวมราวกับหัวหมู “ฮือ ๆ……”
ฉินโซ่วดึงแม่ที่ทั้งไม่ได้เรื่องทั้งชอบหาเรื่องของตัวเองเอาไว้ ก่อนถามอย่างใจเย็น “เธอต้องการค่าเลี้ยงดูเท่าไร?”
ฉีเล่อเล่อคำนวณเงินที่เขาเก็บไว้นอกบ้าน จากที่เธอเห็นน่าจะมีประมาณห้าร้อยหยวน จึงจงใจทำท่าลำบากใจ ครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนยื่นสองนิ้วออกมาอย่างลังเล
ฉินเฟยเฟยขมวดคิ้ว “ยี่สิบหยวน? มากเกินไปแล้ว เธอรู้ไหมว่ายี่สิบหยวนซื้อข้าวสารได้ตั้งเท่าไร? พอให้เธอกินได้ถึงสองปีเลยนะ”
ใบหน้าของฉินโซ่วเริ่มมีแววยินดีแล้ว
ฉีเล่อเล่อถึงกับหัวเราะด้วยความโมโห “เธอนี่มันโง่จริง ๆ”
เธอบีบนิ้วมือสองสามที ก่อนพุ่งเข้าไปตบฉินเฟยเฟยซ้ายทีขวาทีติดกันยี่สิบฉาด จากนั้นก็เดินเอ้อระเหยกลับเข้าห้องรับรอง ปิดประตูดังปัง
ฉินโซ่วโมโหแทบคลั่ง แต่กลับไม่กล้าเคาะประตู เพราะทันทีที่เคาะก็ต้องถูกถีบแน่นอน
ฉินโซ่วจ้องน้องสาวเขม็ง “วัน ๆ เอาแต่หาเรื่อง!”
ฉินเฟยเฟยกุมใบหน้า สีหน้าเต็มไปด้วยความเคียดแค้น แต่ทำอะไรไม่ได้
ฉินโซ่วหมุนตัวกลับห้องนอนของตัวเอง ป๋ายเหลียนร้องไห้อยู่พักหนึ่ง พอเห็นว่าไม่มีใครสนใจ จึงแนบตัวกับประตูแอบฟัง ครั้นเห็นฉินโซ่วกลับเข้าห้องก็รีบไปนอนบนเตียง ส่งเสียงร้องไห้กระซิก ๆ อีกครั้ง
ฉินโซ่วเหนื่อยแทบหมดแรงมาตลอดทั้งวัน จึงไม่สนใจเธอ ถอดรองเท้าแล้วล้มตัวลงนอนทันที แม้แต่เรื่องกินข้าวยังลืมไปเสียสนิท
ป๋ายเหลียนเองก็ไม่กล้างอแงเหมือนทุกที ได้แต่นอนเงียบ ๆ ครุ่นคิดเรื่องต่าง ๆ
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ฉีเล่อเล่อนอนเต็มอิ่มแล้วก็ถือไม้เล็ก ๆ เดินเคาะประตูทีละห้อง
“พวกขี้เกียจไร้จิตสำนึกทั้งหลาย แดดส่องก้นแล้วยังไม่ลุกมาทำงานอีก! ขี้เกียจสันหลังยาวกันทุกคน ถ้ายังไม่ลุกอีกจะตีขาให้หัก ฉันต้องมาคอยปวดหัวกับพวกแกจริง ๆ……”
ทุกคนถูกเธอก่อกวนจนต้องลุกขึ้นมาด้วยใบหน้าซีดเขียว คุณนายผู้เฒ่าฉินกับฉินเฟยเฟยพึมพำด่าอยู่ในปากเบา ๆ ฉีเล่อเล่อจึงตบพวกเธอคนละฉาด แถมถีบให้อีกคนละที ทั้งสองส่งเสียงคราง ก่อนกระเด็นไปกองอยู่ตรงมุมกำแพง นานกว่าจะลุกขึ้นมาได้
แม่หวงตัวสั่นงันงกเดินเข้าไปในครัว
ฉีเล่อเล่อตะโกนจากด้านนอก “หนึ่งชั่วโมง สี่อย่างหนึ่งน้ำแกง มีทั้งเนื้อทั้งผักนะ แล้วเธอก็ต้องชิมด้วย ทำให้สะอาดหน่อย”
พูดจบ เธอก็กอดอกนั่งอยู่ในห้องอาหาร ประตูครัวเปิดกว้างพอดี ทำให้มองเห็นแม่หวงทำอาหารได้อย่างชัดเจน ความจริงเธอไม่ได้ระแวงแม่หวง เพราะแม่หวงรู้แล้วว่าตัวเองต้องกินด้วย ย่อมไม่กล้าทำอะไร แต่คนที่เธอระวังคือคนตระกูลฉินกับป๋ายเหลียนต่างหาก ถ้าคนพวกนั้นแอบใส่ยาเบื่อหนูให้เธอกินแล้วตายขึ้นมา คงตายอย่างน่าเจ็บใจเกินไป
ถึงอย่างนั้น ฉีเล่อเล่อก็สงสัยว่าด้วยสภาพร่างกายในตอนนี้ ยาเบื่อหนูอาจฆ่าเธอไม่ได้ด้วยซ้ำ
แม่หวงทำอาหารอย่างกระฉับกระเฉง แม้สีหน้าจะดูอมทุกข์ แต่ในใจกลับไม่ได้ต่อต้านเลยสักนิด เพราะอาหารที่ทำมีส่วนของเธออยู่ด้วย แน่นอนว่าต้องตั้งใจทำให้อร่อยที่สุดและแสดงฝีมือออกมาให้เต็มที่
นานแค่ไหนแล้วที่เธอไม่ได้ตั้งใจทำอาหารดี ๆ ให้ตัวเองกิน?
