ฉินโซ่วเพียงโมโหและร้อนใจจนเลือดขึ้นหน้าไปชั่วขณะ ไม่นานก็ถูกเสียงเคาะประตูรัว ๆ จากด้านนอกปลุกให้ได้สติขึ้นมา
ดวงตาของเขาราวกับมีม่านบางอย่างปกคลุม มองอะไรก็พร่าเลือนไปหมด เขาโซเซลุกขึ้น ก่อนกระชากประตูเปิดออกอย่างแรงจนผู้หญิงหลายคนที่ยืนอยู่ด้านนอกสะดุ้งตกใจ
ฉินโซ่วพุ่งเข้าไปในห้องของคุณนายผู้เฒ่าฉินแล้วรื้อค้นทุกซอกทุกมุม แต่พบเงินเพียงไม่กี่สิบหยวน เขาไม่แม้แต่จะสนใจ ก่อนจะบุกเข้าไปในห้องของฉินเฟยเฟย แล้วรื้อข้าวของจนกระจัดกระจายไปหมด
ฉินเฟยเฟยเป็นคนมีความคิดอ่านอยู่บ้าง แต่ก็ยังถูกท่าทางคลุ้มคลั่งของพี่ชายทำให้ตกใจ “พี่ชาย พี่ทำอะไร ทำไมถึงมารื้อของของฉัน?”
ฉินโซ่วมองเงินทองที่ค้นเจอ เขารู้ว่านี่ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ตัวเองทำหาย แต่เวลานี้ดวงตากลับเปล่งประกายราวกับหมาป่าหิวโหย
ฉินเฟยเฟยตกใจจนแทบเสียสติ รีบพุ่งเข้าไปแย่งห่อของกลับมากอดไว้แน่น “นี่ของฉัน ฉันเอามาจากตระกูลเกา ต้องเก็บไว้เลี้ยงลูก พี่คิดจะทำอะไรน่ะ พี่ชาย!”
ทั้งโกรธทั้งตกใจจนเสียงของเธอแทบแตกพร่า
ฉินโซ่วมองเธอครู่หนึ่งโดยไม่พูดอะไร ก่อนเดินไปยังห้องนอนที่เขาใช้ร่วมกับป๋ายเหลียน
ป๋ายเหลียนมองเขารื้อของของตัวเองทีละชิ้น กระทั่งค้นเจอเครื่องประดับแล้วกอดไว้แน่นราวกับไม่อยากปล่อย มือทั้งสองข้างของเธอยังดามเฝือกอยู่ จึงได้แต่พึมพำ “เขาบ้าไปแล้ว บ้าไปแล้ว……”
เธอไม่กล้าเข้าไปแย่ง เพราะกลัวว่ามือจะเสียจริง ๆ แม้ป๋ายเหลียนจะเคยไปเรียนต่างประเทศ แต่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดก็มาจากทรัพย์สินก้อนสุดท้ายที่แม่แท้ ๆ ทิ้งไว้ให้
หลังแม่เสียชีวิตและพ่อแต่งงานใหม่ ความรักเอ็นดูที่เคยมีต่อเธอก็ค่อย ๆ หายไป
ตอนนั้นเธอถึงขั้นขู่ว่าจะผูกคอตาย จึงบีบบังคับพ่อผู้รักหน้าตาให้ยอมส่งเธอไปเรียนต่างประเทศ
เวลานั้นพ่อพูดด้วยสีหน้าเย็นชา “เงินที่แม่ของลูกทิ้งไว้ พ่อให้ลูกไปทั้งหมดแล้ว ต่อไปชีวิตจะเป็นอย่างไรก็อย่ากลับมาหาพ่ออีก”
สุดท้าย……เธอแต่งงานกับผู้ชายแบบไหนกันแน่?
