ฉีเล่อเล่อลอบหัวเราะอยู่ในใจ เจ้าหมอนี่ไม่รู้เสียแล้วว่านางคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของเขาอยู่ตลอด เขาสั่งแม่ครัวผู้นั้นว่าอย่างไร ฉีเล่อเล่อได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ นางจะต้องทำให้ป๋ายอวี้ชวนชื่อเสียงป่นปี้จนไม่มีที่ยืน นี่คือความปรารถนาของเจ้าของร่างเดิม
ป๋ายอวี้ชวนมองกุ้งที่ตนกินจนเกลี้ยงแล้วถอนหายใจอย่างโล่งอก คราวนี้คงหมดแล้วกระมัง? เขากำลังจะอ้างว่าตนอิ่มแล้ว จะได้รีบไปล้วงคอให้อาเจียน แต่กลับเห็นฉีเล่อเล่อเดินเข้ามาหาอีกครั้ง พอเห็นรอยยิ้มเต็มใบหน้าของนาง ป๋ายอวี้ชวนก็อดสั่นสะท้านไปทั้งตัวไม่ได้
ฉีเล่อเล่อกล่าวเสียงอ่อนโยน “ต้าหลาง เหตุใดเอาแต่กินข้าวกับกับข้าวเล่า ท่านต้องดื่มน้ำแกงให้มากหน่อย หลังอาหารดื่มน้ำแกงหนึ่งถ้วย แก่เฒ่าไปจะได้ไม่เจ็บป่วย ต้าหลางอย่าเอาแต่ใจสิ กินแต่ของแห้งจะทำร้ายม้ามและกระเพาะเอาได้”
กล่าวพลางตักน้ำแกงหนึ่งถ้วยวางลงตรงหน้าเขา
ป๋ายอวี้ชวนปฏิเสธ “หว่านเอ๋อร์ เจ้าเข้าใจผิดแล้ว น้ำแกงควรดื่มก่อนอาหาร ตอนนี้ข้าอิ่มแล้วจึงไม่ดื่ม เจ้ากินต่อเถิด ข้ายังมีงานราชการต้องจัดการ”
พูดจบก็คิดจะลุกจากที่นั่ง
ฉีเล่อเล่อคิดในใจ งานราชการบ้าบออะไรของท่าน คิดจะไปล้วงคอให้อาเจียนละสิ?
ใบหน้าของนางยังคงอ่อนโยน แต่แรงในมือกลับไม่น้อย นางกดป๋ายอวี้ชวนที่เพิ่งลุกขึ้นให้นั่งกลับลงบนเก้าอี้ในคราเดียว “ต้าหลาง ในใจท่านมีจวิ้นจู่สารเลวอะไรนั่นจริง ๆ ใช่หรือไม่? แม้แต่น้ำแกงที่ข้าตักให้ ท่านยังไม่ยอมดื่ม! เมื่อก่อนต่อให้ข้าเตรียมขี้ให้กิน ท่านก็ยังกินอย่างว่าง่าย ท่านเปลี่ยนใจแล้ว!”
ป๋ายอวี้ชวนพลันนึกถึงชีวิตเมื่อครั้งอยู่ตระกูลฉี เขาชอบสุราแรง แต่กลับต้องนั่งดื่มชากับนายท่านฉี แสร้งทำตัวเป็นผู้มีรสนิยมสูงส่ง! เขาชอบกินเนื้อ แต่ฉีหว่านกลับยืนกรานให้กินอาหารรสอ่อนเพื่อบำรุงสุขภาพ! เขาชอบให้สาวงามคอยปรนนิบัติข้างกาย แต่ฉีหว่านกลับจัดให้เขาเพียงบ่าวชาย กระทั่งสาวใช้สักคนยังไม่มี!