เมื่ออาหารเสร็จ ฉีเล่อเล่อก็นั่งลง ยกชามขึ้นกินทันที
ฉินโซ่วนั่งกระอักกระอ่วนอยู่ข้าง ๆ ตรงหน้าเขาว่างเปล่า ไม่มีอะไรแบ่งให้แม้แต่น้อย เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนถาม “แล้วของฉันล่ะ?”
ฉีเล่อเล่อยกหมัดขึ้นมาให้ดู “มีหมัดให้กิน เอาไหม?”
ฉินโซ่วหุบปากทันที ป๋ายเหลียนใช้มือทั้งสองข้างจับชามตะเกียบไม่ได้ จึงไม่ได้มานั่งร่วมโต๊ะ เธอนั่งอยู่ไกล ๆ ใช้สายตาเย็นเยียบจ้องฉีเล่อเล่อ
ฉีเล่อเล่อหันไปมองเธอด้วยสายตาเย็นชา “ถ้ายังกลอกตาเหมือนปลาตายมองฉันอีก จะควักออกมาเหยียบเล่น”
ป๋ายเหลียนตกใจจนรีบวิ่งกลับเข้าห้องนอนทันที คุณนายผู้เฒ่าฉินกับฉินเฟยเฟยโมโหแทบตาย ริมฝีปากขยับไปมา แต่ไม่กล้าส่งเสียงอีก พวกเธอเพิ่งจะพยายามลุกขึ้นมาได้ คราวนี้จึงจำความเจ็บได้ขึ้นใจแล้ว
คนตระกูลฉินทั้งสามได้แต่มองเด็ก ๆ แม่หวงที่เป็นคนใช้ และผู้หญิงน่าตายคนนั้นกินอาหารดี ๆ เต็มโต๊ะจนเกลี้ยง เหลือไว้ให้พวกเขาเพียงน้ำแกงกับเศษอาหารเล็กน้อย
หลังจากกินอิ่ม ฉีเล่อเล่อก็เอนกายแผ่อยู่บนโซฟาราวกับเจ้านายใหญ่ ไม่ยอมให้ใครนั่ง ใครเข้ามานั่งก็ถูกเธอถีบออกไป
ฉินโซ่วคิดจะแอบออกจากบ้าน ไปดูสถานการณ์ที่สำนักหนังสือพิมพ์ แล้วค่อยหาวิธีจัดการฉีเล่อเล่อ
แต่ฉีเล่อเล่อตามเขาออกไปทันที พอออกมาข้างนอก สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนฉับ ส่งเสียงร้องไห้กระซิก ๆ ราวกับกลายเป็นคนขี้แยไปในพริบตา
หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งถาม “แม่หนู เป็นอะไรไป?”
ฉีเล่อเล่อร้องไห้พลางตอบ “สามีของฉันชื่อฉินโซ่ว เขาไปชอบผู้หญิงที่กลับมาจากเรียนเมืองนอก ชื่อป๋ายเหลียน แล้วลงหนังสือพิมพ์ประกาศหย่ากับฉัน ฉันอยู่ต่อไม่ไหวแล้ว ฉันไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว ฮือ ๆ……”
ช่วงนี้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นในสังคมไม่น้อย บรรดาผู้หญิงต่างรู้สึกรังเกียจเรื่องแบบนี้อย่างยิ่ง เมื่อได้ยินคำพูดของฉีเล่อเล่อ ผู้คนรอบข้างก็พากันเดือดดาล เริ่มด่ากระทบกระเทียบกันอย่างเผ็ดร้อน
ฉินโซ่วทนฟังเสียงด่าไม่ไหว ได้แต่หนีหัวซุกหัวซุน
เขารู้ว่าผู้หญิงคนนี้กำลังใช้วิธีเดิมอีกแล้ว แต่กลับทำอะไรเธอไม่ได้ จะสลัดก็สลัดไม่หลุด จะสู้ก็สู้ไม่ไหว แล้วจะให้ทำอย่างไร? ต่อให้ตำรวจมา เรื่องในครอบครัวแบบนี้ตำรวจก็ไม่ยุ่งอยู่ดี!
