ทรงผมของสตรียุคโบราณเช่นนี้ ฉีเล่อเล่อทำไม่เป็นจริง ๆ
หญิงรับใช้ผู้นั้นยืนรอรับคำสั่งอยู่ใต้ชายคาระเบียง ถึงกับตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก!
เมื่อก่อนตอนเจ้าของร่างเดิมเรียกใช้พวกนาง พวกนางมักหาเหตุผลสารพัดมาถ่วงเวลา หรือไม่ก็ทำเป็นไม่สนใจ คนเหล่านี้ล้วนเป็นป๋ายอวี้ชวนกับฮูหยินผู้เฒ่าป๋ายเลือกเข้ามาเอง แม้แต่เงินรายเดือนก็ผ่านมือคนทั้งสอง บ่าวไพร่ย่อมเชื่อฟังพวกเขาเป็นธรรมดา
แต่ยามนี้เมื่อเห็นท่าทางคลุ้มคลั่งของฮูหยิน แม้แต่นายท่านยังถูกตี มีหรือจะกล้าชักช้าอีก หญิงรับใช้รีบขานรับแล้ววิ่งไปตามคนทันที
ฉีเล่อเล่อยึดข้าวของทุกอย่างที่เจ้าของร่างเดิมใช้เงินซื้อกลับคืนมาจนหมด ในเมื่อคนเหล่านี้ยอมรับคนตระกูลป๋ายเป็นนาย ก็สมควรอาศัยเบี้ยหวัดของป๋ายอวี้ชวนเลี้ยงชีพ แม้แต่หม้อ ชาม จาน และกะละมังก็ไม่เหลือ ข้าวสาร แป้ง ธัญพืช และน้ำมันยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ไม่นานนัก หญิงรับใช้ก็นำน้ำอุ่นมาให้ โชคดีที่อ่างไม้ซึ่งฉีเล่อเล่อใช้ล้างหน้าล้างตายังอยู่ที่เดิม
สาวใช้คนหนึ่งก้มหน้าเดินเข้ามา ก่อนยอบกายคำนับ “ฮูหยินเจ้าคะ”
ฉีเล่อเล่อพยักหน้า สาวใช้เงียบกริบพลางเกล้ามวยผมให้ฉีเล่อเล่อ
ฉีเล่อเล่อปรายตามองคนในจวนด้านนอกอย่างเย็นชา ดูบ่าวไพร่พวกนี้สิ พอรู้ว่าจวนถูกขโมยจนเกลี้ยง ไม่รู้ว่าชะตากรรมของตนภายหน้าจะเป็นอย่างไร ก็พากันสงบเสงี่ยมขึ้นมาแล้วมิใช่หรือ?
สาวใช้ใหญ่ที่กำลังเกล้าผมแอบชำเลืองมองฉีเล่อเล่อ นางได้ยินแม่ครัวบอกว่าฮูหยินเสียสติไปแล้ว บางครั้งยังลงไม้ลงมือตีคนด้วย นางต้องระวังให้ดี อย่าได้ทำให้ฮูหยินขุ่นเคือง มิฉะนั้นหากถูกตีขึ้นมาจะทำอย่างไร? นางเห็นมากับตาว่าฮูหยินผู้เฒ่า ผู้เฒ่าป๋าย และคุณหนูล้วนได้รับบาดเจ็บ!
ผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม ป๋ายอวี้ชวนก็พาเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยหลายคนที่มาสืบคดีไปตรวจสอบตามห้องต่าง ๆ
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งถาม “ฮูหยินป๋าย เมื่อคืนท่านได้ยินความเคลื่อนไหวอันใดหรือไม่?”
ฉีเล่อเล่อตอบ “ข้าหลับอยู่ทั้งคืน อดอาหารมาหลายวัน พอได้กินจนอิ่มก็หลับสนิทเกินไป จึงไม่รู้อะไรเลย”
เจ้าหน้าที่ผู้นั้นถาม “อ้อ... ไม่ได้ยินความเคลื่อนไหวเลยหรือ?”
ฉีเล่อเล่อส่ายหน้า “ใช่ ข้าไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ ใต้เท้าเจ้าคะ ผู้ใดขโมยผ้าห่มกับฟูกของข้าไปหมด จะเป็นโจรในจวนหรือไม่?”