ป๋ายอวี้ชวนอยากสะบัดแขนเสื้อจากไป แต่ถูกฉีเล่อเล่อกดให้นั่งอยู่บนเก้าอี้จนลุกไม่ขึ้น! เมื่อนึกถึงความน่ากลัวตอนถูกหญิงบ้าผู้นี้ทุบตี เขาก็อดตัวสั่นไม่ได้
ฉีเล่อเล่อใช้มือข้างหนึ่งกดตัวเขาไว้ อีกข้างยกถ้วยน้ำแกงขึ้นมา น้ำเสียงเย็นเยียบแผ่วเบาราวภูตผี “ต้าหลาง ดื่มน้ำแกง”
ป๋ายอวี้ชวนปฏิเสธ “หว่านเอ๋อร์ เจ้าควรเรียกข้าว่าซานหลาง อีกอย่าง ข้าไม่อยาก...”
ฉีเล่อเล่อมีสีหน้าหนักแน่น “ไม่ ท่านอยากดื่ม เพียงแต่ท่านเองยังไม่รู้เท่านั้น”
ป๋ายอวี้ชวนอยากพูดเหลือเกินว่า ข้าจะอยากหรือไม่อยาก เจ้ากลับรู้ดีกว่าตัวข้าเสียอีก!
แต่เขาไม่กล้าพูด สีหน้าของสตรีผู้นั้นบอกชัดเจนว่า หากไม่ดื่ม ข้าจะกดหัวท่านกรอกลงไปเอง
เขาหลับตาลง ช่างเถิด อย่างไรก็ยังไม่ตายในทันที อย่างมากก็รีบไปให้หมอรักษา เมื่อคิดเช่นนี้ เขาจึงยกถ้วยขึ้นดื่มอึก ๆ จนหมด
ฉีเล่อเล่อตักให้อีกหนึ่งถ้วย ป๋ายอวี้ชวนก็ดื่มลงไปอีก เขาดื่มติดต่อกันถึงสามถ้วย จนน้ำแกงในโถไม่เหลือให้ตักอีก
ฉีเล่อเล่อกล่าวอย่างแง่งอน “ต้าหลางนี่จริง ๆ เลย ข้ายังไม่ได้ดื่มสักคำ ถ้วยสุดท้ายก็ไม่รู้จักเหลือไว้ให้ข้าบ้าง”
ป๋ายอวี้ชวนอัดอั้นจนพูดไม่ออก หากมิใช่เจ้าบังคับให้ข้าดื่ม ข้าจะดื่มจนหมดได้หรือ?
เขารีบกล่าว “เป็นความผิดของสามีเอง ข้าดื่มน้ำแกงมากเกินไป ต้องไปปลดทุกข์เสียหน่อย ข้ามีงานราชการต้องจัดการจริง ๆ หว่านเอ๋อร์ คราวหน้าข้าค่อยอยู่เป็นเพื่อนเจ้าดีหรือไม่?”
ฉีเล่อเล่อจงใจทำเสียงห้าว “ได้ ต้าหลางค่อย ๆ ไปเถิด”
ป๋ายอวี้ชวนได้ยินน้ำเสียงของนางแล้วรู้สึกขนลุกซู่ ตกใจเสียจนปัสสาวะราด
ถูกผีเข้าสิงจริง ๆ แน่ แล้วเขาจะทำอย่างไรดี?