ฉินโซ่วหาเครื่องประดับและทรัพย์สมบัติของตัวเองไม่เจอ กอดเครื่องประดับของป๋ายเหลียนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนคืนให้อีกฝ่าย “วางใจเถอะ ฉันไม่เอาของของเธอ เสี่ยวเหลียน เก็บข้าวของให้ดีเถอะ ฉันเหนื่อยแล้ว ขอไปนอนพักก่อน”
ป๋ายเหลียนเองก็เต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ เดิมทีเธอเห็นว่าฉินโซ่วพูดจาฉะฉาน มีความสามารถ และใช้เงินมือเติบ จึงแย่งเขามาจากผู้หญิงบ้านนอกคนนั้น
นึกว่าแย่งไข่มุกล้ำค่ามาได้ ที่แท้กลับเป็นเพียงลูกตาปลาตายไร้ค่า
แค่ตกงานก็กลายเป็นคนหมดอาลัยตายอยากถึงเพียงนี้ แล้ววันข้างหน้าจะใช้ชีวิตกันอย่างไร?
ระหว่างที่ฉีเล่อเล่อกำลังทำหนังสือพิมพ์อย่างคึกคัก และพาพรรคพวกแย่งชิงอาณาเขตจนต่อสู้กันเลือดตกยางออก ฉีซูก็มาถึงในที่สุด
เมื่อเห็นน้องสาวที่ดูคล่องแคล่วเด็ดขาด ฉีซูก็ถึงกับพูดไม่ออก
เมืองไห่สมกับเป็นมหานครจริง ๆ ไม่เพียงเจริญรุ่งเรือง แต่ยังเป็นสถานที่ฝึกฝนคนได้อย่างดี ดูน้องสาวของเขาสิ เพิ่งผ่านไปนานเท่าไรกัน กลับสร้างกิจการใหญ่โตถึงเพียงนี้แล้ว
ฉีเล่อเล่อไม่ยอมให้เขาออกไปหางานอีก แต่ยกงานของสำนักหนังสือพิมพ์ให้พี่ชายดูแล เมื่อฉีซูปฏิเสธ เธอก็พูดว่า “ถ้าพี่ชายไม่ช่วยฉัน แล้วจะมีใครช่วยฉันได้อีก? ถ้าพี่ชายรู้สึกเกรงใจ ก็หาเงินให้มาก ๆ แล้วเอามาให้ฉันใช้สิ”
จากนั้นเธอก็ทุ่มเททั้งกายใจให้กับการเขียนหนังสือ และยังมีอีกอย่าง……ตีกับคน
เมืองไห่ในยุคนี้เกิดการปะทะกันระหว่างแก๊งต่าง ๆ อยู่บ่อยครั้ง
แก๊งของฉีเล่อเล่อเรียกได้ว่าเป็นเพียงกลุ่มคนที่รวมตัวกันอย่างง่าย ๆ ไม่มีผู้มีอำนาจหนุนหลังก็เป็นเช่นนี้ อาวุธไม่ทันสมัย อุปกรณ์ต่าง ๆ ก็ไม่พร้อม
ถึงอย่างนั้น แก๊งของเธอกลับแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ
เหตุผลมีเพียงข้อเดียว พวกเขามีหัวหน้าใหญ่ผู้ลึกลับและเก่งกาจ
ฉีเล่อเล่อเป็นคนตั้งชื่อไม่เก่ง เพื่อความสะดวกจึงตั้งชื่อเลียนแบบแก๊งใหญ่ที่มีชื่อเสียงอยู่เล็กน้อย เรียกว่า “แก๊งชิงเหนียน”
เรื่องอาศัยกระแสคนอื่น เธอถนัดอยู่แล้ว ฉีเล่อเล่อยอมวางแผนควบคุมทุกอย่างอยู่เบื้องหลังเท่านั้น ไม่ยอมปรากฏตัวต่อหน้าผู้คน หากจำเป็นต้องออกหน้า เธอจะสวมหน้ากากหัวหมาป่าเสมอ
คนในแก๊งต่างเรียกเธอว่า “หัวหน้าฉี”
เธอไม่อยากให้ชื่อของตัวเองไปปรากฏอยู่ในรายชื่อแก๊งอันธพาลที่คนรุ่นหลังขุดค้นพบในอีกหลายปีข้างหน้า
……........................................................