เจ้าหน้าที่ผู้นั้นตอบ “พวกเราจะตรวจสอบต่อ หากได้ผลอย่างไรจะแจ้งให้ทางจวนทราบ”
กล่าวจบ เขาก็ไปตรวจสอบต่อ ฉีเล่อเล่อเอนกายพิงตั่งอยู่ครึ่งหนึ่ง พลางนึกยินดีอยู่ในใจ โชคดีที่ตอนนั้นนางไหวพริบดี ทิ้งเครื่องเรือนเก่าไร้ราคาไว้ในแต่ละห้องสองสามชิ้น ห้องของนางเหลือตั่งเก่าอยู่ตัวหนึ่ง
ห้องของฮูหยินผู้เฒ่าเหลือตู้ใบใหญ่ไว้หนึ่งใบ เป็นตู้เปล่าเสียด้วย ยังผ่าเอาไปทำฟืนได้
ห้องของป๋ายอวี้ชวน นางเหลือหีบเสื้อผ้าไว้ให้หนึ่งใบ ส่วนห้องของป๋ายอวี้จูเหลือเพียงกระจกแต่งหน้าบานหนึ่ง
เมื่อก่อนป๋ายอวี้จูชอบขอเครื่องประดับจากเจ้าของร่างเดิมมากที่สุด ยามนี้ก็ให้นางส่องกระจกทุกวัน มองดูใบหูกับลำคอที่ว่างเปล่าของตนเอง คงทุกข์ทรมานไม่น้อยแน่
ฉีเล่อเล่อใช้จิตสัมผัสมองเจ้าหน้าที่ผู้นั้นพามือปราบหลายคนสอบถามจนเสร็จ ก่อนกล่าวลาแล้วจากไป
เมื่อคนเหล่านั้นออกมาถึงหน้าจวนป๋าย ต่างหันมองหน้ากัน คนหนึ่งกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เรื่องนี้ พวกเราคงต้องเชิญใต้เท้ามาสอบสวนด้วยตนเอง มีจุดน่าสงสัยมากเกินไป”
คนอื่น ๆ ต่างพยักหน้าเห็นด้วย
ฉีเล่อเล่อเลิกคิ้ว “พอแค่นี้แหละ”
นางยังคิดจะใช้ชีวิตในโลกนี้ให้ดีเสียหน่อย ยุคโบราณเชียวนะ นางเองก็อยากรู้อยากเห็นไม่น้อย
ยามเช้าไม่มีอาหาร ฉีเล่อเล่อจึงหยิบอาหารจากมิติออกมากินในห้อง กินไปพลางมองคนพวกนั้นได้รับความลำบากไปพลาง เจริญอาหารยิ่งนัก พอถึงเที่ยง ไม่รู้ป๋ายอวี้ชวนไปหาเงินมาจากที่ใด จึงสั่งบ่าวออกไปซื้อข้าวสาร แป้ง ธัญพืช น้ำมัน และอาหารกลับมาจำนวนหนึ่ง
ฉีเล่อเล่ออยู่ในห้องของตน มองดูอาหารถูกยกเข้าไปในห้องของผู้เฒ่าป๋ายกับฮูหยินผู้เฒ่า จากนั้นมีสาวใช้อีกสองคนยกอาหารแยกกันไปยังห้องของป๋ายอวี้ชวนกับป๋ายอวี้จู ส่วนทางนางดูเหมือนจะถูกลืมเสียแล้ว
สาวใช้คนหนึ่งพลันรู้สึกว่ามือเบาวูบ พอมองอีกทีก็เห็นฮูหยินถือถาดที่เมื่อครู่อยู่ในมือนางไปเสียแล้ว
ฉีเล่อเล่อหมุนตัวเดินจากไป
“ไม่ต้องให้พวกเจ้าส่งแล้ว ข้าเอาไปเอง”
กล่าวจบก็กลับเข้าห้องของตน ก่อนปิดประตูดังปัง สาวใช้ผู้นั้นอ้าปาก ก่อนจะหุบลงอีกครั้ง
นางทำได้เพียงหน้าซีดเผือดแล้วกลับไปยังห้องครัว อาหารของเจ้านายมีเพียงสี่สำรับเท่านั้น นี่เป็นคำสั่งของฮูหยินผู้เฒ่าป๋าย
เมื่อสาวใช้กลับถึงห้องครัว จึงทำได้เพียงรวบรวมอาหารส่วนของบ่าวไพร่มาจัดเป็นสำรับ แล้วยกไปยังห้องอาหาร บนโต๊ะแปดเซียนมีเพียงป๋ายอวี้ชวนนั่งอยู่คนเดียว วันนี้เขาลางาน ไม่เพียงเพราะมีบาดแผล เรื่องวุ่นวายในจวนยังทำให้เขาปวดศีรษะแทบแตก
สาวใช้วางอาหารลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง
ป๋ายอวี้ชวนมองแล้วขมวดคิ้ว “มิใช่ว่าซื้อข้าวสาร น้ำมัน และผักมาแล้วหรือ เหตุใดอาหารถึงได้ขัดสนเช่นนี้?”