ฉีเล่อเล่อคิดดูแล้วยังไม่วางใจอาหารเหล่านี้ จึงสั่งให้คนยกกลับไปยังห้องของนาง เมื่อปิดประตูลงกลอนแล้วก็โยนอาหารทั้งหมดเข้าไปในมิติ จากนั้นหยิบอาหารรสเลิศที่เก็บไว้ในมิติออกมากิน
พอกินเสร็จ นางจึงแผ่จิตสัมผัสไปทางป๋ายอวี้ชวน
เมื่อเห็นบุรุษที่นอนหมดสภาพอยู่บนเตียง เสื้อผ้าบนตัวก็เปลี่ยนใหม่แล้ว นางก็นึกขึ้นได้ว่าตอนเขาออกไปเมื่อครู่ นางได้กลิ่นปัสสาวะจากตัวเขา
เมื่อครู่นางจงใจไม่มอง เพราะกลัวเห็นภาพบาดตาจนกระทบการย่อยอาหารของตน ถึงแม้นางที่ผ่านโลกวันสิ้นโลกมาจะสามารถกินข้าวลงได้ไม่ว่าจะเจอสภาพใดก็ตาม
ป๋ายอวี้ชวนนอนคว่ำอยู่บนเตียง ลำคอเจ็บแสบเพราะอาเจียนอย่างหนัก เขากำลังรอหมอมาถึง
ฐานะเดิมของครอบครัวเขาไม่ได้มั่งคั่งอะไร อาศัยสินเดิมของฉีหว่านจึงสามารถซื้อจวนแห่งนี้และพำนักอยู่ได้ ขุนนางขั้นเจ็ดในเมืองหลวงที่มีฐานะอย่างเขา หากไม่มีรากฐานทรัพย์สินติดตัวมา ส่วนใหญ่ยังต้องเช่าบ้านอยู่ในตรอกคับแคบเสียด้วยซ้ำ
จิ้นซื่อรุ่นเดียวกันนับไม่ถ้วนต่างอิจฉาเขา ขณะเดียวกันก็มีคนเอ่ยวาจาเหน็บแนมอยู่เนือง ๆ ว่าเขาอาศัยสินเดิมของภรรยาเลี้ยงชีพ
เขาเสวยสุขกับทรัพย์สินของตระกูลฉีไปพลาง ขณะเดียวกันก็เคียดแค้นฐานะของตนเองไปพลาง
ยิ่งคิดถึงฉีหว่าน ป๋ายอวี้ชวนก็ยิ่งเกลียดชัง วันนี้นางบังคับให้เขากินอาหารที่มียาพิษ วันหน้าเขาป๋ายอวี้ชวนจะเอาคืนเป็นร้อยเท่า!
ไม่นานนัก พ่อบ้านก็พาหมอชราเข้ามาในห้องของเขา คราวนี้มิใช่หมอชราคนก่อน หมอคราวก่อนเชี่ยวชาญการรักษาบาดแผลภายนอก ส่วนผู้นี้เชี่ยวชาญด้านการถอนพิษมากกว่า
หมอชราลูบเครา ดวงตากลอกไปมาเล็กน้อย “ใต้เท้ารับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสมเข้าไป อาหารบางอย่างขัดกัน แม้ท่านจะอาเจียนออกมาแล้ว แต่ก็ยังต้องถอนพิษอยู่ดี ที่โรงหมอของข้ามียาถอนพิษสารพัดชนิด ลองกินดูสักเม็ด น่าจะช่วยได้ขอรับ”
ป๋ายอวี้ชวนรู้สึกคลื่นไส้อยู่ในท้อง ทำได้เพียงพยักหน้ารับ
หลังกลืนยาไปหนึ่งเม็ด เขาก็ล้มตัวลงนอน ก่อนหลับยังคงด่าฉีเล่อเล่ออยู่ในใจ พลางครุ่นคิดว่าจะกำจัดสตรีผู้นี้ให้เร็วที่สุดได้อย่างไร
วันรุ่งขึ้นเขาลางานอีกครั้ง โดยอ้างเพียงว่ากินอาหารผิดสำแดงจนกระเพาะและลำไส้ไม่สบาย ยามนี้เขาเองก็ไม่มีงานราชการสำคัญนัก การลางานจึงไม่ใช่เรื่องยาก บ่าวชายคนสนิทนำจดหมายฉบับหนึ่งมาส่ง เขาแกะออกอ่าน สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนสั่งให้บ่าวชายช่วยจัดเสื้อผ้าและแต่งกายให้เรียบร้อย แล้วพาบ่าวชายออกจากจวน