วันนี้ ในที่สุดครอบครัวฉินก็ย้ายบ้าน
บ้านหลังใหม่ทั้งเล็กและคับแคบ แม้ทุกคนจะไม่พอใจ แต่คนที่ไม่ได้ออกเงินค่าเช่าก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไร ฉินโซ่วมองผู้หญิงหลายคนที่คอยสูบเลือดสูบเนื้อเขา สายตาเย็นเยียบราวกับงูพิษ
ไม่ว่าเขาจะลำบากเพียงใด คนเหล่านี้ก็ไม่มีใครยอมเอาเงินหรือเครื่องประดับของตัวเองออกมาใช้แม้แต่น้อย เขาเองก็เหนื่อยเช่นกัน จะเอาความสามารถที่ไหนมาเลี้ยงคนจำนวนมากที่ใช้เงินฟุ่มเฟือยและไม่ทำมาหากิน?
ช่วงนี้แม้เขาจะประหยัดแล้วประหยัดอีก ก็ยังใช้เงินไปหลายหยวน เงินในมือเหลือน้อยลงเรื่อย ๆ ความกระวนกระวายในใจก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
เขาเคยลองหางานใหม่ แต่ไม่รู้ว่าไปล่วงเกินผู้มีอำนาจคนไหนเข้า ถึงได้ถูกบริษัทต่าง ๆ พร้อมใจกันปิดประตูใส่ ไม่ว่าจะไปสมัครงานที่ไหนก็ถูกปฏิเสธทั้งหมด
ช่างน่าขันจริง ๆ คนที่กลับจากเรียนต่างประเทศแล้วออกมาสนับสนุนเสรีภาพในการแต่งงาน กระทั่งหย่ากับภรรยามีอยู่ตั้งมากมาย เหตุใดถึงเจาะจงเล่นงานเขาคนเดียว?
ในใจเขาพอจะรู้คำตอบ แต่กลับไม่กล้าเชื่อ ตั้งแต่ทรัพย์สินของแม่หายไป ตามด้วยการถูกนิยายในหนังสือพิมพ์ใส่ร้ายจนชื่อเสียงป่นปี้ กระทั่งทรัพย์สินของตัวเองหายไป ทุกอย่างล้วนชี้ไปยังผู้ต้องสงสัยเพียงคนเดียว นั่นคือฉีเล่อ
แต่เธอทำได้อย่างไร? ทรัพย์สินของเขามีจำนวนไม่น้อยและกินพื้นที่มาก ตลอดเวลานั้นเธอก็อยู่ในบ้าน ไม่ได้ออกไปไหน จนกระทั่งทั้งสองลงนามในข้อตกลงหย่าแล้วจึงแยกจากกัน แล้วเธอขนทรัพย์สินทั้งหมดของเขาออกไปได้อย่างไร?
ยังมีทรัพย์สินของแม่ที่หายไปอีก ตอนนั้นแม้แต่ข้าวสาร แป้ง น้ำมัน และข้าวของชิ้นใหญ่ในบ้านก็ยังหายไป เธอขนของมากมายขนาดนั้นออกไปได้อย่างไร?
เมื่อนึกถึงการหายตัวไปของเกาจือ รวมถึงพ่อแม่ตระกูลเกาที่ถูกไฟคลอกตาย ทุกครั้งฉีเล่อก็อยู่ในเหตุการณ์ แต่เขาไม่มีหลักฐาน! และคิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าเธอทำเรื่องเหล่านั้นได้อย่างไร
ความเย็นเยียบสายหนึ่งพุ่งขึ้นสู่ศีรษะ สัญชาตญาณร้องเตือนเขาให้หนี รีบหนีไปให้ไกล
ผู้หญิงคนนี้มีอะไรผิดปกติ เธอต้องมีคนคอยช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง แล้วคนคนนั้นเป็นใครกัน?……
เธอต้องไปมีสัมพันธ์กับผู้ชายคนอื่นแน่ นังสารเลว!