ความจริงอาหารเหล่านี้ก็ไม่ได้แย่นัก เมื่อก่อนตอนครอบครัวของพวกเขายังยากจน แม้แต่จะกินให้อิ่มท้องยังลำบาก แต่หลายปีมานี้หลังได้อาศัยตระกูลฉี เขาเคยชินกับชีวิตสุขสบายฟุ่มเฟือยเสียแล้ว พอเห็นอาหารเรียบง่ายเช่นนี้จึงแทบกินไม่ลง
สาวใช้ก้มหน้าเอ่ยเสียงเบา “วันนี้ฮูหยินผู้เฒ่าสั่งให้ทำอาหารสำหรับเจ้านายเพียงสี่คน ไม่ได้เตรียมส่วนของฮูหยินไว้เจ้าค่ะ เมื่อครู่ฮูหยินออกมาแย่งสำรับของนายท่านไป บ่าวจึงทำได้เพียงนำอาหารส่วนของพวกบ่าวมาให้นายท่าน ท่านวางใจได้เจ้าค่ะ อาหารเพิ่งทำเสร็จ ยังไม่มีผู้ใดแตะต้อง”
ป๋ายอวี้ชวนยิ่งไม่พอใจมารดาของตน วัน ๆ เอาแต่ทำเรื่องไร้ประโยชน์เช่นนี้ หากคิดจะจัดการฉีซื่อ ก็วางแผนให้เรียบร้อยแล้วลงมือเสียตรง ๆ มัวแต่คิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องหยุมหยิมเช่นนี้ มีแต่จะหาเรื่องยุ่งยากใส่ตัว!
เขาโบกมือ สาวใช้ใหญ่รีบถอยออกไป
ฉีเล่อเล่อกินข้าวไปพลาง ใช้จิตสัมผัสมองปฏิกิริยาของคนเหล่านั้นไปพลาง ช่างเจริญอาหารไม่ต่างจากมีกับข้าวเพิ่มอีกจาน หลังป๋ายอวี้ชวนกินเสร็จ เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเรียกพ่อบ้านเข้ามา
พ่อบ้านติดตามป๋ายอวี้ชวนมาได้ไม่นานนัก แต่เขารู้ดีว่าในจวนนี้ผู้ใดเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจ
ป๋ายอวี้ชวนกล่าวเสียงต่ำ “ยามนี้จวนของเราประสบภัยโจร ชีวิตความเป็นอยู่ลำบากไม่น้อย”
กล่าวจบ เขาก็จ้องตาพ่อบ้าน
พ่อบ้านรีบก้มหน้ากล่าว “นายท่านจะให้ทำเช่นไร บ่าวจะทำตามคำสั่งทุกประการขอรับ”
ป๋ายอวี้ชวนกล่าว “เจ้าพาผู้คุ้มกันสองคนนั้นไป ฉวยโอกาสตอนฮูหยินไม่ทันระวัง ตรวจดูว่านางยังมีโฉนดร้านค้าสองแห่งที่อำเภอหงถง รวมถึงตั๋วเงินจำนวนมากอยู่ในมือหรือไม่ หากมีก็เอามา แล้วส่งคนไปขายร้านเสีย จะได้บรรเทาความเดือดร้อนเร่งด่วนในจวน”
เขากล่าวเสริมอีกว่า “ยามนี้ฮูหยิน... สติไม่ค่อยดีแล้ว พูดกับนางดี ๆ ย่อมไม่รู้เรื่อง พวกเจ้าต้องลงมือให้รวดเร็ว แม่นยำ และเด็ดขาด ระมัดระวังให้ดี ชีวิตความตายล้วนขึ้นอยู่กับชะตา จะโทษผู้ใดไม่ได้!”