ในจวนมีสาวใช้ใหญ่เพียงสองคน ใช้ปรนนิบัติมารดากับอวี้จู ส่วนเขามีบ่าวชายคนสนิทหนึ่งคน ข้างกายผู้เฒ่าป๋ายกับฮูหยินผู้เฒ่าป๋ายมีหญิงรับใช้หนึ่งคนคอยทำงานจิปาถะ นอกจากนี้ยังมีชายชราเฝ้าประตูหนึ่งคน คนขับรถม้าหนึ่งคน ผู้คุ้มกันอีกสองคนซึ่งช่วยทำงานใช้แรงด้วย แม่ครัวหนึ่งคน ผู้ช่วยในครัวหนึ่งคน และหญิงรับใช้อีกสองคนที่รับผิดชอบกวาดถูทำความสะอาด
พ่อบ้านเพิ่งถูกป๋ายอวี้ชวนซื้อเข้ามาได้ไม่นาน เพื่อช่วยให้เขาคุ้นเคยกับเรื่องราวต่าง ๆ ในเมืองหลวง และช่วยมารดาจัดการงานในจวน
นับตั้งแต่ฉีหว่านล้มป่วย ภายในจวนก็เริ่มวุ่นวาย มารดาของเขาเป็นเพียงหญิงชราจากชนบทที่ไม่รู้หนังสือ จะจัดการงานในจวนเป็นได้อย่างไร? สิ่งที่ทำเป็นก็มีแต่โวยวายด่าทอผู้อื่น
มิฉะนั้น ในจวนที่มีคนรวมกันไม่ถึงยี่สิบคนเช่นนี้ ไหนเลยจำเป็นต้องมีพ่อบ้านสักคน
ไม่นานป๋ายอวี้ชวนก็มาถึงสถานที่ซึ่งใช้ลอบนัดพบกันเป็นประจำ ที่นี่เป็นเรือนเล็กแห่งหนึ่ง
ป๋ายอวี้ชวนโบกมือ บ่าวชายเข้าใจความหมาย จึงยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู สาวใช้ใหญ่ที่อยู่ด้านในเห็นป๋ายอวี้ชวนก็รีบก้มหน้าถอยออกจากห้อง
จวิ้นจู่หรูอี้เอนกายอย่างเกียจคร้านอยู่บนตั่งเตี้ย ก่อนกวักมือเรียกเขา
เมื่อครั้งป๋ายอวี้ชวนสอบได้จิ้นซื่อ เขาบังเอิญได้พบกับจวิ้นจู่หรูอี้แห่งจวนหนิงอ๋อง
จวิ้นจู่หรูอี้เป็นหญิงม่ายที่สามีเสียชีวิตแล้ว หนิงอ๋องใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือยและหมกมุ่นในกาม มีอนุมากมายนับไม่ถ้วน ย่อมมีบุตรมากมายตามไปด้วย ต่อให้จวนอ๋องมีทรัพย์สินมหาศาลเพียงใด ก็ไม่อาจปล่อยให้บุตรมากมายเหล่านี้ผลาญเงินได้อย่างไร้ขีดจำกัด
ดังนั้นหลังจวิ้นจู่หรูอี้กลับมายังจวนเดิม เงินทองในมือของนางก็ไม่อาจใช้จ่ายตามใจชอบได้อีก
นางถูกตาต้องใจป๋ายอวี้ชวนตั้งแต่แรกเห็น ป๋ายอวี้ชวนมีรูปร่างสูงผอม ผิวขาว ดวงตาดอกท้อคู่หนึ่งเปี่ยมเสน่ห์ ริมฝีปากบาง โครงหน้าคมชัด เวลาพบผู้คนก็มักมีรอยยิ้มประดับใบหน้าอยู่สามส่วน จึงเป็นบุรุษที่ดึงดูดใจสตรีได้ง่ายยิ่ง
ป๋ายอวี้ชวนรีบขยับเข้าไปหา ย่อตัวลงครึ่งหนึ่งเบื้องหน้าจวิ้นจู่หรูอี้ “จวิ้นจู่ ข้าคิดถึงท่านแทบขาดใจ ท่านคิดถึงข้าบ้างหรือไม่ขอรับ?”
จวิ้นจู่หรูอี้ยกนิ้วแตะศีรษะเขาเบา ๆ “เรื่องนั้นเป็นอย่างไรบ้าง?”