ฉินโซ่วเงียบลงด้วยสีหน้ามืดครึ้ม เรื่องทรัพย์สินของตัวเองถูกขโมย เขาไม่ได้บอกใคร
……..................................................
ครอบครัวฉินยังคงหน้าด้านอาศัยอยู่ที่เดิมต่ออีกกว่าหนึ่งเดือน เจ้าของบ้านเดิมโกรธจนแทบล้มทั้งยืน แต่คนใจดีก็มักถูกรังแก ครอบครัวฉินผลัดวันประกันพรุ่ง ไม่ยอมย้ายออกเสียที สุดท้ายเจ้าของบ้านจึงต้องไปตามตำรวจมาไล่คนทั้งครอบครัวออกไป
วันนี้จึงเป็นวันย้ายเข้าบ้านใหม่ของครอบครัวฉิน
ความจริงหาบ้านหลังใหม่ไว้ตั้งนานแล้ว เพียงแต่สภาพทรุดโทรมเกินไป พวกเขาจึงไม่อยากย้ายมาอยู่
แม้ไม่มีใครรู้สึกยินดี แต่ฉินโซ่วก็ยังสั่งอาหารและสุราชั้นดีเต็มโต๊ะจากภัตตาคารให้ส่งมาที่บ้าน
แม่หวงถูกเลิกจ้างไปนานแล้ว ตอนนี้ในบ้านจึงเหลือเพียงคนในครอบครัว ผู้ใหญ่สี่คนกับเด็กสามคน
ครอบครัวฉินไม่ได้กินอาหารดี ๆ เช่นนี้มาระยะหนึ่งแล้ว ทุกคนจึงก้มหน้าก้มตากิน ไม่มีใครสนใจกฎเกณฑ์หรือมารยาทอีกต่อไป
แม้แต่ป๋ายเหลียนที่ตอนกลับบ้านเกิดครั้งก่อนยังหัวเราะเยาะเจ้าของร่างเดิมกับคุณนายผู้เฒ่าฉินว่าเป็นพวกบ้านนอก วันนี้ก็กินเสียเต็มท้อง
อาหารของร้านนี้อร่อยจริง ๆ ต่อไป……ต่อไปก็คงไม่มีเงินมากินบ่อย ๆ อีกแล้ว
ฉินโซ่วมองคนทั้งห้องที่ล้มหลับกันระเนระนาด ก่อนถอนหายใจอย่างโล่งอก
คนที่ไม่เด็ดขาดย่อมทำการใหญ่ไม่ได้ ผู้ชายที่ไม่เหี้ยมย่อมยืนหยัดไม่ได้ รอให้เขากลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง เขาจะกลับมารับพวกเธอไปใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย
ฉินโซ่วรีบถอดชุดสูทออก เปลี่ยนเป็นเสื้อคลุมยาว จากนั้นหยิบกระเป๋าหนังเก่า ๆ ใบหนึ่งออกมา แล้วค้นเอาเงินและเครื่องประดับทั้งหมดที่แม่ น้องสาว และป๋ายเหลียนซ่อนไว้ออกมาจนเกลี้ยง ไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว ก่อนยัดทั้งหมดลงในกระเป๋าหนังเก่า จากนั้นจึงหยิบเสื้อผ้าดี ๆ ของตัวเองออกมาหลายชุด ใช้ห่อทรัพย์สินเหล่านั้นไว้
เขาสวมหมวกปีกไว้บนศีรษะ แล้วใส่แว่นตา รูปลักษณ์พลันดูต่างจากเดิมไปราวกับอายุมากขึ้นหลายปี หากเป็นคนรู้จักแต่ไม่ได้เข้ามามองใกล้ ๆ ก็คงจำไม่ได้ว่าเป็นเขา
ฉินโซ่วผลักประตูเปิด กำลังจะก้าวออกไป แต่กลับมีมือข้างหนึ่งคว้าตัวเขาเอาไว้
“ที่รัก คุณจะไปไหน?”