เขาไม่กล้าเผชิญหน้ากับฉีเล่อเล่อจริง ๆ ให้พ่อบ้านพาคนไปก็พอ
พ่อบ้านได้ยินเช่นนี้ มีหรือจะไม่เข้าใจความหมาย เรื่องเช่นนี้ในตระกูลใหญ่มีให้เห็นไม่น้อย
นายท่านกลัวอันตราย ทั้งยังไม่อยากปรากฏตัวในที่เกิดเหตุ จึงคิดให้เขาออกหน้าแบกรับเรื่องแทน
เขาเป็นเพียงบ่าว กินข้าวของผู้ใดก็ย่อมต้องฟังคำของผู้นั้น ฮูหยินจะต่อกรกับนายใหญ่ของจวนได้อย่างไร?
เขาพยักหน้ารับ “ขอรับนายท่าน บ่าวจะไปเดี๋ยวนี้”
ความไม่สบายใจพลันผุดขึ้นในใจป๋ายอวี้ชวน “เดี๋ยวก่อน รอให้ดึกกว่านี้ ฉวยโอกาสตอนนางไม่ทันตั้งตัว”
พ่อบ้านเข้าใจทันทีว่านี่คือให้ลงมืออย่างโหดเหี้ยม จึงรีบรับคำแล้วไปจัดการ
…….........................
ตลอดช่วงบ่ายเงียบสงบอย่างยิ่ง ฉีเล่อเล่อเองก็สุขสบาย เดินทอดน่องสำรวจจวนจนทั่ว พลางวางแผนว่าภายหน้าจะปรับปรุงที่นี่อย่างไร จึงจะทำให้ตนอยู่อาศัยได้สบายยิ่งขึ้น
ตกกลางคืน นางนอนอยู่บนเตียง รอคอยแขกที่จะมาเยือน ไม่นานก็มีเสียงกรอบแกรบเบา ๆ ดังขึ้น มีคนกำลังเปิดประตู พ่อบ้านกับคนอีกสองคนที่พามาด้วยต่างใช้ผ้าปิดหน้า คืนนี้พวกเขาคิดจะสวมรอยเป็นโจรสักครา
เมื่อเห็นเงาร่างที่นอนอยู่บนเตียง พ่อบ้านก็โบกมือ ผู้คุ้มกันทั้งสองได้รับคำสั่งมาแล้ว อีกทั้งปกติก็ไม่เคยเห็นเจ้าของร่างเดิมอยู่ในสายตา คิดเพียงว่านางเป็นสตรีบ้านนอกคนหนึ่งเท่านั้น
บ่าวเหล่านี้ล้วนซื้อหามาจากเมืองหลวง แม้แต่ผู้คุ้มกันก็เป็นคนเมืองหลวง แต่ละคนจึงมีความหยิ่งทะนงแบบชาวเมืองหลวงติดตัวอยู่ไม่น้อย แววตาของทั้งสองฉายความเหี้ยมเกรียม ก่อนพุ่งเข้าใส่คนบนเตียงทันที
ฉีเล่อเล่อลืมตามองพวกเขา แม้ทั้งสองจะปิดบังใบหน้า แต่เมื่อเห็นดวงตาสุกสว่างของฮูหยิน ใจก็ยังอดสะดุ้งไม่ได้ ถึงอย่างไรก็มิใช่โจรมืออาชีพ ความกล้าหาญย่อมมีอยู่เพียงเท่านั้น
ฉีเล่อเล่อเพียงยิ้มตาหยีมองพวกเขา ทั้งสองกัดฟันแล้วพุ่งเข้าไป ในเมื่อมาแล้ว ก็ต้องจับตัวฮูหยินให้อยู่หมัด ค้นหาโฉนดร้านค้าให้พบ จึงจะนับว่าสร้างความชอบได้
พ่อบ้านบอกไว้แล้วว่านายท่านมีรางวัลให้อย่างงาม จับฮูหยินให้อยู่หมัดจะยากอันใด? ก็แค่สตรีผู้หนึ่งเท่านั้น! ทว่ายังไม่ทันพุ่งถึงหน้าเตียง เงาดำสายหนึ่งก็วูบเข้ามาบีบลำคอของพวกเขาไว้...