สุดท้ายเขาจึงได้แต่พาฉีเล่อเล่อไปยังที่ลับตาคน ก่อนพูดตรง ๆ “ฉันให้เธอสองร้อยหยวน เราหาคนมาเป็นพยานแล้วเซ็นข้อตกลงหย่ากันเสีย ต่อไปต่างคนต่างแต่งงานใหม่ เจอกันก็ถือว่าไม่รู้จักกัน”
ฉีเล่อเล่อหัวเราะในใจ ดวงตากลอกไปมาเล็กน้อย “เดิมทีฉันก็คิดจะเอาสองร้อยหยวนนั่นแหละ แต่น้องสาวของนายทำให้ฉันโมโหมากเมื่อวาน สองร้อยไม่ได้แล้ว นายต้องจ่ายค่าชดเชยความเสียหายทางจิตใจเพิ่ม รวมเป็นสี่ร้อยหยวน ราคาเดียว ไม่ต่อรอง”
ฉินโซ่วคิดถึงเงินสดที่ตัวเองเก็บไว้นอกบ้าน จำนวนเท่านี้ยังพอจ่ายไหว เขาทนไม่ไหวแล้วจริง ๆ และไม่กล้าเสี่ยงให้ฉีเล่อเล่อบีบข้อมือจนหักเหมือนกัน อาการบาดเจ็บเช่นนั้นต้องใช้เวลาสามสี่เดือนกว่าจะหาย หลังจากนั้นยังออกแรงหนักไม่ได้อีก
คนที่หาเลี้ยงชีพด้วยการเขียนหนังสืออย่างเขาจะรับผลเช่นนั้นไหวได้อย่างไร?
ขณะที่กำลังคิด เขาเหลือบไปเห็นฉีเล่อเล่อ ผู้หญิงบ้าคนนั้นกำลังจ้องข้อมือของเขาอยู่พอดี ฉินโซ่วสะดุ้งเฮือก รีบเอามือทั้งสองข้างซ่อนไว้ด้านหลังทันที
ฉีเล่อเล่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “พรุ่งนี้ไม่ใช่ราคานี้แล้วนะ”
ความจริงฉีเล่อเล่อเองก็รีบเช่นกัน แต่เธอจะปล่อยให้คนพวกนี้รู้ว่าเธอรีบไม่ได้ ไม่ว่าคนเหล่านี้จะมีจุดจบอย่างไร เธอต้องตัดความสัมพันธ์กับพวกเขาให้เด็ดขาดเสียก่อน
ฉินโซ่วกลัวเธอจริง ๆ เขาคิดว่าฉีเล่อเล่อคงได้รับความกระทบกระเทือนจนเสียสติไปแล้ว หากเธอเกิดคลุ้มคลั่ง พุ่งเข้ามาบีบกระดูกเขาจนแตก ชีวิตนี้ของเขาคงจบเห่แน่ แต่เงินของเขาก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเอาไปได้ง่าย ๆ เช่นกัน
ฉีเล่อเล่อเห็นประกายอำมหิตที่วาบผ่านดวงตาของฉินโซ่ว มุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย เดิมทียังคิดจะปล่อยนายไปชั่วคราวแท้ ๆ แต่นายดันรนหาที่เอง ถ้าอย่างนั้นก็อย่าหาว่าไม่เกรงใจแล้วกัน!
ท้ายที่สุดฉินโซ่วก็เชิญประธานสำนักหนังสือพิมพ์กับผู้ดูแลอีกคนมาเป็นพยานให้เขากับฉีเล่อเล่อต่อหน้า ทั้งสองลงนามในข้อตกลงหย่าอย่างเป็นทางการ
ในข้อตกลงเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า ฉินโซ่วจ่ายเงินสี่ร้อยหยวนให้ฉีเล่อเป็นค่าเลี้ยงดูหลังหย่า นับจากนี้ต่างฝ่ายต่างมีสิทธิ์แต่งงานใหม่ ไม่มีความเกี่ยวข้องกันอีกต่อไป จากสามีภรรยากลายเป็นคนแปลกหน้าโดยสมบูรณ์
ฉินโซ่วยืมเงินจากสำนักหนังสือพิมพ์มาจ่ายให้ฉีเล่อเล่อ แล้วเร่งให้เธอรีบไปเสียที
ฉีเล่อเล่อรับหยวนมาอย่างอารมณ์ดี โบกมือลาอย่างร่าเริง ก่อนเดินจากไป